Custom Search

หลักพิจารณาอัลหะดิษ

หลักพิจารณาอัลหะดิษ เรียกกันในภาษาอาหรับว่า "มุศฏอละหุลหะดิษ" เป็นวิชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอัลหะดิษนั้น ถือเป็นที่ปรับแห่งข้อบัญญัติทางศาสนา การที่จะนำอัลหะดิษ มาใช้เป็นหลักฐานในการตัดสินปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องพิจารณา และไตร่ตรองโดยรอบคอบว่า หะดิษนั้น อยู่ในฐานะที่จะนำมาเป็นหลักฐาน ได้หรือไม่ เพราะหะดิษนั้น ได้รับการรายงานมาในหลายรูปแบบ จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติ และเจตนารมณ์ที่แตกต่างกัน บางท่านก็มีความบริสุทธิ์ใจ ในการรายงานตัวบทหะดิษ เพื่อพิทักษ์หลักธรรมของอิสลามเอาไว้ และบางท่านก็เพียงแต่อ้างว่า สิ่งที่เขารายงานเป็นหะดิษ เพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของเขา โดยไม่นำพาว่า การกระทำดังกล่าว จะเป็นอันตรายต่อหลักธรรมคำสอนของอิสลามหรือไม่ โดยเหตุเช่นนี้ นักวิชาการผู้ยึดมั่น อยู่ในอุดมการณ์ของศาสนา จึงได้วางหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาหะดิษเอาไว้ ว่าหะดิษใด เป็นหะดิษแท้ ที่มาจากท่านศาสดา และหะดิษใด เป็นหะดิษที่ไม่อาจเชื่อได้ว่า เป็นหะดิษที่มาจากท่านศาสดา ซึ่งจากการวางกฏเกณฑ์นี้ ทำให้ประชากรมุสลิมในยุคหลัง สามารถพิสูจน์ทราบสถานภาพของหะดิษ แต่ละหะดิษ ได้อย่างถูกต้อง และยิ่งกว่านั้น การวางกฏเกณฑ์ เพื่อกรองหะดิษ ยังจะทำให้การตัดสินปัญหาต่างๆ เป็นไปโดยแม่นยำ ตรงตามเจตนารมณ์ของอิสลามอีกด้วย และจากความสนใของนักวิชาการ ที่มีต่ออัลหะดิษนี้ ได้ทำให้เกิดการกำหนด และแยกแยะลักษณะของหะดิษไว้โดยชัดแจ้ง เพื่อสะดวกในการทำความเข้าใจ เกี่ยวกับอัลหะดิษ

ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียด จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำความเข้าใจ คำจำกัดความของวิชานี้ ตามที่นักวิชาการ ได้ให้คำนิยามเอาไว้

วิชา "มุศฏอละหุลหะดิษ" คือ วิชาที่ว่าด้วยทฤษฎีต่างๆ ที่จะทำให้รู้ถึงสถานภาพ ของกระแสรายงาน และตัวบทว่า อยู่ในสภาพที่ถูกต้องหรือไม่ เพียงใด และอย่างไร

เรื่องที่จะกล่าวถึง คือ ผู้รายงาน ตัวบทที่ได้รับการรายงาน ว่าจะสามารถรับรอง ในความถูกต้องได้หรือไม่

ประโยชน์ที่จะได้รับ ทำให้พิสูจน์ทราบได้ว่า หะดิษใดถูกต้อง ยอมรับได้หรือไม่

ผู้กำหนดวิชานี้ คือ อัลกอดีย์ อะบูมุหัมมัด บินอับดุลเราะห์มาน บินคอลลาด หรือ ที่รู้จักกันในนาม อัรรอมะฮุรมุซีย์

โดยเหตุที่วิชานี้ มุ่งวิเคราะห์สถานภาพของอัลหะดิษ จึงจำเป็นต้องทราบก่อนในเบื้องแรกนี้ว่า อัลหะดิษ คือ อะไร

"อัลหะดิษ" คือ สิ่งที่พาดพิงไปยังท่านศาสดา (ช.ล.) อันเกี่ยวกับคำพูด การกระทำ และ การยอมรับ

