หลักศรัทธา 

               ศรัทธาในความหมายทั่วไป คือ การที่จิตใจยึดมั่น โดยไม่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ศรัทธานั้น จะต้องเกิดขึ้นด้วยหลักฐานประกอบ จะศรัทธาโดยความงมงายไม่ได้

               หลักฐานประกอบศรัทธา สามารถแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ
               ก. หลักฐานจากบทบัญญัติ
               ข. หลักฐานจากสติปัญญา

 ก.หลักฐานจากบทบัญญัติ

               หลักฐานจากบทบัญญัติ คือ โองการจากอัลกุรอานและวจนะของท่านศาสดา ซึ่งถือเป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาด ที่จะโต้แย้งไม่ได้ เป็นบรรทัดฐานอันสำคัญสำหรับกำหนดโครงสร้างแห่งศรัทธา การศรัทธาอันมีอยู่นอกเหนือไปจาก บทบัญญัติดังกล่าว เป็นศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง

               ดังนั้น ผู้นับถือศาสนาอิสลามจึงจำเป็นต้องยกเลิกความศรัทธาดั้งเดิมก่อนรับอิสลามโดยสิ้นเชิง และสร้าง ศรัทธาขึ้นมาตามหลักศรัทธาอิสลาม อันตรงกับบทบัญญัติ ระหว่างความศรัทธาทั้งสอง จะนำมาผสมผสาน ให้กลมกลืนกันมิได้

               ในยุคของท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) นั้น พวกอาหรับเมื่อรับอิสลามในระยะแรกๆ ก็ยังไม่สามารถจะสลัด ความเชื่อดั้งเดิมทิ้งได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงจะมีศรัทธาอย่างบริสุทธิ์แท้จริง อัลกุรอานจึงบัญญัติไว้ ความว่า

" ส่วนมากของพวกเขาไม่ได้ศรัทธา นอกจากมีการตั้งภาคีมาก่อน "

               การตั้งภาคี หมายถึงการนับถือสิ่งอื่นๆ ร่วมกับความเชื่อถือในพระองค์อัลลอฮฺด้วย ซึ่งพวกอาหรับที่นับถือ ศาสนาดั้งเดิมของพวกเขา มีสภาพความเชื่อเป็นแบบนั้น

               บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับหลักศรัทธาอันนำมาเป็นหลักฐานในความศรัทธานั้น เมื่อระบุเกี่ยวกับคุณลักษณะ ของอัลลอฮฺอย่างไร ก็จะถือเป็นคุณลักษณะแท้จริงของพระองค์ เช่น อัลกุรอานระบุว่า พระองค์ทรงอำนาจ ทรงสัพพัญญู ทรงเมตตา เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้ เป็นคุณสมบัติอันได้มาจากบทบัญญัติ ซึ่งมุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อ

 ข.หลักฐานจากสติปัญญา

               การเชื่อถือศรัทธา จะต้องมาจากการยอมรับของสติปัญญาอีกส่วนหนึ่งด้วย เป็นส่วนประกอบ และหลักฐาน จากสติปัญญานี้ จะต้องดำเนินสอดคล้องกับหลักฐานจากบทบัญญัติ จะค้านกันหรือขัดแย้งกันไม่ได้เด็ดขาด อาทิ

               เมื่อหลักฐานจากบทบัญญัติระบุว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงอำนาจ สติปัญญาก็จะแสวงหาเหตุผล ตามพื้นฐานของ ปัญญามาประกอบ จนเป็นที่ยอมรับอย่างไม่คลอนแคลนว่าพระองค์ทรงอำนาจ

               เมื่อหลักฐานจากบทบัญญัติระบุว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสัพพัญญู สติปัญญาก็จะแสวงหาเหตุผล ตามพื้นฐาน ของปัญญามาประกอบ จนเป็นที่ยอมรับอย่างไม่คลอนแคลนว่าพระองค์ทรงสัพพัญญู

               โองการจากอัลกุรอานได้บัญญัติให้มนุษย์ใช้สติปัญญาตริตรองและพิจารณาถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย มากกว่า 300 แห่ง ซึ่งสรรพสิ่งเหล่านี้ เป็นหลักฐานแสดงถึงความอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้า

