Custom Search

หลักศรัทธา 

ศรัทธาในความหมายทั่วไป คือ การที่จิตใจยึดมั่น โดยไม่มีข้อสงสัย หรือข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ศรัทธานั้น จะต้องเกิดขึ้น ด้วยหลักฐานประกอบ จะศรัทธาโดยความงมงายไม่ได้

หลักฐานประกอบศรัทธา สามารถแบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ
ก. หลักฐานจากบทบัญญัติ
ข. หลักฐานจากสติปัญญา

ก.หลักฐานจากบทบัญญัติ

หลักฐานจากบทบัญญัติ คือ โองการจากอัลกุรอาน และวจนะของท่านศาสดา ซึ่งถือเป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาด ที่จะโต้แย้งไม่ได้ เป็นบรรทัดฐานอันสำคัญ สำหรับกำหนดโครงสร้าง แห่งศรัทธา  การศรัทธาอันมีอยู่นอกเหนือ ไปจากบทบัญญัติดังกล่าว เป็นศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น ผู้นับถือศาสนาอิสลาม จึงจำเป็นต้องยกเลิก ความศรัทธาดั้งเดิม ก่อนรับอิสลามโดยสิ้นเชิง และสร้างศรัทธาขึ้นมา ตามหลักศรัทธาอิสลาม อันตรงกับบทบัญญัติ  ระหว่างความศรัทธาทั้งสอง จะนำมาผสมผสาน  ให้กลมกลืนกันมิได้

ในยุคของท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) นั้น พวกอาหรับเมื่อรับอิสลาม ในระยะแรกๆ ก็ยังไม่สามารถจะสลัด ความเชื่อดั้งเดิมทิ้งได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงจะมีศรัทธาอย่างบริสุทธิ์แท้จริง อัลกุรอานจึงบัญญัติไว้ ความว่า " ส่วนมากของพวกเขาไม่ได้ศรัทธา นอกจากมีการตั้งภาคีมาก่อน "

การตั้งภาคี หมายถึงการนับถือสิ่งอื่นๆ ร่วมกับความเชื่อถือ ในพระองค์อัลลอฮฺด้วย ซึ่งพวกอาหรับที่นับถือ ศาสนาดั้งเดิมของพวกเขา มีสภาพความเชื่อเป็นแบบนั้น

บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับหลักศรัทธา อันนำมาเป็นหลักฐาน ในความศรัทธานั้น เมื่อระบุเกี่ยวกับคุณลักษณะ ของอัลลอฮฺอย่างไร ก็จะถือเป็นคุณลักษณะแท้จริงของพระองค์  เช่น อัลกุรอานระบุว่า พระองค์ทรงอำนาจ ทรงสัพพัญญู ทรงเมตตา เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้ เป็นคุณสมบัติ อันได้มาจากบทบัญญัติ  ซึ่งมุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อ

ข.หลักฐานจากสติปัญญา

การเชื่อถือศรัทธา จะต้องมาจากการยอมรับ ของสติปัญญา อีกส่วนหนึ่งด้วย เป็นส่วนประกอบ และหลักฐาน จากสติปัญญานี้ จะต้องดำเนินสอดคล้อง กับหลักฐานจากบทบัญญัติ จะค้านกัน หรือขัดแย้งกัน ไม่ได้เด็ดขาด  อาทิ

เมื่อหลักฐานจากบทบัญญัติระบุว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงอำนาจ สติปัญญาก็จะแสวงหาเหตุผล ตามพื้นฐานของ ปัญญา มาประกอบ จนเป็นที่ยอมรับ อย่างไม่คลอนแคลนว่า พระองค์ทรงอำนาจ

เมื่อหลักฐานจากบทบัญญัติระบุว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสัพพัญญู สติปัญญาก็จะแสวงหาเหตุผล ตามพื้นฐาน ของปัญญา มาประกอบ จนเป็นที่ยอมรับ อย่างไม่คลอนแคลนว่า พระองค์ทรงสัพพัญญู

โองการจากอัลกุรอาน ได้บัญญัติให้มนุษย์ ใช้สติปัญญาตริตรอง และพิจารณาถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย มากกว่า 300 แห่ง ซึ่งสรรพสิ่งเหล่านี้ เป็นหลักฐานแสดงถึงความอยู่จริง ของพระผู้เป็นเจ้า

การศรัทธาเป็นเงื่อนไขแรก ในการประกอบความดีงาม หากกระทำความดี โดยไม่มีศรัทธาเป็นพื้นฐาน ความดีนั้นก็ไร้ผล  ดังปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า  "และผู้ใดไร้ซึ่งศรัทธา การงานของเขาก็ไร้ผล และในโลกหน้า เขาจะเป็นหนึ่งในพวกที่ขาดทุน"   ( 5 : 6 )

ความดีที่แสดงออกมา จึงถือเป็นสาขาแห่งศรัทธา แท้จริงแล้วการทำความดีทั้งมวล อิสลามถือเป็นรูปธรรม แห่งศรัทธานั้นเอง  ดังนั้น  ศรัทธาจึงแตกแขนง ออกไปเป็นจำนวนมาก ดังท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) ได้กล่าวไว้ ความว่า    "ความศรัทธา มีประมาณ 60 หรือ 70 กว่า สาขา และที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ การกล่าว ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ และที่ต่ำที่สุด คือ การขจัดสิ่งเดือดร้อนออกจากทางเดิน และความสะอาด เป็นสาขาหนึ่งของความศรัทธา"

