
ลังกาวี สวรรค์ของนักช็อป
คอลัมน์ บันทึกเดินทาง
โดย ศิวพร อ่องศรี
เล่าขานกันนานนักแล้วว่า
ถ้าชมชอบสินค้าปลอดภาษี ไป ลังกาวี ไม่ผิดหวัง
แค่ขึ้นเรือเฟอร์รี่จากด่านสะเดา
จังหวัดสงขลา เพียงชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว เพราะลังกาวีนั้นถือเป็นเกาะพี่เกาะน้องกับเกาะตะรุเตา
อยู่ห่างกันแค่ 8 กิโลเมตรเท่านั้น
วันนี้ยิ่งง่ายใหญ่
เพราะแอร์เอเชียเปิดเที่ยวบินบินตรง กรุงเทพฯ-ลังกาวี ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า
แค่มีพาสปอร์ตก็พอ เดินทางแค่ 2 ชั่วโมง ตามนโยบายของรัฐบาลมาเลเซียที่ส่งเสริมให้ลังกาวีเป็นเมืองท่องเที่ยว
โดยจุดเด่นอยู่ที่ร้านค้าปลอดภาษี
"ลังกาวี" อยู่ตรงไหนของแผนที่โลก?
ซูม-อิน
เข้าไปเลยแถวๆ ด้ามขวานไทย "ลังกาวี" อยู่ทางแถบชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย
เป็นเกาะๆ หนึ่งในรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วยหมู่เกาะรวมทั้งสิ้น
104 เกาะ
นอกจากความขึ้นชื่อในเรื่องของร้านค้าปลอดภาษี
ซึ่งเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง ลังกาวี มีเสน่ห์ในแง่ของการเป็นเมืองแห่งตำนาน
โดยเฉพาะเรื่องเล่าที่ว่าต้องคำสาปของพระนางเลือดขาวถึง 7
ชั่วอายุคน
เรื่องมีอยู่ว่า
เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน "วันดารุส" โอรสของเจ้าเกาะลังกาวีได้ตกหลุมรักหญิงงามผู้อพยพมาจากต่างแดน
คือฝั่งภูเก็ตของไทย หญิงนั้นมีนามว่า "มะซูรี"
ทั้งคู่ครองรักกันจนมีลูกชายด้วยกัน 1 คน วันหนึ่งหลังจากที่เจ้าชายวันดารุสต้องออกรบ
เจ้าหญิงมะซูรีก็ถูกกล่าวหาว่าคบชู้ และถูกพิพากษาประหารชีวิต
นางจึงอธิษฐานว่า
"หากแม้นข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ โลหิตที่หลั่งรินออกจากตัวข้าจงเป็นสีขาว
หากข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ มันผู้ใดที่อยู่บนเกาะลังกาวีจงประสบแต่ทุกข์เข็ญนานตราบ
7 ชั่วอายุคน"
เมื่อสิ้นคำสัตย์อธิษฐาน
เพชฌฆาตก็ลงดาบประหาร ปรากฏว่าเลือดที่หยดลงพื้นดินล้วนเป็นสีขาว
พระสวามีเมื่อทราบเรื่องก็เสียพระทัยเป็นอันมาก ตัดสินใจสละราชบัลลังก์
แล้วอพยพครอบครัวจากลังกาวีมุ่งสู่เกาะภูเก็ต
ทุกวันนี้ดูเหมือนลังกาวีจะพ้นจากคำสาป
7 ชั่วโคตรนั้นแล้ว พร้อมกับการพัฒนาเมืองไปอย่างก้าวกระโดดด้วยผลงานของอดีตนายแพทย์อาสาสมัครผู้หนึ่ง
ซึ่งหลังจากได้เห็นความทุกข์ยากของผู้คนในบ้านเกิดของตน จึงตั้งปณิธานว่าจะนำความเจริญมาสู่ลังกาวีให้ได้
คนๆ นั้นก็คือ
มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เจ้าของแผนพัฒนาลังกาวีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบวัน
