Custom Search

หลักคุณธรรม จริยธรรม

หลักการอิสลามพื้นฐาน ประการสุดท้าย คือ หลักการด้านศีลธรรม หรือจริยธรรม หรือ คุณธรรม อันเป็นหลักการ ที่เกี่ยวข้องกับมารยาท และคุณทางด้านจิตใจ ตลอดจนความประพฤติอันดีงาม ซึ่งเรียกรวมว่า "อิหฺซาน"

คุณธรรมอันสูงสุด คือ การที่มนุษย์สำนึก ในความเป็นข้าทาส ของตนเอง ต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยใจอันบริสุทธิ์ จิตใจผูกพัน กับพระองค์ตลอดเวลา ท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) กล่าวไว้ ความว่า "อิหฺซาน คือ การที่ท่านปฏิบัติการนมัสการอัลลอฮฺ ประหนึ่งท่านเห็นพระองค์ แม้ท่านไม่สามารถเห็นพระองค์ แต่พระองค์ ทรงมองเห็นท่าน"

ความผูกพันระหว่างมนุษย์ กับพระผู้เป็นเจ้านั้น จะเป็นสายสัมพันธ์ อันแน่นเหนียว ซึ่งก่อให้เกิดความประพฤติที่ดีงาม ทั้งที่กระทำต่อพระผู้เป็นเจ้า และกระทำต่อมนุษย์ สายสัมพันธ์สองด้านนี้ เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดสันติสุข และสันติภาพถาวร ในโลกนี้

1. สัมพันธ์กับอัลลอฮฺ   ทำให้มนุษย์มีจิตยำเกรง สำรวมต่อพระองค์
2. สัมพันธ์กับมนุษย์    ทำให้มนุษย์มีความประพฤติที่ดีต่อกัน หวังดีต่อกัน

และหากใครขาดสายสัมพันธ์ทั้งสองนี้ คือ หัวเขาไม่สัมพันธ์กับพระเจ้า และ ไม่สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ เขาก็ตกต่ำอยู่ในความอัปยศ ดังปรากฏในอัลกุรอาน บทที่ 3 โองการที่ 112  ความว่า "พวกเขาจักประสบความตกต่ำ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ยกเว้นโดยเหตุที่พวกเขา มีความสัมพันธ์ต่ออัลลอฮฺ และสัมพันธ์ต่อมนุษย์"

หลักคุณธรรม แบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน

1. คุณธรรมที่ต้องประพฤติ
2. คุณลักษณะที่ละเว้น

คุณธรรมที่ต้องประพฤติ

หมายถึงความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่เสมอ อันได้แก่หน้าที่ และมารยาท ที่ต้องแสดงออก และคุณสมบัติที่ดีทางจิตใจ เช่น

1. หน้าที่ของบุคคล ต่อพระเจ้า  ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ตัวเองอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงมองเห็นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องทำแต่ความดี มีมารยาท และละเว้นการกระทำที่ผิด ต่อบทบัญญัติของพระองค์

2. หน้าที่ของผู้รู้  ครูและผู้รู้ โดยทั่วไป จะต้องสำนึกอยู่เสมอว่า ความรู้ที่ตนได้มานั้น เป็นไปโดยความเมตตาของผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงประทานให้ ดังนั้น จึงต้องเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่น ให้ได้รับความรู้ โดยไม่มุ่งหวังอามิสสินจ้างใดๆ ทั้งสิ้น และไม่นำความรู้ ไปสร้างสมบารมี หรือนำความรู้ไปแข่งขันกับใคร หรือทับถมผู้รู้อื่นๆ หรือหาประโยชน์อันมิชอบ

3. หน้าที่ของผู้ไม่รู้  ผู้ไม่รู้ จะต้องศึกษา เพื่อจะได้มีความรู้ ความรู้มิได้จำกัด แต่เฉพาะความรู้ทางด้านสามัญ หรือ ศาสนา ด้านใดด้านหนึ่ง มุสลิมจะต้องเรียนรู้ความรู้ ทั้งสองด้าน จนสามารถนำความรู้ ความสามารถ ไปประพฤติทางด้านศาสนาอย่างดี และนำความรู้ด้านสามัญ หรือวิชาชีพ ไปประกอบสัมมาอาชีพต่อไป และผู้เรียนรู้ทุกคน จะต้องให้ความเคารพต่อผู้สอน มีความนอบน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพ อ่อนโยน และคอยอุปถัมภ์ผู้สอนของตนอยู่เสมอ

