เสรีภาพ และ สิทธิสตรี
ผ่านสงครามปากกาของ "อัศวพาหุ"

          เดือนมีนาคมนี้ มีวันสำคัญสองวันที่เพิ่งผ่านพ้นไป คือ "วันนักข่าว" (ไทย) และ "วันสตรีสากล" มิได้ถูกกำหนด ให้เป็นวันหยุดราชการ แต่มีความสำคัญ บนหน้าประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์โลก

          ย้อนไปถึงหนังสือพิมพ์ไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้สร้างสีสัน รสชาติให้กับวงการอย่างสำคัญ เราจะพาไปสัมผัส "สงครามปากกา" และพระทรรศนะด้าน "สตรีนิยม" อันน่าสนใจ ผ่านนามปากกา "อัศวพาหุ" อันโด่งดัง

          ทรงวิวาทะว่าด้วย "เสรีภาพและประชาธิปไตย"

          ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่นำพาประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ประชาธิปไตย (แบบไทยๆ) ในวันนี้ กระแสลมตะวันตก ได้พัดพาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นับแต่รัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และโคลงเคลงสังคมไทย ในรัชสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หนังสือพิมพ์ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นแหล่งรวมปัญญาชนสามัญในยุคนั้น ก็ร่วมส่งเสียงเรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค และการปกครองแบบประชาธิปไตย

          และในกาลนั้น ผู้ที่ยืนหยัดตนว่า "เป็นนักอนุรักษ์ผู้พิสูจน์ตัวเองได้ว่า รักเสรียิ่งกว่าพวกเสรีนิยม รักความเสมอภาคยิ่งกว่า พวกประชาธิปไตย" ก็ได้ตอบโต้อย่างรุนแรงชัดเจนยิ่ง และปรากฏตนผ่านน้ำหมึกบนหน้าหนังสือพิมพ์

          บทความ "สงครามปาก ศึกระหว่างแนวคิดธรรมราชา กับแนวคิดเสรีนิยม" ของ ศ.สุกัญญา สุดบรรทัด ในหนังสือ "วันนักข่าว 5 มีนาคม 2540" เล่าไว้ว่า...

          "...พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์บทความชุด " A Siam Miscellany" ตีพิมพ์ใน "Siam Observer" แสดงพระทรรศนะธรรมราชาประชาธิปไตย ของพระองค์ท่าน ภายใต้พระนามแฝง "อัศวพาหุ" ทางชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยหมายความว่าอย่างไร ทรงชี้ให้เห็นว่า ความเป็นเสรีนิยม มิได้หมายความถึงอิสระ ที่จะทำอะไรก็ได้ แต่มันหมายถึงเสรีภาพของมนุษย์ ผู้มีมันสมอง จะใช้เหตุผล ปัญหาของสังคมไทย มีอยู่ว่า ประชาชนยังไม่มีการศึกษา พอที่จะปกครองตนเอง ด้วยเหตุผลได้ แต่สังคมไทยมีกษัตริย์ ซึ่งรักประชาชนเยี่ยงพ่อรักลูก ไทยจึงไม่จำเป็นจะต้องเลียนแบบชาติตะวันตก เพราะเราสามารถที่จะปกครอง ในรูปแบบที่เหมาะสมกับเราเองได้..."

          วิวาทะว่าด้วยนักหนังสือพิมพ์ขี้เหล้าและยิวจีน

          ความสนพระทัย ทางการหนังสือพิมพ์ ของพระองค์ท่าน มีมาก่อนขึ้นครองราชย์ ทรงเขียนบทความ แสดงพระทรรศนะ ทางสังคม การเมือง การปกครอง จำนวนมาก ผ่านนามปากกาหลากหลาย แต่ "อัศวพาหุ" ได้สร้างความเร่าร้อนขึ้น ในวงการน้ำหมึก จนกลายเป็นสงครามปากกา ซึ่งมี "โคนันทวิศาล" เป็นคู่ปรับบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์

