Custom Search

การสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้สอดคล้องกับเรื่องของการคาดหวัง

การสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้สอดคล้องกับเรื่องของการคาดหวัง ที่ว่าการตั้งระดับความคาดหวังที่เป็นไปได้ พอดีและเหมาะสมสำหรับตนเอง ซึ่งมักจะคาดหวังตามค่านิยมของตน จะเป็นสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งท้าทายให้มีชีวิต ชีวา และมานะพยายามให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ ดังนั้น ผู้จัดการองค์การจึงควรสื่อสารสร้างความเข้าใจทีดีให้เกิดแก่พนักงาน เพื่อให้ความคาดหวังนั้น ๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อจะไม่เกิดความท้อแท้คับข้องใจ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งองค์การและตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้วิธีหลอกลวงให้พนักงานตั้งความหวังลม ๆ แล้ง ๆ โดยเป็นจริงไม่ได้จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน บางทีถึงขั้นทำลายองค์การให้เสียหาย หรืออาจเกิดปัญหาแก้แค้นในรูปแบบต่าง ๆ

การสร้างแรงจูงใจ หรือการเสริมสร้างพลังให้เกิดขึ้นในตัวเราไม่ใช้เรื่องยาก หากเราทราบสาเหตุและที่มาของแรงจูงใจ การทำงานทุกคน ล้วนจะต้องพบเจอกับอุปสรรคนานัปการ หากเรามีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงแล้ว อุปสรรคที่พบเจอก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แนวทางการสร้างแรงจูงใจ ดังที่กล่าวมาข้างต้น คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้าง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านบ้าง และหวังว่าท่านจะมีความสุขกับการทำงาน

เคยไหมที่รู้สึกว่าไฟมอดแล้ว....หมดแรงจูงใจในการทำงาน

เคยสังเกตตัวเราเองหรือคนอื่นหรือป่าวว่า เมื่อเราเริ่มเข้ามาทำงานใหม่ไม่ว่าจะเป็นห้างร้าน โรงงาน บริษัท หน่วยงาน หรือองค์กรทั้งภาครัฐ หรือเอกชนใหม่ ๆ ทุกคนจะมีไฟในการทำงาน อยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อยากเรียนรู้ว่างานแต่ละงานนั้น เป็นอย่างไร อยากรู้จักกับคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานซึ่งทำให้เกิดไฟในการทำงานเป็นอย่างมาก

แต่เมื่อเราทำงานไปซักพัก ความกระตือรือร้นในการทำงานจะเริ่มลดลง เนื่องจากได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองหมดแล้ว เช่น รู้ว่าตัวเองมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไร เวลาไหนต้องทำงานอะไรบ้าง มีเพื่อน มีคนรัก มีสังคม มีกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำงานหนัก หักโหม ล่วงเวลา โดนใช้งานในส่วนที่ไม่ใช้งานหลักของตนเอง ไม่มีความท้าทาย งานที่ทำแต่แบบเดิม ๆ งานที่ทำดูเหมือนไม่มีความก้าวหน้าในตำแหน่งงานที่ทำ เงินเดือนน้อย จะขึ้นก็ขึ้นน้อย เครื่องมืออุปกรณ์ไม่เพียงพอ ลูกน้อง ผู้ร่วมงาน เจ้านาย หัวหน้างาน มีปัญหา ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของตนเอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกที่ดีต่องาน เริ่มลดลง จนคิดแต่ว่า ทำงานประจำให้เสร็จไปวัน ๆ หรือให้ผ่าน ๆ ไป ซึ่งความรู้สึกอย่างที่กล่าวมาแสดงว่าเริ่มหมดไฟในการทำงานแล้ว

หากต้องการสร้างให้เกิดไฟในการทำงาน ต้องเพิ่มเชื้อฟืนเข้าไปให้มากขึ้น นั่นหมายถึง หากตัวเองเริ่มหมดไฟ ต้องหางานอะไรใหม่ ๆ ทำ เพื่อให้เกิดความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยการหาจุดบกพร่องของงานที่เราทำแต่ละจุด แล้วหาทางกำจัดและพัฒนาจุดบกพร่องเหล่านั้น ลดข้อผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หาความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งเกิดจากการสร้างแรงจูงใจ
         