               การศรัทธาเป็นเงื่อนไขแรกในการประกอบความดีงาม หากกระทำความดีโดยไม่มีศรัทธาเป็นพื้นฐาน ความดีนั้นก็ไร้ผล ดังปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า

"และผู้ใดไร้ซึ่งศรัทธา การงานของเขาก็ไร้ผล และในโลกหน้าเขาจะเป็นหนึ่งในพวกที่ขาดทุน"
                                      ( 5 : 6 )

               ความดีที่แสดงออกมาจึงถือเป็นสาขาแห่งศรัทธา แท้จริงแล้วการทำความดีทั้งมวล อิสลามถือเป็นรูปธรรม แห่งศรัทธานั้นเอง ดังนั้นศรัทธา จึงแตกแขนงออกไปเป็นจำนวนมาดังท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) ได้กล่าวไว้ ความว่า

                "ความศรัทธามีประมาณ 60 หรือ 70 กว่าสาขา และที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ การกล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ และที่ต่ำที่สุด คือ การขจัดสิ่งเดือดร้อนออกจากทางเดิน และความสะอาดเป็นสาขาหนึ่งของความศรัทธา"

 1. ศรัทธาในอัลลอฮฺ

               พระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น มุสลิมทุกคนต้องยึดมั่นในพระองค์อย่างแน่นแฟ้น ไม่สงสัยหรือลังเล พระองค์ทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะอันสมบูรณ์ที่สุด 

               มุสลิมยึดมั่นว่า พระองค์ทรงบันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาเองโดยลำพังของสิ่งนั้น แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงไว้ซึ่งเดชานุภาพ ทรงไว้ซึ่งอำนาจอันสูงสุด ทรงเอกสิทธิ์ในการปกครองและการบริหารโลกานุโลก ทรงเป็นที่พึ่งของทุกสรรพสิ่ง ทรงกำหนดการดำเนินชีวิตของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งสรรพสิ่งทั้งมวล

               พระองค์ทรงสัพพัญญู ทรงพระปรีชา ทรงประกาศิต ทรงนิรันดร์ ทรงดำรงโดยพระองค์เอง ไม่อาศัยปัจจัยอื่น ทรงแตกต่างไปจากทุกๆ สิ่ง พระองค์ทรงไร้ตัวตน พระองค์ไม่ให้กำเนิด พระองค์มิถูกกำเนิด พระองค์มิใช่สสารวัตถุ มิใช่พลังงาน มิใช่นามธรรม มิใช่รูปธรรม

               พระองค์ทรงมีอยู่อย่างแน่นอน ทรงพ้นไปจากญาณวิสัยของมนุษย์ที่จะพึงสัมผัส สื่อสัมผัสที่มนุษย์มีอยู่นั้น ไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะสัมผัสพระองค์ พระองค์ทรงมองเห็นทุกๆ สิ่ง แต่ไม่มีใครสามารถมองเห็นพระองค์ อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

               "จงประกาศเถิด อัลลอฮฺเป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น อัลลอฮฺเป็นที่พึ่ง พระองค์ไม่ให้กำเนิด และไม่ถูกกำเนิดและไม่มีสิ่งใดเสมอพระองค์"            (112 : 1-4)

 2. ศรัทธาในมลาอีกะฮฺ

               มุสลิมเชื่อว่าพระองค์ทรงบันดาลมลาอีกะฮฺขึ้นมา ซึ่งเป็นข้าทาสของพระองค์ รับบัญชาจากพระองค์ และปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์อย่างมั่นคงที่สุด มีปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า

"พวกเขาไม่ฝ่าฝืนคำบัญชาของอัลลอฮฺ และพวกเขาจะปฏิบัติตามคำบัญขานั้นอย่างเคร่งครัด"
                                                     (66 : 6)

               มลาอีกะฮฺเป็นเทพ อันไร้ตัวตน ไม่มีเพศ ไม่กินไม่นอน ไม่มีคู่ครอง ไม่มีบุตร สามารถจำแลงร่างได้ทุกอย่าง เป็นอีกโลกหนึ่งอันแตกต่างไปจากมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นในสภาพเดิมของเขาได้ นอกจากจะแปลงร่างเป็นคน หรืออย่างอื่น

