ศรัทธาคือยาที่ดี
หญิงชราคนหนึ่งถูกนำตัวเข้าโรงพยาบาล เพื่อรักษากระดูกสะโพกแตกเพราะหกล้ม และต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายวัน
แต่ด้วยการรักษาพยาบาลและการดูแลเป็นอย่างดี อาการของหญิงชราก็ดีวันดีคืน
หลังจากที่ผ่านการทำกายภาพบำบัดจนแน่ใจว่า หญิงชราคนนี้สามารถที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านได้ตามปกติแล้ว
ทางโรงพยาบาลจึงได้ติดต่อลูกสาว ให้เตรียมตัวมารับหญิงชราคนนี้กลับบ้าน ในอีกสองสามวัน
เมื่อทราบว่าลูกสาวจะมารับ หญิงชราก็มีอาการดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
วันที่ลูกสาวของหญิงชรามารับแม่ของตน
เธอมากับสามีของเธอซึ่งเพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นาน แต่แทนที่จะมารับ
เธอกลับบอกแม่ว่าตอนนี้เธอยังไม่พร้อมที่จะรับแม่กลับไปบ้านได้
เพราะบ้านของเธอแคบและไม่มีห้องสำหรับแม่
ทันทีที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้นจากปากของลูกสาว
อาการของหญิงชราผู้น่าสงสารคนนั้นก็เปลี่ยนไปทันที หลังจากที่ลูกสาวกลับไป
หญิงชราก็มีแต่อาการซึมเศร้าไม่ยอมพูดจากับใครและกินอาหารน้อยลง
อาการป่วยจึงทรุดหนัก ไม่นานนัก หญิงชราผู้นั้นก็เสียชีวิตลง
แพทย์หนุ่มที่เป็นผู้รักษาหญิงชราคนนี้ ยืนยันว่าเขาได้รักษาหญิงชราคนนี้อย่างดีที่สุดแล้ว
บันทึกการรักษาก็ยืนยันเช่นนั้น แต่เมื่อแพทย์หนุ่ม ได้ฟังเรื่องราวจากพยาบาล และคนไข้ในเตียงข้างหญิงชรา
แพทย์ก็รู้ว่าเขาได้รักษาหญิงชราแต่ทางกายเท่านั้นซึ่งยังไม่พอ
แพทย์รู้ว่าหญิงชราอาการทรุดลงเพราะหมดกำลังใจ
ทั้งนี้เนื่องจากหญิงชราผู้นั้นหวังในตัวลูกสาวไว้มาก เมื่อผิดหวังในตัวลูกสาว
หญิงชราก็รู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือสำหรับตัวเองอีกแล้ว
กำลังใจจึงไม่เหลือพอที่จะพยุงร่างกายทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาการของนางดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในตอนที่รู้ว่าลูกสาวจะมารับ
หากหญิงชราผู้นั้น มีความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงนิรันดรและฝากความหวังไว้กับพระองค์ แทนที่จะฝากไว้กับมนุษย์ซึ่งไม่มีอะไรแน่นอน
หญิงชราคนนั้น ก็ยังพอที่จะมีอะไรเป็นหลักสำหรับความหวังในชีวิตได้บ้าง และคงจะไม่หมดกำลังใจจนถึงกับอาการทรุดลงขนาดนี้
ความจริงแห่งชีวิตดังกล่าวข้างต้นบอกให้รู้ว่ากายกับใจมีความสัมพันธ์กันในชีวิตมนุษย์
ทั้งกายและใจจะต้องได้รับการตอบสนองอย่างสมดุล ชีวิตจึงจะสมบูรณ์
ร่างกายที่แข็งแรงจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งอยู่ภายในด้วย หากปราศจากกำลังใจ
ร่างกายที่กำยำก็ไม่อยากจะทำอะไรและกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์
หากมีกำลังใจ ร่างกายอ่อนแอก็กลับมีกำลังที่จะทำอะไรได้มากมาย
พละกำลังร่างกายอาจได้จากการออกกำลัง
แต่พละกำลังทางด้านจิตใจที่จะทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวยนั้นได้จากความศรัทธาในพระเจ้าและการสวดมนต์หรือการอธิษฐานอยู่เป็นนิจ
ด้วยเหตุนี้ การแพทย์สมัยใหม่จึงแนะนำให้คนไข้สวดมนต์วิงวอนตามความเชื่อในศาสนาของตนเพื่อช่วยเสริมการรักษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ศาสนากับการแพทย์
ผลดีของการมีความศรัทธาและการสวดมนต์วิงวอน หรืออธิษฐานที่มีต่อคนป่วยและการเยียวยารักษาคนไข้นี้ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและได้รับคำแนะของนายแพทย์หลายคน
ในบทความเรื่อง God and Health : Is Religion Good Medicine
? Why Science is Starting to Believe (พระเจ้ากับสุขภาพ :
ศาสนาเป็นยาที่ดีใช่ไหม ? ทำไมวิทยาศาสตร์จึงเริ่มเชื่อ) ในนิตยสารนิวสวีคที่มีชื่อเสียงฉบับวันที่
10 พฤศจิกายน 2003 ได้นำเอาผลของศาสนาในการเยียวมาเป็นเป็นหัวข้อหน้าปก
ในบทความดังกล่าวได้รายงานว่าความศรัทธาในพระเจ้าได้สร้างขวัญกำลังใจให้คนไข้และช่วยคนไข้ให้ฟื้นตัวได้ง่ายขึ้นมากกว่าเดิม