สต๊อป ช็อปปิ้ง
ถ้าอยากรู้เรื่องของมหาธีร์มากกว่านี้
ต้องไปที่ "แกลลอรี่ เปอร์ดานา" อยู่ห่างจากเมืองกั๊วะประมาณ
11 กิโลเมตร ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่จัดแสดงทรัพย์สินส่วนตัวและของที่ระลึก
รวมถึงรางวัลต่างๆ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ได้มอบไว้ให้เป็นทรัพย์สินของเกาะลังกาวี
คำว่า "ลังกาวี"
มาจากคำว่า "ลัง" แปลว่า นกอินทรี และ "กาวี"
แปลว่า สีน้ำตาล ลังกาวี จึงหมายถึง นกอินทรีสีน้ำตาลแกมแดง
ซึ่งชื่อเมืองก็มาจากลักษณะของเกาะที่มีนกอินทรีอยู่มากมาย
ทุกวันนี้ก็ยังมีนกอินทรีอาศัยอยู่มาก
อย่างที่ "เกาะพูเลาซิงก้า" มีนกอินทรี 2 สายพันธุ์
คือ Sea Eagle และ Brown Eagle อาศัยอยู่กันเต็มทั่วเกาะ
ซึ่งกิจกรรมหนึ่งของนักท่องเที่ยวก็คือ
การให้อาหารนกอินทรี โดยการโยนหนังไก่สดๆ ขึ้นไปกลางอากาศ
จากนั้นนกก็จะบินละเลียดผิวน้ำ แล้วโฉบเอาหนังไก่ไปอย่างฉับไว
สง่างามสมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "เจ้าแห่งเกาะลังกาวี"
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำ
ถ้าได้ไป "เกาะดายังบุนติง" ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะลังกาวี
อาจจะหลงเสน่ห์ของทะเลสาบน้ำจืดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเนินเขาเขียวชอุ่ม
ยามที่ต้องแสดงอาทิตย์อบอุ่น น้ำทะเลทอประกายสีเขียวมรกตสดใส
ถ้าพินิจพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า
เนินเขาที่โอบล้อมรอบทะเลสาบที่ว่ามีรูปร่างคล้ายหญิงสาวมีครรภ์กำลังนอนหงาย
เกาะนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า "เกาะนางท้อง"
...มีเรื่องเล่าเช่นกัน
เล่ากันว่า
มีนางฟ้าแสนสวยองค์หนึ่งได้แต่งงานกับเจ้าชายที่เป็นมนุษย์
ไม่นานก็ตั้งครรภ์ได้บุตรชาย แต่คลอดได้ไม่เท่าไรก็เสียชีวิตลง
นางเสียใจมากจึงได้ฝังศพทารกน้อยไว้ในทะเลสาบ พร้อมกับอธิษฐานว่า
หญิงใดที่ยังไม่มีลูก หลังจากที่อาบน้ำและดื่มน้ำในทะเลสาบ
และขอพรจะได้ลูกสมปรารถนา
ทั้งนี้
การเดินทางไปยังเกาะดายังบุนติงนั้น จะต้องนั่งเรือเจ็ตโบ๊ท
ลำหนึ่งนั่งได้ 7-8 คน ซึ่งนอกจากข้อจำกัดเรื่องจำนวนผู้โดยสารแล้ว
การจะออกเรือแต่ละครั้งจะต้องตรวจเช็คสภาพดินฟ้าอากาศและคลื่นลมในทะเลด้วย
ใครเมาเรือ
ถ้ายังอยากจะไปควรรับประทานยาแก้เมาไว้ล่วงหน้า หรืออย่างน้อยมีลูกอมหรือจะเป็นมะขามคลุกบ๊วย
ยิ่งเพลินนัก
และจะให้ดีควรพกผ้าเช็ดตัวไปด้วยสักผืน
ไว้ซับน้ำทะเลที่กระเซ็นซ่านยามที่คนขับเรือพาซิ่งกระแทกคลื่นลมลูกแล้วลูกเล่าตลอดเส้นทาง