ในสมัยของพระศาสดา (ช.ล.) ตัวบทหะดิษ มิได้รับการรวบรวมไว้ เป็นหมวดหมู่ในที่แห่งเดียวกัน เช่น อัลกุรอาน บรรดาอัครสาวก เพียงแต่ทำการบันทึก และจดจำไว้เฉพาะตน และต่างก็แยกย้ายกันไป อยู่ตามหัวเมืองต่างๆ  เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความหวั่นเกรงว่า การที่บรรดาอัครสาวก ต่างทะยอยกัน ถึงแก่อสัญกรรม จะทำให้หะดิษต่างๆ ต้องสูญไป พร้อมกับการตายของอัครสาวกเหล่านั้น ท่านคอลีฟะฮฺ อุมัร บิน อับดุลอาซีซ จึงได้บัญชาให้ มุหัมมัด บินซีฮาบ อัซซะฮ์รีฮ์ ทำการรวบรวมตัวบทหะดิษ ไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อสะดวกในการนำมาใช้ เป็นแม่บท ในการตัดสินปัญหา ที่เกิดขึ้น ยิ่งกว่านั้น ก็ยังได้มีสาส์น ไปยังหัวเมืองต่างๆ ให้รวบรวม และบันทึกหะดิษเอาไว้ ตัวบทหะดิษ จึงได้รับการรวบรวม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การที่ตัวบทหะดิษ มิได้ถูกบันทึกไว้ในที่แห่งเดียวกัน โดยสมบูรณ์ ในสมัยของท่านศาสดา ทำให้หะดิษ มีสภาพต่างไปจากอัลกุรอาน ในเรื่องของความแน่นอน ยิ่งกว่านั้น บางคนก็ได้ "กุ" หะดิษขึ้นมา ทำให้เป็นการยาก ที่จะแยกแยะได้ว่าหะดิษใด เป็นหะดิษแท้ และหะดิษใดเป็นหะดิษปลอม โดยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดวิชา "มุศฏอละหุลหะดิษ" ขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องวัดว่า อะไรที่เป็นหะดิษ และอะไรที่มิใช่หะดิษ

จากการที่อัลหะดิษ และอัลกุรอาน ต่างก็เป็นธรรมนูญของศาสนา เป็นที่ปรับของบทบัญญัติทั้งหลาย จึงสมควรจะได้กล่าวถึง ข้อแตกต่าง ระหว่างธรรมนูญทั้งสองนี้ไว้ โดยสังเขป คือ

1. อัลกุรอานและอัลหะดิษ มีอรรถรสอันวิจิตรพิสดาร ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถประพันธ์ได้ แต่ในอรรถรสอันลึกซึ้งนี้ อัลกุรอาน มีความพิสดารมากกว่าอัลหะดิษ

2. อัลกุรอานได้รับการยืนยัน จากพระองค์อัลลอฮฺ พระองค์จะทรงรักษาไว้ ซึ่งความถูกต้องในทุกอักขระ ทุกตัวอักษร ดังโองการจากอัลกุรอานระบุไว้ ความว่า " แท้จริงเรา เราได้ประทานคำเตือนนั้น และเราจะเป็นผู้รักษามันไว้ "

ส่วนอัลหะดิษ มิได้รับการยืนยัน เช่น อัลกุรอาน

3. อัลกุรอานนั้น ศาสนาไม่อนุญาตให้ผู้มีมลทิน (หะดัช) จับ กระทบ ทูน หรือ ถือ ส่วนอัลหะดิษนั้น ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด

4. อัลกุรอานนั้น ศาสนาไม่อนุญาตให้ผู้มี "ยูนุบ เฮด นิฟาซ หรือ สตรีผู้คลอดบุตร" ซึ่งยังมิได้อาบน้ำชำระ อ่าน ส่วนในเรื่องของอัลหะดิษ ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด

5. ผู้อ่านอัลกุรอาน จะได้รับบุญกุศลในทุกอักษร ของการอ่านอัลกุรอาน   ส่วนอัลหะดิษไม่เป็นเช่นนั้น 

6. อัลกุรอาน ได้ถูกกำหนดให้นำมาอ่านในละหมาด  ส่วนอัลหะดิษ ไม่อนุญาตให้นำมาอ่านในละหมาด เพราะอัลหะดิษ แม้จะเป็นสิ่งที่มาจากอัลลอฮฺ แต่ก็มีฐานะต่ำกว่าอัลกุรอาน