4. หน้าที่ของลูก  ลูกทุกคน มีหน้าที่ต้องระลึกถึงพระคุณ อันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ต้องมีความกตัญญูกตเวทิคุณ ต่อท่านทั้งสอง ต้องคิดอุปการะท่านทั้งสอง ไม่ปล่อยให้ท่านทั้งสองต้องเดียวดาย อยู่กับความเหงา และต้องปรนนิบัติท่านทั้งสอง เป็นอย่างดีที่สุด

5. หน้าที่ของพ่อแม่  เมื่อพ่อแม่มีลูก ก็ต้องเลี้ยงดูลูกอย่างดี ให้การดูแล ให้ความสุข ให้การศึกษา คอยอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นคนดี มีมารยาท ไม่ปล่อยปละละเลยต่อลูก จนขาดความอบอุ่นทางจิตใจ เตลิดออกไปหาความสนุกสนานนอกครอบครัว พ่อแม่ต้องสร้างสถาบันครอบครัว ให้เป็นความหวังของลูก เป็นสวรรค์ของลูก อย่าทำให้เป็นนรกของลูก

6. หน้าที่ของเพื่อน  คนทุกคนมีเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมหมู่บ้าน จนถึงเพื่อนร่วมโลก ทุกคนต้องหวังดีกัน มีความประพฤติที่ดีต่อกัน ไม่ดูถูก ไม่เกลียด ไม่อาฆาตแค้น ไม่ทับถมหรือทำลายใคร ต่างคิดที่จะอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข

7. หน้าที่ของสามี  ทั้งสามี - ภรรยา จะต้องมีหน้าที่พึงปฏิบัติต่อกัน กล่าวคือ สามีต้องรับผิดชอบ ในด้านการปกครองครอบครัว และการหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และสามีจะต้องเป็นที่พึ่งของครอบครัว มีความประพฤติที่ดีงาม ต่อคนในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีงาม แก่คนในครอบครัว โดยสม่ำเสมอ ไม่ทิ้งครอบครัว ออกไปหาความสุขนอกบ้าน และต้องตักเตือน และสอนภริยา และคนในครอบครัว

8. หน้าที่ของภริยา  ภริยามีหน้าที่ช่วยเหลือสามีในด้านต่างๆ คอยสอดส่องดูแล เป็นกำลังใจให้สามี ให้ความสุขแก่สามี และต้องต้อนรับแขกของสามีด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และด้วยความจริงใจ ไม่นินทาสามีลับหลัง ไม่บ่นหรือก้าวร้าวสามี หากสามีทำผิด ก็เตือนด้วยความหวังดี และครองสติ ไม่โมโห ให้เกียรติสามี และอยู่ในโอวาทของสามี

9. หน้าที่ของผู้นำ  ผู้นำทางสังคม ในตำแหน่งต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้ง หรือเลือกตั้ง ก็ตาม จะต้องปฏิบัติตนต่อผู้ตาม ด้วยความเมตต าและด้วยความนอบน้อม ไม่ถือตัว พูดจาสุภาพอ่อนโยน เมื่อจะใช้อำนาจ ก็ใช้ด้วยความยุติธรรม มีความกล้าหาญ และกล้าตัดสินใจ ไม่ลังเล ไม่อ่อนแอ ไม่ขลาดกลัว ต้องประพฤติดี พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับประชาชน ต้องเสียสละทุกสิ่ง เพื่อประชาชน

10. หน้าที่ของประชาชน  ประชาชนในฐานะผู้ตาม จะต้องเคารพผู้นำกฎต่างๆ ที่ออกมาโดยชอบธรรม ประชาชนต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด ผู้ตามจะคิดกระด้างกระเดื่องไม่ได้ แต่ก็กล้าหาญ ที่จะเตือนผู้นำ เมื่อผู้นำทำผิด หรือออกกฎหมายโดยไม่ชอบธรรม ให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่ดี รักษา และปกป้องเกียรติยศ ของผู้นำ ที่มีคุณธรรม ไม่ละเมิดต่อสิทธิของผู้นำ และสิทธิของประชาชนด้วยกัน