               ไม่มีใครสามารถรู้จำนวนอันแน่นอนของมลาอีกะฮฺนอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น พระองค์ทรงสร้างมา เป็นจำนวนมาก เพื่อรับใช้พระองค์ตามหน้าที่อันแตกต่างกัน และมีชื่อต่างๆ กัน เช่น

               ยิบรออีล      มีหน้าที่สื่อโองการระหว่างพระเจ้า
               มีกาอีล        มีหน้าที่ควบคุมระบบธรรมชาติและปัจจัยยังชีพ
               อิซรอฟีล
     มีหน้าที่เป่าวิญญาณมนุษย์สู่ร่างเพื่อฟื้นขึ้นในโลกหน้า และเป่าสัญญาณดับสลายของโลกนี้
               ริฎวาน         มีหน้าที่ดูแลสวรรค์
               มาลิก          มีหน้าที่ดูแลนรก
               รอกีบ          มีหน้าที่บันทึกความดีของมนุษย์
               อะตีด          มีหน้าที่บันทึกความชั่วของมนุษย์
               มุงกัร, นะกีร
 มีหน้าที่สอบสวนความประพฤติของมนุษย์ภายหลังจากตายไปแล้ว
               อิชรออีล      มีหน้าที่เก็บชีวิตของมนุษย์ออกจากร่าง
               
               เมื่อมนุษย์เชื่อว่า มีมลาอีกะฮฺเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่ตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า อันเกี่ยวกับ ตัวของเขา เขาจึงสามารถควบคุมจิตใจและความประพฤติของเขาไว้ด้วยการสังวรตนเป็นอย่างยิ่ง

               คนที่คิดว่าจะทำชั่ว ก็เกิดความกลัวที่จะทำ เพราะทราบดีว่า ความชั่วนั้น มีมลาอีกะฮฺคอยบันทึก เพื่อเสนอต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา เขาจะมีกำลังใจทำแต่ความดี เพราะความดีที่เขาทำ ไม่มีการสูญหายไปไหน เนื่องจากมีมลาอีกะฮฺคอยบันทึกไว้ทุกระยะ

 3. ศรัทธาในคัมภีร์

               มุสลิมต้องศรัทธาว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานคัมภีร์อันเป็นโองการของพระองค์แก่บรรดามนุษยชาติ ผ่านศาสนทูตในแต่ละยุค แต่ละสมัย พระโองการของพระองค์เป็นบทบัญญัติที่มนุษย์จะต้องนำมาปฏิบัติ เป็นรัฐธรรมนูญ สูงสุดที่ใครจะฝ่าฝืนไม่ได้

               ในยุคที่ผ่านมา มีศาสนทูตได้รับพระคัมภีร์มาประกาศแก่มนุษย์ในยุคของท่านเหล่านั้น เป็นจำนวนมาก ตราบถึงยุคสุดท้าย คือ ยุคปัจจุบันเป็นยุคของท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.)

               จำนวนคัมภีร์ที่พระองค์ทรงประทานมานั้น เท่าที่นักวิชาการระบุไว้ มีจำนวน 104 เล่ม ในจำนวนนั้น มีจำนวน 4 เล่ม ที่มุสลิมจำเป็นต้องรู้ คือ

               1. เตารอต
    ทรงพระราชทานผ่านท่านศาสดามูซา
               2. ซะบูร        ทรงพระราชทานผ่านท่านศาสดาดาโวด
               3. อินญีล      ทรงพระราชทานผ่านท่านศาสดาอีซา
               4. กุรอาน
     ทรงพระราชทานผ่านท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) เป็นคัมภีร์ที่มนุษย์จะต้องยึดถือ เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต ตราบถึงอวสานของโลกนี้ อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ฉบับสุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าทรงพระราชทาน จึงเป็นคัมภีร์ที่สมบูรณ์ทั้งเนื้อหาสาระและรูปแบบการใช้ภาษา

               กุรอานเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาที่มีความไพเราะในการออกเสียงและภาษาที่ให้ความหมายอันลึกซึ้ง ถ้อยคำเท่าที่ถ่ายทอดมาจากท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) เมื่อ 1,400 ปีกว่า ยังได้รับการรักษาไว้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นเพียงอักษรเดียวก็ตาม อัลกุรอานได้ระบุไว้ ความว่า

" เรา (อัลลอฮฺ) ได้ประทานกุรอานลงมาแล้ว เราได้รักษามันไว้ "
                                          ( 15 : 9 )

               โองการทั้งหมดมีอยู่ 6,666 โองการ แบ่งออกเป็น 114 บาท และ 30 ส่วน มุสลิมทั่วโลกจะอ่านอัลกุรอาน ในพิธีละหมาด ในวาระอันต้องการความดี และอ่านเพื่อนำความหมายมาถือปฏิบัติ

               อัลกุรอานเป็นธรรมนูญสูงสุด ความประพฤติอันถูกต้อง จะต้องสืบหรือปรับเข้าหาอัลกุรอานได้ กฎหมายอิสลาม จะต้องยึดถืออัลกุรอานเป็นหลักในด้านนิติบัญญัติ จะออกกฎหมายอันแย้งต่อบทบัญญัติของอัลกุรอาน ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

               อัลกุรอานเริ่มต้นพระราชทาน ณ นครมักกะฮฺ เมื่อท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) อายุประมาณ 40 ปี โองการที่ถูกประทานลงมานั้น จะทยอยกันลงมา ตามแต่พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ และมีเหตุการณ์ ที่เกี่ยวข้อง กับโองการดังกล่าว

               เมื่อได้รับโองการแล้ว ท่านศาสดาก็จะนำมาประกาศแก่ผู้อื่น แล้วทุกคนก็จะท่องจำจนขึ้นใจ มีการทบทวน กันอยู่เสมอ และมีการบันทึกลงบนหนังสัตว์แห้งบ้าง บนกาบอินทผาลัมบ้าง บนหินบ้าง

               ต่อมาในสมัยปกครองของท่านอุมัร คอลีฟะฮฺท่านที่ 2 ท่านได้ดำริให้มีการจัดรวบรวมขึ้นเป็นเล่ม จากส่วน ที่กระจัดกระจายกันในบุคคลและสถานที่ต่างๆ

               จากนั้นในสมัยการปกครองของท่านอุสมาน บินอัฟฟาน คอลีฟะฮฺท่านที่ 3 ได้สั่งให้มี การรวบรวม และปรับปรุงในด้านการเขียน มีจำนวนถึง 6 เล่ม และส่งไปยังหัวเมืองต่างๆ เพื่อให้อ่านเป็นสำนวนเดียวกัน และป้องกันการปลอมแปลง อันอาจจะเกิดขึ้นได้

 4. ศรัทธาในศาสนทูตหรือศาสดา

               ศาสนทูตผู้ประกาศอิสลาม เรียกว่า "รอซูล" ส่วนศาสนทูตที่ไม่ได้ประกาศ ก็จะเรียกว่า "นบี" แต่การให้ความหมายเช่นนี้ ไม่ได้เข้มงวดนัก ส่วนใหญ่จึงใช้ถ้อยคำทั้งสองนี้ หมายถึงผู้เป็นศาสนทูต ที่ทำการ ประกาศอิสลาม

               ผู้เป็นศาสนทูต เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติแบบมนุษย์ธรรมดาทั่วไป มิใช่ผู้วิเศษหรือมลาอีกะฮฺ ศาสนทูต จึงดำเนินชีวิตเหมือนสามัญชน คือ กิน นอน ขับถ่าย และ แต่งงาน

               แต่ศาสนทูตมีคุณลักษณะอันสมบูรณ์เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป อันเป็นคุณลักษณะทางด้านความประพฤติ และคุณธรรมอันสูงส่ง นักวิชาการได้สรุปคุณลักษณะของศาสนทูตไว้ว่า จะต้องมีครบ 4 ประการ คือ