ซึ่งเชื่อได้ว่าหากคุณต้องการเพิ่มไฟในการทำงาน ให้กับตัวคุณ คุณต้องหาเชื้อไฟที่จะทำให้คุณ ต้องใช้ความคิด ต้องใช้การเรียนรู้ หรือหางานใหม่ ๆ ทำเพื่อสร้างให้คุณมีใจในการทำงานมากขึ้น และ สร้างสภาพแวดล้อมของคุณให้เหมาะสมกับการทำงาน ลดความขัดแย้ง และ สร้างให้ความคิดมุ่งอยู่กับการทำงาน จะทำให้ไฟที่คุณได้จุดขึ้นกับการทำงานใด ๆ นั้น สามารถอยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือจนกว่าจะงานเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องวกกลับไปหาเชื้อไฟใหม่ ๆ ซึ่งมันก็จะกลายเป็น วัฏจักรในการสร้างสรรค์งาน เมื่อทำอย่างนี้ ผลงานก็จะเกิดขึ้น มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานรวมไปถึงผลตอบแทนที่มากขึ้นตามหน้าที่ที่รับ ผิดชอบ
 
แนวคิดและทฤษฎี หลักการและเป้าหมายของการเสริมสร้งพลังอำนาจในการทำงาน

การเสริมสร้างพลังอำนาจในการทำงานของบุคลากร มีแนวคิดพื้นฐานจากความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลและกลไกของการจูงใจ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และบุคคลรวมกัน เป็นหมู่คณะเป็นองค์การ (Haksever. et. Al. 200:226) นอกจากนี้บุคคลยังมีความต้องการพัฒนาศักยภาพ ปัญญา ทักษะความสามารถในการทำงานทุกด้าน รวมถึงความสัมพันธ์ และต้องการตอบสนองในการสร้างสรรค์การทำงานที่เกิดประโยชน์ (Sergiovenni & Starratt. 1998: 5) ซึ่งเท่ากับว่าบุคคลต่างต้องการเป็นผู้มีพลังอำนาจในการทำงาน

แนวคิดของการเสริมสร้างพลังอำนาจในการทำงาน คือกระบวนการจัดกระทำ หรือการให้การสนับสนุนในสิ่งที่เป็นปัจจัยเหตุ สภาวการณ์ วิธีการต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาเสริมสร้างพลังอำนาจที่มีในครูและบุคลากร ให้เพิ่มมากขึ้น และนำพลังอำนาจดังกล่าว ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานตามบทบาทภารหน้าที่ ซึ่งเหตุปัจจัย สภาวการณ์ และวิธีการที่ช่วยเสริมพลังอำนาจการทำงานของครูและบุคลากรมาจากหลักความเป็น ประชาธิปไตย หลักการการประจายอำนาจ หลักความสามารถ หลักความเป็นผู้เชี่ยวชาญ และหลักการปฏิรูป (สมชาย บุญศิริเภสัช. 2545: 24)

ทฤษฎีที่สัมพันธ์กับการเสริมสร้างพลังอำนาจในการทำงาน

การเสริมสร้างพลังอำนาจ เป็นกระบวนการของการปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยเหตุต่าง ๆ ที่บุคคลค้นพบ และพัฒนาพลังอำนาจ ที่จะใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ เป็นประโยชน์ ต่อตนเอง และสังคม การเสริมสร้างพลังอำนาจ เป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ ความต้องการในการควบคุมตนเอง เป็นกระบวนการที่ต้องมีการตัดสินใจ กำหนดตนเอง และลงมือปฏิบัติของบุคลากรทุกคน ทุกฝ่าย (Gutierrez. Parsons & Cox. 1998: 6)

ทฤษฎีที่สัมพันธ์กับพลังอำนาจในการทำงานได้แก่

1. ความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs) ที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลมีต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต ต้องการปัจจัยทางร่างกาย อาหาร ที่อยู่อาศัย ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน หน้าที่การงาน ต้องการความรักและการยอมรับจากผู้อื่น ต้องการฐานะทางสังคม และเกียรติศักดิ์ศรี ต้องการบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต (สุดา ทัพสุวรรณ. 2541: 32-33)

2. ทฤษฎีการควบคุมตนเอง (self - control theory) กล่าวถึงคุณลักษณะที่ปรากฏอันเนื่องมาจากพลังภายในที่มีอิทธิพลต่อการตัดสิน ใจ กำหนดการกระทำที่มีผลต่อการทำงาน และการใช้เหตุผลเพื่อปฏิบัติงาน การกระทำที่แสดงว่าบุคคลสามารถควบคุมตนเองได้ เช่น กำหนดวิถีชีวิตและพฤติกรรมของตนเอง ตัดสินใจกระทำการใด ๆ อย่างมีเหตุผล สามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่มีอยู่ในตัวเอง ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความอดทนและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และวิกฤติต่าง ๆ (Kerr & Kramer.. 1996: 184) ความสามารถในการควบคุมตนเองจึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของการเสริมสร้างพลัง อำนาจการทำงาน

         

ถัดไป

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

¿ÃÕ Ê¶ÔµÔàÇçºä«µì