 คุณลักษณะที่ต้องละเว้น

มีคุณลักษณะ ที่มุสลิมต้องละเว้น อยู่มากมาย ล้วนเป็นข้อห้าม ที่อิสลามได้บัญญัติไว้ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. เกี่ยวกับคุณลักษณะ ด้านร้ายทางจิตใจ ซึ่งเมื่อใครมี หัวใจของเขาก็จะมือดบอด เช่น ความโกรธ ความอิจฉา ริษยา ความเกลียดชัง ความตระหนี่ ความโลภ ความยะโส ความลำพอง ความโอ้อวด เป็นต้น

2. เกี่ยวกับความประพฤติโดยทั่วไป เช่น ความฟุ่มเฟือย การพูดมาก ความเกียจคร้าน การเอารัดเอาเปรียบ การดูถูกคนอื่น การรังแกผู้อื่น การฉ้อโกง การนินทาใส่ร้าย ส่อเสียด การลักขโมย การปล้น การฉกชิงวิ่งราว การล่วงประเวณี การพนัน การประกอบอาชีพทุกจริต การดื่มสุราและของมึนเมา การกินดอกเบี้ย การเสียดอกเบี้ย เป็นต้น

3. เกี่ยวกับคุณลักษณะ และความประพฤติ ที่มีผลต่อการศรัทธา ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ มีผลทำให้ผู้ประพฤติ หรือมีอยู่ ต้องสิ้นสภาพอิสลามทันที เช่น การนับถือสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ การกราบสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ กระทำการอันเป็นการเหยียดหยาม ต่ออัลลอฮฺ ต่อมลาอีกะฮฺ ต่อศาสนทูต ต่อคัมภีร์ ต่อบทบัญญัติทางศาสนา ประวิงการเข้าอิสลามของผู้อื่น ใช้คำพูดกล่าวหามุสลิมว่า มิใช่มุสลิม การเชื่อโชคลาง ของขลัง ปฏิเสธอัลกุรอาน เป็นต้น

สรุป

การเรียนรู้ศาสนาที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ กับหลักพื้นฐาน 3 ประการ ดังได้กล่าวมาแล้ว  ความรู้ที่ถูกต้อง จะนำไปสู่ความศรัทธา ความศรัทธาที่แท้จริง จะนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มพูนให้เกิดคุณธรรม จริยธรรม  นั่นคือ ก่อให้เกิดความสำนึกในคุณธรรม จริยธรรม ต่อพระเจ้า ผู้ทรงสร้าง และประทานปัจจัยต่างๆ แก่เรา ความสำนึกในหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้รู้ ต่อผู้ไม่รู้ ต่อพ่อแม่ ต่อลูก ต่อเพื่อบ้าน ต่อคู่ครอง ต่อผู้นำ ต่อผู้ตาม ต่อผู้ลำบากยากไร้ และต่อประเทศชาติโยส่วนรวม อันจะนำไปสู่ความสันติสุขของสังคม ประเทศชาติ และทั่วโลก ตามความหมายของคำว่า "อิสลาม" ซึ่งหมายถึง ความสันติสุขอันถาวร

ณ ตรงนี้ ขอนำเสนอการกระทำบางอย่าง ที่นำมนุษย์ไปสู่การขัดเกลาตนเอง เพื่อยกระดับจิตใจ อันเป็นผลจากคำสอนของอิมามผู้บริสุทธิ์ และจากกระทำของผู้รู้ และนักปราชญ์ทั้งหลาย ที่ประสบความสำเร็จ ในหนทางนี้ อาทิเช่นท่านอายะตุลลอฮฺ อาริฟ ชัยค์ฮะซันซอเดะฮฺ ออมูลีย์