               1. ความซื่อสัตย์สุจริต   เป็นที่ไว้วางใจของบุคคลทั่วไป ไม่คดโกง ไม่ตระบัดสัตย์

               2. มีสัจจะ พูดจริง ทำจริง ไม่โกหก ไม่หลอกลวงใคร

               3. มีสติปัญญาเป็นอัจฉริยะ

               4. ทำหน้าที่เผยแพร่โองการจากพระผู้เป็นเจ้า แก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่ปิดบัง และด้วยความตั้งใจสูง มีมานะอดทน เพียรพยาม ไม่ย่อท้อต่อการขัดขวางของผู้ใดทั้งสิ้น

               การที่พระผู้เป็นเจ้าทรงคัดเลือกศาสนทูตขึ้นมาจากมนุษย์ธรรมดา ก็เพื่อให้ศาสนทูตเป็นตัวอย่าง ในการประพฤติตามของประชาชน หากศาสนทูตเป็นผู้วิเศษหรือเป็นมลาอีกะฮฺ ซึ่งดำเนินชีวิตไปอีกแบบหนึ่ง ประชาชนก็ไม่สามารถจะหาตัวอย่าง ในการดำเนินชีวิตที่ใกล้เคียงกับตนเอง แล้วคำสอนของศาสนทูตก็ไร้ผล

               ศาสนทูตจึงเป็นบุคคลที่ประชาชนต้องเชื่อฟัง นำคำสอนมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และต้องเลียนแบบ จริยวัตรของท่าน อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

"อันใดที่ศาสนทูตนำมา สูเจ้าจงรับมันไว้ และอันใดที่ศาสนทูตห้าม สูเจ้าก็จงงดเสีย"
                                                               ( 59 : 7 )

               ศาสนทูตที่มีปรากฏชื่อในอัลกุรอาน มีจำนวน 25 ท่าน คือ

               อาอัม, อิดริส, นูห์, ฮู้ด, ชอลิฮฺ, อิบรอหีม, ลูฎ, อิสหาก, ยะอฺกู๊บ, ยูซุฟ, มูซา, ฮารูน, อิลยาส, ยูนุส, ซูอัยบฺ, ดาวูด, สุลัยมาน, อิลยะซะอฺ, ซุลกิฟลี, ซะกะรียา, อัยยูบ, ยะฮฺยา, อิสมาอีล, อีซา และ มุหัมมัด (ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านเหล่านั้น)
 
 5. ศรัทธาในวันสิ้นโลก หรือ วันพิพากษา

               มุสลิมต้องศรัทธาว่า โลกนี้พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างขึ้นมาเป็นการชั่วคราว สำหรับเป็นแดนที่มนุษย์ ได้ดำเนินชีวิตส่วนหนึ่ง เพื่อสู่โลกอันจีรังและโลกนิรันดร์ต่อไป ดังนั้น โลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ จึงต้องมีวาระดับสลาย ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า วันดับสลายของโลก หรือ วันสิ้นโลก จะเกิดขึ้นเมื่อใด อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

               "มนุษย์จะถามเจ้าเกี่ยวกับกัลปวสานของโลก เจ้าจงตอบเถิด ความรู้ในเรื่องนั้น มีอยู่เฉพาะที่อัลลอฮฺเท่านั้น และอันใดทำให้เจ้ารู้ อันกัลปวสานของโลก อาจจะอุบัติขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ก็ได้"       ( 33 : 63 )

               เมื่อท่านศาสดามุหัมมัด สนทนากับเทวทูตยิบรออีล เทวทูตถามว่า "เมื่อใดจะถึงวันอวสานโลก" ท่านตอบว่า "ทั้งผู้ถามและผู้ถูกถาม ไม่มีใครรู้กว่ากัน" เทวทูตถามต่อไปว่า "แล้วสัญญาณแสดงอาการโลกสลายมีอะไรบ้าง" ท่านตอบว่า "ท่านจะมองเห็นผู้คนซึ่งฐานะต่ำต้อยทางสังคม รองเท้าไม่ใส่ เสื้อผ้าไม่สวม พากันแข่งขัน สร้างบ้านเรือนสูงตระหง่านอย่างมากมาย ท่านจะมองเห็นมารดาผู้เป็นทาส คลอดบุตรออกมาเป็นนายของนางเอง"