จากการสำรวจของนิวสวีค 72% ของชาวอเมริกันกล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าการสวดมนต์วิงวอนหรือการอธิษฐานสามารถที่จะรักษาคนป่วยให้หายป่วยได้เร็วขึ้น
การศึกษาในอังกฤษและในสหรัฐ ก็ได้สรุปเช่นเดียวกันว่าการวิงวอนช่วยลดอาการของคนไข้ และเร่งกระบวนการหายป่วยให้เร็วขึ้น
จากการศึกษาที่ทำโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน
อาการหดหู่และความเครียดจะพบได้น้อยมากในคนที่มีความศรัทธาในศาสนา
และจากการค้นพบที่มหาวิทยาลัยรุชในชิคาโก อัตราการเสียชีวิตเร็วในหมู่คนที่ปฏิบัติศาสนากิจ และวิงวอนเป็นปกติจะต่ำกว่าในคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในศาสนาถึง
25% ในผลการศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งทำกับคน 750 คนที่ผ่านการผ่าตัดเส้นเลือดได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ถึง"อำนาจแห่งความศรัทธาและการสวดมนต์ในการเยียวยารักษา"
และได้มีการสรุปหลังจากการพิสูจน์แล้วว่าอัตราการเสียชีวิตในหมู่คนไข้โรคหัวใจที่สวดมนต์หรือวิงวอนขอพรนั้นลดลงถึง
30% ภายในหนึ่งปีหลังจากการผ่าตัด
ท่าทีของคนมีศรัทธาในพระเจ้า
ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง
แต่มนุษย์ก็ไม่อาจหลีกหนีความเจ็บป่วยได้พ้น อิสลามสอนให้คนมุสลิมมีความเชื่อว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยมาจากพระเจ้าและพระเจ้าอีกเช่นกันที่ทำให้การเจ็บป่วยหายโดยยาและการแพทย์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น
นอกจากนี้แล้ว ความเจ็บไข้ได้ป่วยยังมีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลัง
เช่น
1) เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของเขาเอง
เพราะถ้าหากมนุษย์เป็นเจ้าของชีวิตของเขาเอง มนุษย์ก็คงไม่ต้องการให้ตัวเองเจ็บป่วย
และโรคบางโรค ก็ยังไม่มีแพทย์หรือยาใดๆสามารถรักษาให้หายได้
2) เพื่อเตือนให้มนุษย์ตระหนักว่าชีวิตในโลกนี้มิใช่สิ่งยั่งยืน
3) เพื่อทดสอบมนุษย์ว่าเมื่อเขาได้รับความเจ็บป่วยแล้ว
มนุษย์จะนึกถึงพระเจ้าและขอความช่วยเหลือจากพระองค์หรือไม่
4) สำหรับผู้ศรัทธาในพระเจ้า
ความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นการลบล้างบาปเล็กๆน้อยๆที่เขาได้ทำไว้ในโลกนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปถูกลงโทษในโลกหน้าซึ่งสาหัสและยาวนานกว่า
ดังนั้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยจึงเป็นความเมตตาของพระองค์
5) บางกรณี
การที่บางคนต้องเข้าไปนอนในเตียงคนไข้ของโรงพยาบาลก็เป็นโอกาสที่พระเจ้าได้ให้คนผู้นั้นทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง
การเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังประสบการณ์ชีวิต จึงทำให้มุสลิมยอมรับสภาพที่พระเจ้ากำหนดและไม่เอะอะโวยวายให้เป็นโรคเครียดหรือโรคประสาทเพิ่มขึ้น
อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำให้อาการเจ็บป่วยแย่ลงกว่าเดิม
คัมภีร์กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องราวของนบีอัยยูบ(โยบ)ที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังยาวนานไม่มีทางรักษาจนลูกๆทิ้งท่านไปหมด
แต่ด้วยความศรัทธาในพระเจ้า ท่านวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ตลอดเวลาว่า
"ฉันได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยและพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตาที่สุดในบรรดาผู้เมตตาทั้งหลาย"
และเรา(พระเจ้า)ได้ยินคำวิงวอนของเขาและได้ปลดเปลื้องความทุกข์ทรมานไปจากเขา
และเราได้ให้ครอบครัวของเขากลับมาโดยมีจำนวนมากกว่าเดิมอีกในฐานะเป็นความเมตตาจากเรา
ทั้งนี้เพื่อมันจะได้เป็นข้อตักเตือนต่อบรรดาผู้เคารพภักดีเรา"
(กุรอาน 21:83)
โรคผิวหนังของนบีอัยยูบซึ่งในสมัยนั้นไม่มียารักษาได้ถูกขจัดปัดเป่าด้วยเดชานุภาพของพระเจ้าที่ตอบสนองคำวิงวอนของท่าน
ทุกคำถาม
อิสลามมีคำตอบ
ถาม "ซาราเซ็น"
กับ "แขกเจ้าเซ็น" เป็นคนกลุ่มเดียวกันใช่ไหมครับ
? และพีธีกรรมของแขกเจ้าเซ็นที่มีการแห่และมีคนใช้มีดกรีดหัวให้เลือดไหลมีที่มาอย่างไรครับ
?