๑. ให้ครองวุฎู (น้ำนมาซ) ตลอดเวลา

ท่านดีลัมมีย์ ได้เล่าจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสความว่า “ใครก็ตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และไม่ได้ทำวุฎูใหม่ เท่ากับได้ดูถูกฉัน ใครก็ตามตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำวุฎูใหม่ ถ้าเขาไม่ได้ทำนมาซอย่างน้อย ๒ ระกะอัตเท่ากับได้ดูถูกฉัน ใครก็ตามตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำวุฎูใหม่ พร้อมกับทำนมาซ ๒ ระกะอัต แต่ไม่ยอมขอดุอาอฺจากฉัน เท่ากับได้ดูถูกฉัน ใครก็ตามตามที่ได้ทำให้วุฏูของตนเสีย และได้ทำวุฎูใหม่ พร้อมกับทำนมาซ ๒ ระกะอัต ขอดุอาอฺในสิ่งที่ตนปารถนาทั้งโลกนี้และโลกหน้า ถ้าฉันไม่ตอบรับดุอาอฺของเขา ถือว่าฉันดูถูกเขา และฉันพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกไม่ชอบดูถูกบุคคลอื่น” แน่นอนยิ่ง โอ้พี่น้องของฉัน แท้จริงวุฎูนั้น เป็นนูรฺรัศมี การทำให้ตัวเรามีวุฎูอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ตัวของเรามีนูรฺรัศมี จิตใจสะอาดผ่องแผ่วเสมอ และเป็นสาเหต ุทำให้ใกล้ชิดกับโลกอันบริสุทธิ์ แห่งพระผู้เป็นเจ้า และพึงสังวรไว้เถิดว่า การกระทำเช่นนี้ มีบะร่อกัต (ความจำเริญ) และเป็นประสบการณ์ ที่ประสบความสำเร็จ ของบรรดานักปราชญ์ ที่ทรงเกียรติทั้งหลาย

ดังนั้น โอ้ผู้ขัดเกลาทั้งหลาย สิ่งจำเป็นที่ท่านต้องปฏิบัติ คือ

  • ท่านต้องปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นนิจศีล ท่านจงอดทนสูง
  • ตั้งมั่นและมีขันติธรรมตลอดเวลา

หลังจากนมาซเสร็จเรียบร้อยแล้ว จงวิงวอนขอในสิ่งที่คงถาวร และมีความจำเริญ ทั้งโลกนี้ และโลกหน้า และจงวิงวอนขอต่อพระองค์ แต่เพียงผู้เดียว อย่าได้ใฝ่ใจต่อผู้อื่น จงสนทนากับพระองค์ ด้วยความรู้สึก ที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เช่นพูดว่า “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใด ที่สามารถตั้งความหวังกับเขาได้ นอกจากพระองค์ โปรดเอื้ออำนวยแก่ปวงบ่าว ที่เขายังไม่ได้ลิ้มรสความรักจากพระองค์” เพราะผู้ที่ได้ลิ้มรส ในความรักของพระองค์ เขาไม่สามารถเบี่ยงเบนหัวใจไปให้คนอื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น จิตใจของเขา จะไม่ปรารถนาใครอื่น นอกจากพระองค์ ทุกสิ่งคือศูนย์พลัง แห่งการเปิดเผยพระนานอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ฉะนั้น เมื่อเขาได้เข้าถึง ยังแก่นแห่งอาตมันสากลของพระองค์ สิ่งที่เป็นเปลือกภายนอก เขาก็จะได้รับไปโดยปริยาย

เรื่องราวของลัยลากับมัจนูน ย่อมสะท้อนภาพของความรัก ได้เป็นอย่างดี ซึ่งฝ่ายหนึ่งได้เป็นบ้าไป เพราะความรักที่มีต่อลัยลา อันเป็นความรักที่ไม่จีรัง และไม่สมหวัง แต่มัจนูนก็ได้เป็นบ้าเพราะความรัก นั้น เพราะเขาไม่สามารถ ปันใจไปรักหญิงอื่นได้ ขณะที่ความรักที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นความรักที่ไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด เป็นความรักที่จีรังถาวร ผู้ที่รักพระองค์ จึงยอมพลีทุกอย่าง เพื่อคนรักของเขา เพียงเพื่อหวังว่า ให้เขานั้น ได้ใกล้ชิดกับคนรักของเขา ดุจดังเช่นเหตุการณ์การพลีชีพแห่งกัรฺบะลา เป็นการพลีบนความรัก ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นที่รักของพวกเขา ทำไมเราจึงมักมุ่งมั่น อยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่แก่น เป็นเพียงเปลือก และองค์ประกอบภายนอกเท่านั้น จิตใจของมนุษย์ ทำไมจึงมุ่งมั่นอยู่กับสรวงสวรรค์ ทุกคนอยากได้สัมผัส อยากได้เข้าไป และพำนักอยู่ในนั้นตลอดไป ทำไมเราจึงไม่ใส่ใจ ต่อพระผู้สร้างสรวงสวรรค์ ผู้เป็นแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น เมื่อท่านทำนมาซเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำสัจดะฮฺ ด้วยจิตใจที่นอบน้อม พร้อมทั้งกล่าวความว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานความหวานชื่น ในการรำลึกถึงพระองค์ การได้พบกับพระองค์ และความนบนอบต่อพระองค์ แก่ข้าฯเถิด”