               สัญญาณแสดงอาการโลกสลาย   แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ

               1. สัญญาณระยะไกล  หมายถึง สัญญาณที่ยังอยู่อีกไกลกว่าจะถึงวันสิ้นโลก ดังเช่นสัญญาณที่ปรากฏ ในคำตอบของท่านศาสดาต่อเทวทูตยิบรออีลข้างต้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นสัญญาณจากความประพฤติของมนุษย์ ในด้าน ศีลธรรมที่มีความฟอนเฟะ มัวเมาในกามคุณ ดื่มสุรายาเมา หมกมุ่นในกิเลส ตัณหา ด้านเศรษฐกิจที่มีแต่ ความเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว การกินดอกเบี้ยในรูปแบบต่างๆ การฉ้อฉล คอรัปชั่น และ กดขี่ข่มเหง ด้านสังคม มีแต่ความแตกแยก ฆ่าฟันกันและทำการรุกรานซึ่งกันและกัน

               2. สัญญาณระยะใกล้  หมายถึง สัญญาณแสดงถึงการจะสิ้นโลก อันอยู่ในระยะเวลาใกล้ ซึ่งเป็นสัญญาณ จากเหตุการณ์วิกฤติต่างๆ เช่น จะเกิดความวิปริตทางสิ่งแวดล้อม ดวงตะวันจะเปลี่ยนทิศทาง ฝนจะตกลงมาเป็นสีเลือด จะมีมนุษย์ที่ดุร้ายออกมาอาละวาดทำลายชีวิตของประชาชน ความโกลาหลจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แผ่นดินจะไหว และถล่มทลาย

               ในที่สุดมลาอีกะฮฺอิสรอฟีลจะเป่าสัญญาณครั้งแรก สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะล้มตายจนหมดสิ้น ภูเขาจะพังทลาย เป็นผุยผง ทุกสิ่งทุกอย่างพินาศไม่มีเหลือ
 
               ต่อมามลาอีกะฮฺอิสรอฟีล เป่าสัญญาณครั้งที่สอง สิ่งมีชีวิตก็จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์ทุกคนจะเกิดมา ในสภาพเดิมและถูกต้อนไปรวมกัน ณ ที่โล่ง เพื่อรอการสอบสวน พิจารณาความประพฤติของแต่ละคน และพิพากษา ช่วงเวลาของการรอคอยนั้นยาวนาน มนุษย์เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ท่ามกลางความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ ไม่มีใครหนีไปไหน และไม่สามารถจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะมีทรัพย?ศฤงคารหรือบริวารมากมายเท่าใด ก็จะนำมาใช้จ่ายเพื่อปลดปล่อยตัวเองไม่ได้ อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

"วันซึ่งทรัพย์สมบัติและลูกๆ ไม่อำนวยคุณใดๆ เว้นแต่ผู้มาสู่อัลลอฮฺด้วยจิตอันสะอาดบริสุทธิ์"
                                                ( 26 : 88-89 )

"วันซึ่งชีวิตหนึ่งไม่สามารถสงเคราะห์อีกชีวิตหนึ่งได้ และประกาศิตในวันเป็นของอัลลอฮฺเท่านั้น"
                           ( 82 : 19 )

               เมื่อมนุษย์เชื่อว่า โลกนี้มีวาระดับสลาย และจะมีโลกหน้าสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยอันแท้จริง และเป็นนิจนิรันดร มนุษย์ก็จะอยู่ในโลกนี้ด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่มีความโลภ ไม่มีความเห็นแก่ตัว พร้อมกับสะสมแต่ความดี แม้ว่าการทำดีนั้นจะไม่ได้ผลตอบแทนในช่วงที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่ก็มั่นใจได้ว่า ต้องได้รับอย่างแน่นอนในโลกหน้า ผู้ทำความดีจึงไม่ท้อแท้ที่จะทำความดี มีกำลังใจอันสูงส่งที่จะทำความดีและไม่คิดจะละเลยต่อการทำความดี จนตลอดชีวิต