ตอบ "ซาราเซ็น"
กับ "แขกเจ้าเซ็น" เป็นคนละกลุ่มกันและไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลยครับ
คำว่า "ซาราเซ็น"
เป็นคำที่พวกตะวันตกในยุคกลางเหมาเรียกพวกอาหรับและคนที่หันมาเข้ารับอิสลามในช่วงที่มีการทำสงครามครูเสด
ดังนั้น ซาราเซ็นจึงมิได้มีแต่พวกชาวอาหรับอย่างเดียว แต่ยังมีชนชาติอาฟริกาเหนือ ที่หันมาเข้ารับอิสลามรวมอยู่ด้วยและคนเหล่านี้เอง ที่ยุโรปในยุคนั้นเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่ออาณาจักรของตน
ส่วนคำว่า
"แขกเจ้าเซ็น" นั้นเป็นคำที่คนไทยในอดีตใช้เรียกมุสลิมชีอ๊ะฮฺที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
มุสลิมที่ถูกเรียกว่าแขกเจ้าเซ็นนี้มีถิ่นฐานที่อาศัยอยู่แถวบริเวณสะพานเจริญพาศน์
ฝั่งธนบุรี
ที่คนไทยเรียกมุสลิมกลุ่มนี้ว่าแขกเจ้าเซ็นก็เพราะในเดือนมุฮัรฺร็อม(หรือที่เรียกว่า
"เดือนมะหร่ำ") ชาวมุสลิมชีอ๊ะฮฺจะจัดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ที่อิมามฮุเซนหลานของท่านนบีมุฮัมมัดถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดพร้อมกับคนในครอบครัวที่ตำบลกัรฺบะลาในอิรักที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ในปัจจุบัน
ชีอ๊ะฮฺคือกลุ่มคนที่เชื่อว่าหลังจากนบีมุฮัมมัดเสียชีวิตไปแล้ว
อะลีซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องและลูกเขยของท่านนบีมุฮัมมัดสมควรที่จะได้รับสืบทอดอำนาจการปกครองมุสลิมต่อ
แต่การณ์กลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะมีสหายของท่านนบีมุฮัมมัดขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮฺ(ผู้ปกครอง)สืบอำนาจต่อจากนบีมุฮัมมัดถึงสามคน
เมื่ออะลีขึ้นมาเป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่ 4 ได้ไม่นาน ท่านก็ถูกสังหาร
ดังนั้น ชาวชีอ๊ะฮฺก็สนับสนุนให้อิมามฮะซันลูกคนโตของอะลีขึ้นมาทวงอำนาจ
แต่อิมามฮะซันปฏิเสธ ชาวชีอ๊ะฮฺก็หันไปสนับสนุนอิมามฮุเซนแทน
ผลของการต่อสู้เพื่อทวงอำนาจการปกครองปรากฏว่า อิมามฮุเซนและคนในครอบครัวของท่านหลายสิบคนต้องถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด เมื่อวันที่
10 เดือนมุฮัรฺร็อมซึ่งเป็นเดือนที่หนึ่งของปฏิทินอิสลาม เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงฝังใจชาวชีอ๊ะฮฺมาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้ ชาวชีอ๊ะฮฺจึงได้จัดพิธีกรรมรำลึกถึงอิมามฮุเซนขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์อันปวดร้าวของตนสู่คนรุ่นหลัง
พิธีกรรมดังกล่าวนี้มีขึ้นในชุมชนชาวชีอ๊ะฮฺในประเทศต่างๆ
เช่น อิหร่าน อิรัก เลบานอน ปากีสถานและแม้แต่ในประเทศไทย
โดยจะเริ่มด้วยการเล่าประวัติการต่อสู้ของอิมามฮุเซนก่อน หลังจากนั้นก็จะมีการแห่แหนตามท้องถนน