7. ไม่อนุญาตให้รายงานอัลกุรอาน ด้วยความหมาย  แต่สำหรับอัลหะดิษ อนุญาตให้รายงานด้วยความหมายได้

8. อัลกุรอาน ถูกแบ่งออกเป็นโองการ เป็นบท โดยท่านศาสดา  ส่วนอัลหะดิษมิได้เป็นเช่นนั้น

เพื่อความเข้าใจอันดี ที่มีต่อการศึกษาวิชาที่ว่า ด้วยความรู้เกี่ยวกับอัลหะดิษ  นักวิชาการจึงได้แบ่งหะดิษ ออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ หะดิษซอเหี๊ยะห์  หะดิษหะซัน  และหะดิษฎออีฟ  ดังมีรายละเอียดของแต่ละประเภท ดังต่อไปนี้

1. หะดิษซอเหี๊ยะห์  คือ หะดิษที่จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้

1.1 ต้องมีสายโยงแห่งการรายงานติดต่อกัน อย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ผู้รายงานคนแรก จนถึงท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) หรือ อัครสาวก และหรือบุคคลในสมัยถัดมา  คุณสมบัติประการนี้ จัดได้ว่าเป็นคุณสมบัติ ที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะหะดิษใด ที่สายโยงแห่งการรายงาน ขาดตอนลง ก็ย่อมที่จะไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่า ผู้รายงานที่มิได้รับการกล่าวถึงนั้น มีสถานภาพอย่างไร เชื่อถือได้หรือไม่ โดยเหตุเช่นนี้ หากสายโยงแห่งการรายงาน ขาดตอน นักวิชาการ ก็จะไม่ยอมรับหะดิษนั้น เป็นหะดิษที่ใช้ได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า จะนำมาใช้เป็นหลักฐานไม่ได้

1.2 ต้องไม่ขัดแย้ง กับลักษณะของหะดิษ ที่มีความเชื่อถือได้มากกว่า ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถจะประสานกันได้ แต่หากสามารถประสานกันได้ ก็จะไม่ทำให้มีฐานะด้อยลงไปแต่ประการใด

1.3 ต้องเป็นหะดิษที่ไม่มีความบกพร่อง ไม่ว่าจะบกพร่อง โดยเปิดเผย หรือ แอบแฝง ก็ตาม   การบกพร่องโดยเปิดเผย เช่น ผู้รายงานท่านหนึ่ง อ้างว่าได้รายงานหะดิษนี้ มาจากผู้รายงานอีกท่านหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไป ต่างก็ทราบว่า ทั้งสองคนนั้น ไม่เคยพบปะกันเลย อย่างนี้เป็นต้น  ส่วนการบกพร่องโดยแอบแฝง   เช่น ผู้รายงานทั้งสอง เป็นบุคคลที่อยู่ร่วมสมัยกัน ซึ่งผู้รายงานคนหนึ่ง อ้างว่าได้ยินหะดิษนี้ มาจากผู้รายงานคนที่สอง แต่แท้ที่จริงแล้ว มิได้เป็นเช่นนั้น

ดังนั้น หะดิษใดก็ตาม ที่มีลักษณะดังกล่าว นักวิชาการจะถือว่า เป็นหะดิษที่มีความบกพร่อง ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า จะนำมาเป็นหลักฐานไม่ได้  

1.4 ผู้รายงานหะดิษในสายรายงานทุกคน ต้องมีความดีเยี่ยม  เรื่องของความจำนี้ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ จำติดใจหนึ่ง  ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้ ในทุกเวลาที่ต้องการ  และจำด้วยการจดบันทึกไว้อีกหนึ่ง  ซึ่งได้รักษาและบันทึกไว้ อย่างถูกต้อง

การมีความจำดีเยี่ยมนี้ จะต้องเป็นอยู่ตลอดเวลา หากสามารถจดจำได้ดีเป็นบางครั้ง อย่างนี้ไม่ถือว่ามีความจำดีเยี่ยม

1.5 ผู้รายงานต้องเป็นผู้มีคุณธรรม  อันหมายถึง ต้องเป็นมุสลิม บรรลุศาสนภาวะ และไม่เคยประกอบความผิด สถานหนัก หรือ เป็นผู้กระทำความผิด สถานเบาอยู่เสมอ

ถัดไป

หน้าหลัก

มิถุนายน 30, 2013


ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

ฟรี สถิติเว็บไซต์