 6. ศรัทธาในกฎแห่งสภาวการณ์

               สภาวการณ์ทั้งหลายถูกกำหนดมา เป็นกฎตายตัวและแน่นอน ซึ่งต้องดำเนินไปตามที่กำหนดนั้น เช่น แดดเผาไอน้ำขึ้นไปรวมตัวอยู่บนอากาศ เมื่อลมพัดก็จะกระจายตกลงมาเป็นฝน ฝนตกลงมาบนพื้นดิน ทำให้อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้และพืชนานาชนิดงอกงามขึ้นมา มนุษย์และสัตว์ได้รับประโยชน์จากพืชพันธุ์เหล่านั้น เป็นกฎกำหนดสภาวะ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้

               การดำเนินชีวิตของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นระบบที่แน่นอน ไม่มีใครสามารถฝืน กฎดังกล่าวได้ ทุกคนจะต้องดำเนินไปตามกฎสภาวการณ์ จากมนุษย์คนแรกจนถึงคนสุดท้าย

               มนุษย์ต้องกินต้องนอน ต้องหายใจ ต้องประสบกับเหตุให้อารมณ์และจิตใจผันแปรอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ บางจังหวะชีวิตก็ร่ำรวยมหาศาล แต่เผลอไม่นานฐานะก็ยากจนลงมา บางช่วงเวลา มีคนนับหน้าถือตา อย่างกว้างขวางและมากมาย แต่ต่อมาก็กลับมีคนเกลียดชัง การสลับหมุนเวียนสภาวการณ์เหล่านี้ ในชีวิตมนุษย์นั้น มุสลิมศรัทธาว่าเป็นไปโดยกำหนดของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทั้งสิ้น หาใช่เป็นไปโดยอำนาจของมนุษย์เองไม่ และมิใช่อำนาจของผู้วิเศษ อำนาจของฟ้าดิน อำนาจของดวง อำนาจของไสยศาสตร์ หรือ โดยอำนาจอื่นใดก็ตาม แต่ทั้งหมดเป็นไปโดยอำนาจอันสมบูรณ์สุดของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น ดังปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า

"แท้จริงทุกสิ่งที่เราได้บันดาลไว้นั้น โดยกำหนดการที่แน่นอนยิ่ง"
                                        ( 54 : 49 )

               ธรรมชาติทั้งหลายที่ดำเนินไปตามควรลองอย่างแน่นอนชัดเจน เป็นระบบมั่นคงและแม่นยำ ก็เป็นไปตาม กำหนดกฎสภาวการณ์โดยพระองค์ทั้งสิ้น อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

               "และเราได้หลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้า ตามปริมาณที่กำหนดไว้ และเราได้ทำให้มันค้างอยู่ในแผ่นดิน"
                                                                                                       ( 23 : 18 )

               "และดวงตะวันโคจรไปตามวิถีของมัน นั่นเป็นกฎที่กำหนดแห่งพระผู้เป็นเจ้า
                 ผู้ทรงอำนาจยิ่ง ผู้ทรงสัพพัญญู และดวงเดือน เราได้กำหนดมันไว้ตามตำแหน่ง
                       จนกระทั่งมันกลับสภาพ มาเป็นประหนึ่ง กิ่งอินทผาลัมแห้ง
" (36:38-39)

               "จากสิ่งใดเล่าที่พระองค์ทรงสร้างเขาจากเชื้ออสุจิ พระองค์ได้สร้างเขามา และทรงกำหนดสภาวะแก่เขา"
                                                                                                      ( 80 : 18 - 19 )

               ในด้านเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประสบแก่มนุษย์ ที่จริงแล้วการที่มนุษย์ประสบกับความเดือดร้อนในรูปแบบต่างๆ มนุษย์อาจไม่พอใจในสิ่งนั้น แต่สิ่งนั้นจะสร้างความแข็งแกร่งแก่มนุษย์เอง ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ เด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทนุถนอม ได้รับการปรนเปรอด้วยความสุขและความสะดวกสารพัดนั้น ย่อมจะอ่อนแอ ผิดกับเด็กที่ถูกชุบเลี้ยงแบบชนบท ต้องเผชิญกับธรรมชาติแท้ๆ ต้องช่วยตัวเอง ต้องทำงานหนัก เด็กเหล่านี้จะแข็งแรงกว่าอย่างแน่นอน