1. ศรัทธาในอัลลอฮฺ

พระองค์คือพระผู้เป็นเจ้า เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น มุสลิมทุกคนต้องยึดมั่น ในพระองค์อย่างแน่นแฟ้น ไม่สงสัยหรือลังเล พระองค์ทรงไว้ ซึ่งคุณลักษณะอันสมบูรณ์ที่สุด 

มุสลิมยึดมั่นว่า พระองค์ทรงบันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาเอง โดยลำพังของสิ่งนั้น แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงไว้ซึ่งเดชานุภาพ ทรงไว้ซึ่งอำนาจอันสูงสุด ทรงเอกสิทธิ์ในการปกครอง และการบริหารโลกานุโลก ทรงเป็นที่พึ่งของทุกสรรพสิ่ง ทรงกำหนดการดำเนินชีวิต ของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งสรรพสิ่งทั้งมวล

พระองค์ทรงสัพพัญญู ทรงพระปรีชา ทรงประกาศิต ทรงนิรันดร์ ทรงดำรงโดยพระองค์เอง ไม่อาศัยปัจจัยอื่น ทรงแตกต่างไปจากทุกๆ สิ่ง พระองค์ทรงไร้ตัวตน พระองค์ไม่ให้กำเนิด พระองค์มิถูกกำเนิด พระองค์มิใช่สสารวัตถุ มิใช่พลังงาน มิใช่นามธรรม มิใช่รูปธรรม

พระองค์ทรงมีอยู่อย่างแน่นอน ทรงพ้นไปจากญาณวิสัยของมนุษย์ ที่จะพึงสัมผัส สื่อสัมผัสที่มนุษย์มีอยู่นั้น ไม่มีประสิทธิภาพพอ ที่จะสัมผัสพระองค์ พระองค์ทรงมองเห็นทุกๆ สิ่ง แต่ไม่มีใครสามารถมองเห็นพระองค์ อัลกุรอานระบุไว้ ความว่า  "จงประกาศเถิด อัลลอฮฺเป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น อัลลอฮฺเป็นที่พึ่ง พระองค์ไม่ให้กำเนิด และไม่ถูกกำเนิด และไม่มีสิ่งใดเสมอพระองค์"   (112 : 1-4)

2. ศรัทธาในมลาอีกะฮฺ

มุสลิมเชื่อว่า พระองค์ทรงบันดาลมลาอีกะฮฺขึ้นมา ซึ่งเป็นข้าทาสของพระองค์  รับบัญชาจากพระองค์ และปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ อย่างมั่นคงที่สุด มีปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า "พวกเขาไม่ฝ่าฝืนคำบัญชาของอัลลอฮฺ และพวกเขาจะปฏิบัติ ตามคำบัญขานั้น อย่างเคร่งครัด"  (66 : 6)

มลาอีกะฮฺเป็นเทพ อันไร้ตัวตน ไม่มีเพศ ไม่กินไม่นอน ไม่มีคู่ครอง ไม่มีบุตร สามารถจำแลงร่างได้ทุกอย่าง เป็นอีกโลกหนึ่ง อันแตกต่างไปจากมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถมองเห็น ในสภาพเดิมของเขาได้ นอกจากจะแปลงร่างเป็นคน หรืออย่างอื่น

ไม่มีใครสามารถรู้จำนวน อันแน่นอนของมลาอีกะฮฺ นอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น พระองค์ทรงสร้างมา เป็นจำนวนมาก  เพื่อรับใช้พระองค์ ตามหน้าที่อันแตกต่างกัน และมีชื่อต่างๆ กัน เช่น

ยิบรออีล      มีหน้าที่สื่อโองการระหว่างพระเจ้า
มีกาอีล        มีหน้าที่ควบคุมระบบธรรมชาติ และปัจจัยยังชีพ
อิซรอฟีล      มีหน้าที่เป่าวิญญาณมนุษย์สู่ร่าง เพื่อฟื้นขึ้นในโลกหน้า และเป่าสัญญาณดับสลายของโลกนี้
ริฎวาน         มีหน้าที่ดูแลสวรรค์
มาลิก          มีหน้าที่ดูแลนรก
รอกีบ          มีหน้าที่บันทึกความดีของมนุษย์
อะตีด          มีหน้าที่บันทึกความชั่วของมนุษย์
มุงกัร, นะกีร  มีหน้าที่สอบสวนความประพฤติของมนุษย์ ภายหลังจากตายไปแล้ว
อิชรออีล      มีหน้าที่เก็บชีวิตของมนุษย์ออกจากร่าง
               
เมื่อมนุษย์เชื่อว่า มีมลาอีกะฮฺเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่ตามพระบัญชา ของพระผู้เป็นเจ้า อันเกี่ยวกับตัวของเขา เขาจึงสามารถควบคุมจิตใจ และความประพฤติของเขา ไว้ด้วยการสังวรตนเป็นอย่างยิ่ง

คนที่คิดว่าจะทำชั่ว ก็เกิดความกลัวที่จะทำ เพราะทราบดีว่า ความชั่วนั้น มีมลาอีกะฮฺคอยบันทึก เพื่อเสนอต่อพระผู้เป็นเจ้า อยู่ตลอดเวลา เขาจะมีกำลังใจทำแต่ความดี เพราะความดีที่เขาทำ ไม่มีการสูญหายไปไหน เนื่องจากมีมลาอีกะฮฺ คอยบันทึกไว้ทุกระยะ

ถัดไป

มิถุนายน 16, 2013

หน้าหลัก

Custom Search



ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน,  www.facebook.com/hasem.piwdee

ฟรี สถิติเว็บไซต์