๒. หลีกเลี่ยงการรับประทานมาก

อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัส ความว่า “จงกินและจงดื่ม แต่จงอย่าฟุ่มเฟือย แท้จริงพระองค์ไม่ชอบบรรดาผู้ที่ฟุ่มเฟือย” [ซูเราะฮฺ อะอฺรอฟ/ ๓๒]

โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การรับประทานมาก เป็นเหตุทำให้หัวใจ ต้องทำงานหนักผิดปรกติ จิตวิญาณห่อเหี่ยว ไม่กระตือรือร้น และน้ำหนักตัวเพิ่มโดยใช่เหตุ แต่พึงรู้ไว้ว่า ความหิวเป็นคุณสมบัติพิเศษ สำหรับผู้ศรัทธา (มุอฺมิน)

ท่าน ยะห์ยา บินมุอาซ ได้กล่าวไว้อย่างสวยหรูว่า “หากมอบให้มลาอิกะฮฺ ทั้งเจ็ดชั้นฟ้า ผู้ให้ชะฟาอัต บรรดาศาสดาอีก ๑๒๔,๐๐๐ ท่าน และคัมภีร์ทั้งหมดของพระองค์ เป็นสื่อ ในการละทิ้งอารมณ์ใฝ่ต่ำ และความศิวิไลซ์ของโลก อีกทั้งนำเสนอกฏเกณฑ์ต่างๆ ของอัลลอฮฺ เขาก็จะไม่ยอมรับมัน แต่ถ้าใช้ความหิวโหย เป็นสื่อ เขาจะยอมรับอย่างง่ายดาย และปฏิบึติตาม อย่างเคร่งครัด [กูวะตุลกุลูบ อบูฏอลิบ มักกีย์ พิมพ์ที่อียิปต์ หน้าที่ ๒๑๕]

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ท้องคนเรา เมื่อรับประทานมาก มันจะสร้างความอึดอัด และเหนื่อยหน่าย ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุด ของปวงบ่าว ในการแสดงความเคารพภักดี คือ ช่วงเวลาที่ท้องของเขา ปราศจากอาหาร และช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของปวงบ่าว ในการแสดงความเคารพภักดี คือ ช่วงเวลาที่ท้องของเขา เต็มไปด้วยอาหาร” [บิฮารุลอันวาร ๖๖/๓๓๖]

๓. หลีกเลี่ยงการพูดมาก

ท่าน เชคฏูซีย์ ได้เล่าหะดีษบทหนึ่ง ที่มาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ความว่า “นอกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ แล้วอย่าพูดมาก เพราะการพูดมาก ที่ไม่ใช่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ เป็นสาเหตุทำให้หัวใจแข็งกระด้าง คนที่มีหัวใจแข็งกระด้าง เป็นคนที่ห่างไกลอัลลอฮฺ มากที่สุด” [อัล-อะมาลีเข คฏูซีย์ หะดีษที่ ๑]

ท่านเชคกุลัยนีย์ ได้เล่าหะดีษของท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่าท่านอิมามได้กล่าวว่า “ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้กล่าวว่า นอกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺแล้ว ไม่ควรพูดมาก เพราะการพูดมาก ที่ไม่ใช่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ จะทำให้จิตใจแข็งกระด้าง แม้ว่าเขาคนนั้น จะไม่รู้ตัวก็ตาม” [อุศูลกาฟีย์ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๑๔

ย้อนกลับ  ถัดไป

หน้าหลัก

สิงหาคม 30, 2013



ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

ฟรี สถิติเว็บไซต์

เวลาละหมาดทั่วไทย
รอบรู้เรื่องสมุนไพร
อัคลาค
อิสลาม
ลักษณะทั่วไปของอิสลาม
เสา 5 ต้นของอิสลาม
อะไร คือ อิสลาม
ศาสนาที่เที่ยงแท้
ท่านถาม อัลกุรอานตอบ
คำถามที่คุณอยากรู้
ทิวทัศน์กระบี่
คลังความรู้ศาสนา
   
ซะกาต
จริยศาสตร์
คัดมาให้คิด
การละหมาด