               คนที่ประสบกับสิ่งอำนวยสุขอยู่เสมอๆ ก็เช่นเดียวกัน เขาจะมีสภาพอ่อนแอ ขาดความกระตือรือร้น ขลาดกลัว และไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องอาศัยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การที่เขาประสบกับภัยพิบัติในชีวิต หรือพบกับความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ คนเหล่านี้จะแข็งแกร่ง มั่นคง หนักแน่น กระตือรือร้น ช่วยตัวเองได้ และประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิต ไม่พ่ายแพ้อะไรง่ายๆ ตัวอย่างสิ่งเหล่านี้ สามารถหาได้อย่างครบครัน จากชีวิตของบรรดาท่านศาสนทูตทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาศาสนทูต ที่ถูกเรียกว่า "อุลุลอัซมิ" อันหมายถึงศาสนทูตที่ประสบกับเหตุร้ายในชีวิตมากมายกว่าบรรดาศาสนทูตอื่นๆ แต่ท่านเหล่านี้ มีความแข็งแกร่ง การประกาศอิสลามของท่านจึงประสบผลสำเร็จสูงกว่าศาสนทูตท่านอื่นๆ 

               การประสบภัยแห่งชีวิตและความเดือดร้อน จึงเป็นเพียงข้อทดสอบของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อหลอมชีวิตของมนุษย์ ให้มีความเข้มแข็ง สามารถต่อสู้กับภยันอันตรายนานัปการได้อย่างมั่นคง สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งดีงามสำหรับมนุษย์ มุสลิมถือว่าเป็นข้อกำหนดของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจะต้องยินดีในสภาพดังกล่าวอย่างจริงใจ อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

               "และแน่นอน เราจะทดสอบสูเจ้า ด้วยบางสิ่งจากความหวาดกลัว ความหิว และความขาดแคลนทรัพย์สมบัติ ชีวิตและพืชผล จงแจ้งข่าวดีแก่ผู้มีความอดทนเถิด"               ( 2 : 155 )

               ผู้ที่อดทนต่อสภาพการทดสอบดังกล่าว เขาจะเป็นผู้มีชัยชนะในการดำเนินชีวิตอย่างแน่นอน ดังนั้น มุสลิมทุกคนจึงไม่หวาดหวั่นต่อเภทภัยทั้งปวงที่ประสบแก่ตน พร้อมที่จะเผชิญหน้าด้วยความสามารถ เมื่อเขาอดทนจริง เขาก็แก้ไขได้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่มีใครหรอกที่สำเร็จขึ้นด้วยความอ่อนแอ เขาต้องต่อสู้อย่างอาจหาญและอดทนทั้งนั้น

               การยินดีต่อกฎกำหนดสภาวะแห่งชีวิต ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านร้าย จึงเป็นคุณสมบัติอันดีงามและเป็นคุณธรรมชั้นสูง สำหรับมนุษย์ มุสลิมพร้อมที่จะยิ้มรับเสมอ แม้สิ่งนั้นจะเป็นกฎกำหนดด้านร้ายที่ให้โทษแก่ตัวของเขาก็ตาม อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า

               "บรรดาผู้ซึ่งเมื่อเหตุร้ายได้ประสบแก่พวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮฺ และเราต้องกลับคืนสู่พระองค์"               ( 2 : 156 )

 ความประเสริฐของการศรัทธา 

อ่านต่อ


หน้าหลัก

โฆษณา,โฆษณาออนไลน์,การโฆษณา,สื่อโฆษณา,การตลาด,บริษัทโฆษณา,ประชาสัมพันธ์,ลงโฆษณา,ประกาศ,ออนไลน์,online,online advertising,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,สื่อ

ผิวดี
โฆษณาออนไลน์,
โฆษณา,ออนไลน์,ลงโฆษณา,ประกาศ,online advertising,online
,advertising,โปรโมทสินค้า,โปรโมทเว็บไซต์,promote website,
seo,pay per click,ad per click,media,ค้นหาเว็บ,media,
สื่อ

Get free counter at Cgi2yoU.com

ฟรี สถิติเว็บไซต์seo