จะได้ไม่กินน้ำทะเลมากจนเกินงาม
ดีนะที่คนขับเรือไม่พาไปนั่งเรือซิ่งอยู่ในทะเลสาบดายังบุนติง
ไม่เช่นนั้น น้ำในทะเลสาบกระเด็นเข้าปาก อาจจะมีครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุก็เป็นได้
(ฮา)
รุ่งขึ้นเป็นคิวของ
"โอเรียลทอล วิลเลจ" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ "บูเรา
เบย์" ลักษณะเป็นหมู่บ้านแหล่งช็อปปิ้ง และเป็นแหล่งวัฒนธรรมต่างๆ
รวมถึงเป็นสถานที่ช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษี ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่นำมาขายมีมากกว่า
17,000 ชนิด และสินค้าที่จัดว่าเป็นโอท็อปของมาเลเซียกว่า
470 ชนิด
ใกล้ๆ กัน
เป็นที่ตั้งของ "ลังกาวีเคเบิลคาร์" กระเช้าลอยฟ้าที่กล่าวได้ว่าใหญ่และสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้
ตั้งอยู่บน "เขามัตชิงชัง" ความสูงประมาณ 713 เมตร
สามารถมองเห็นวิวโดยรอบไกลไปจนถึงเกาะตะรุเตาโน่น
เสียดายที่วันนั้นหมอกลงหนัก
ทัศนวิสัยจึงเห็นได้แค่ใกล้ๆ
ที่น่าหวาดเสียวคือ
ลมที่พัดแรงตลอดเวลาทำให้ระยะทางขึ้นเขา 680 เมตร มีการแกว่งตัวรับลมเป็นจังหวะๆ
อย่างไรก็ตาม
มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรยืนในกระเช้า เพราะอาจจะทำให้กระเช้าเสียความสมดุล
ว่ากันด้วยเรื่องเที่ยวมาล้วนๆ
คราวนี้ก็มาถึงอาหาร
บ่ายๆ เย็นๆ
อย่างนี้ ของว่างและเครื่องดื่มที่เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเกาะลังกาวีแห่งนี้
คือ ชาชัก (TEH TARIK) เป็นการนำชานมเทสลับไปมาระหว่างถ้วยเพื่อให้ออกซิเจนแทรกซึมผ่านเข้าไปในชานม
ทำให้มีรสชาตินุ่มขึ้น และมีอุณหภูมิที่เหมาะสมในการดื่ม
สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องกินคู่กับชาชัก
คือโรตี ที่นิยมกันมากเป็น "โรตีทิชชู" (ROTI TISSUE)
มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวยคว่ำ ภายในโรตีจะโรยน้ำตาลอยู่ในตัว
หรือไม่เช่นนั้นก็เป็น "โรตีจิ้มนม" (ROTI CANAI)
ลักษณะเหมือนโรตีแบบที่คนไทยกิน แต่จะมีการแยกระหว่างแป้งโรตีกับนม
กินชาชักกับโรตี
แล้วนั่งมองชีวิตผู้คนที่สัญจรไปมา ซึมซับอารมณ์คนบ้านนี้ไว้อย่างเต็มอิ่ม
ไม่ต้องห่วงว่าจะเหม็นไอเสีย เพราะที่นี่มีรถวิ่งน้อยมาก ไม่มีคำว่ารถติด
เนื่องจากรัฐเคดาร์มีการควบคุมจำนวนรถภายในเกาะลังกาวีไม่ให้มีมากจนเกินไป
บริเวณเกาะลังกาวีจึงมีไฟเขียวไฟแดงน้อยมาก
นอกจากถนนแยกสำคัญๆ เท่านั้นจึงจะมีไฟเขียวไฟแดงให้เห็น
พรุ่งนี้แล้วสินะ
ก็จะได้กลับไปรบรากับความจอแจวุ่นวายของกรุงเทพ เมืองฟ้าอมร
ที่มา นสพ.มติชน
หน้าหลัก
|