บางคนใช้แส้หรือโซ่ฟาดหลังตัวเองจนเลือดไหลเป็นทาง บางคนก็ใช้มีดหรือดาบกรีดศีรษะของตัวเองให้เลือดไหลเพื่อเป็นการรำลึกถึงความเจ็บปวดของอิมามฮุเซน
พิธีกรรมดังกล่าวไม่มีในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม
มันเป็นสิ่งที่ชาวชีอ๊ะฮฺ คิดขึ้นมาเหมือนกับที่ชาวคริสเตียนในฟิลิปปินส์ ต้องการจะรำลึกถึงความเจ็บปวดของพระเยซูที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน
จึงได้มีการจำลองเหตุการณ์ขึ้นโดยการที่มีบางคนยอมสละตัวเอง ด้วยการให้คนเอาตะปูตอกบนฝ่ามือตรึงบนไม้กางเขน
หลังจากการปฏิวัติของอิมามโคมัยนี
ท่านได้พยายามที่จะให้เลิกพิธีกรรมดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม
พิธีกรรมดังกล่าวนี้ก็ยังมีอยู่ให้เห็น แต่ว่าน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก
ทางนำจากคัมภีร์กุรอาน
"ชีวิตแห่งโลกนี้ อาจเปรียบได้กับผลผลิตของแผ่นดินที่เราได้ส่งน้ำลงมาจากฟากฟ้า และพืชผลงอกเงยออกมาให้มนุษย์ และสัตว์ได้ดื่มกินอย่างเหลือเฟือ
จนกระทั่งเมื่อแผ่นดินงามสะพรั่ง และพืชผลของมันได้ถูกเก็บเกี่ยว และเจ้าของของมันคิดว่าเขาสามารถที่จะนำมันมาใช้ประโยชน์ได้
แต่แล้วคำบัญชาของเราได้มาอย่างฉับพลันในตอนกลางคืน หรือกลางวัน
และเราได้ทำลายมันจนเหมือนกับว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นที่นั่นในวันก่อน
ในทำนองนี้เองที่เราได้แสดงสัญญาณของเรา ให้เห็นอย่างชัดแจ้งเพื่อการพิจารณาของหมู่ชนผู้ใคร่ครวญ"
(กุรอาน 10:24)
พจนารถศาสดามุฮัมมัด
"พวกท่านทุกคนยังคงอยู่ในรูปของหยดอสุจิในครรภ์มารดาของพวกท่าน เป็นเวลาสี่สิบวัน
หลังจากนั้นอีกสี่สิบวันก็เป็นก้อนเลือดและอีกสี่สิบวันก็เป็นก้อนเนื้อ
และสุดท้ายมลาอิก๊ะฮฺ (ทูตสวรรค์) องค์หนึ่งก็จะถูกส่งมาเป่าวิญญาณเข้าไปในมัน พร้อมกับถูกสั่งให้บันทึกสี่คำสั่งที่ควบคุมชะตากรรมของมันในโลกนี้
นั่นคือ ปัจจัยของมัน ช่วงชีวิตของมัน การงานของมัน และความทุกข์หรือความสุขของมัน
ดังนั้น ขอสาบานด้วยผู้ที่ไม่มีอะไรนอกไปจากพระองค์ หากคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน ทำการงานเหมือนชาวสวรรค์ จนกระทั่งเขาอยู่ห่างจากสวรรค์แค่ฝ่ามือ และการงานนั้นได้ถูกบันทึกไว้แล้ว
แต่หากเขายังทำตัวเหมือนกับชาวนรกอีก เขาก็จะได้เข้านรก ในทางตรงข้าม
หากใครในหมู่พวกท่าน ทำตัวเหมือนชาวนรกจนกระทั่งอยู่ห่างจากนรกแค่คืบ และเขาเริ่มทำตัวเหมือนชาวสวรรค์
เขาก็จะได้เข้าสวรรค์ในที่สุด"
ที่มา www.thaimuslimshop.com
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
กอฎอ กอดัร
หลักศรัทธา
6 ประการ
ศรัทธา
หลักการเชื่อมั่นที่ถูกต้อง
พระเจ้ามีจริงหรือ
?
วันปรโลก
|