          กล่าวเฉพาะพระทรรศนะนั้น อาทิ ทรงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คนไทยไม่ได้ยากจนมาก อย่างพวกนักหนังสือพิมพ์กล่าวอ้าง เพราะหากขยัน ก็ยังสามารถเก็บกินผักหญ้า ตามคลองหนองท้องร่อง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ได้ แต่ปัญหาของคนไทย คือไม่มีคุณภาพ ขี้เกียจ และชอบรับราชการ ไม่คิดทำการค้าขายอย่างคนจีน"

          ทรงวิพากษ์วิจารณ์ชาวจีน อย่างรุนแรงว่า "ถ่ายเทซึ่งความสมบูรณ์ของประเทศ ที่เขาไปอาศัยอยู่ชั่วคราวนั้น ประดุจตัวบ่าง ที่ดูดเลือดแห่งคนฉะนั้น" (ในบทความ "ยิวแห่งบูรพา")

          และในบรรดานั้น นักหนังสือพิมพ์ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างรุนแรงด้วยว่า " ...เป็นพวกขี้เหล้า ไม่มีคุณภาพ แต่ชอบพูดอวดรู้เรื่องเสรีภาพ อิสรภาพ แบบนกแก้วนกขุนทอง..."

          วิวาทะว่าด้วยสิทธิสตรีของอัศวพาห

          "...ทรงวิจารณ์ว่า พวกผู้ชายที่มียศศักดิ์ในกรุงเทพฯ หลายคนเป็นพวกเห็นแก่ตัว ทั้งพวกที่มีภรรยาแล้ว และยังไม่มี พวกนี้จะแสวงหาหญิง มาเป็นเมียลับ โดยการซื้อหญิงนั้น จากบิดามารดาที่ยากจน ผู้หญิงที่ถูกซื้อมานั้น เมื่อชายเบื่อแล้ว จะทิ้งขว้างเสียอย่างไรก็ได้ ชีวิตของหญิงนั้น ก็จะตกต่ำลงทุกที จนท้ายสุด อาจต้องขายตัว พฤติกรรมอันชั่วร้ายนี้ เกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของชาย ความโลภของแม่สื่อ และความไม่รู้จักอัปยศของบิดามารดา ตกลงว่า หญิงนั้นมีกรรม เพราะว่ากฎหมายผู้ชายทำนั้น ไม่ได้เปิดโอกาสอย่างไร ให้หญิงร้องทุกข์ได้..."

          ในบรรดาทรรศะต่างๆ ของอัศวพาหุ ทรงเรียกร้องความยุติธรรม ความเสมอภาค และเกียรติยศของผู้หญิงและเด็ก ซึ่งนับว่าเป็นแนวคิด ที่ก้าวหน้าอย่างยิ่ง ในสังคมไทยสมัยนั้น คือเรื่อง "สิทธิสตรี" และ โคนันทวิศาล ได้ตอบโต้ผ่านนน้ำหมึกเช่นกัน ...

           "...โคนันทวิศาล เขียนบทความตอบโต้ลง "กรุงเทพ เดลิเมล์" ว่ามนุษย์ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ จะประพฤติผิด ในเรื่องครอบครัวบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ...เรื่องการปฏิบัติราชการ ของผู้ชายสำคัญกว่า ได้แก่ปัญหาเรื่องผู้ใหญ่ เบียดเบียนผู้น้อย ผู้มีวาสนาเชื่อแต่คนสอพลอ..."

          เมื่อสงครามปากกา ซึ่งแบ่งขั้วชัดเจน ฝ่ายหนึ่งคือราชสำนัก ซึ่งมี "หนังสือพิมพ์ไทย" เป็นเวที อีกฝ่ายคือ ปัญญาชนสามัญ ผ่าน "หนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์" ทำท่าว่าจะบานปลาย "อัศวพาหุ" จึงโบกมือลาจากเวทีนี้ ปล่อยให้สงครามปากกา สาดน้ำหมึกใส่กัน ชนิดเอาเป็นเอาตาย ต่อมาอีกนับทศวรรษ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ที่มา "มติชนรายวัน ประจำวันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2548"

หน้าหลัก

Custom Search


ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

ฟรี สถิติเว็บไซต์