หน้าหลัก
อิสลามเบื้องต้น
รอมฏอนกะรีม
เกร็ดความรู้
บันได7ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ
ศรัทธา
อัลกุรอาน
อัลหะดีส
หลักการอิสลาม
วันนี้ในอดีต
ไขข้อข้องใจ
คลังความรู้

มุมผู้ที่สนใจอิสลาม
ประวัติศาสตร์อิสลาม
ศัพท์เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม
บอร์ดเพื่อการศึกษา
 

 

Custom Search

มวลชนแห่งหะดีษ
การเคลื่อนไหวเพื่อให้ชีวิตแก่สัจธรรม

โดย อัล อัค

การสร้างความกระจ่างแจ้งให้กับสัจธรรมในอิสลามนั้น คือการพิทักษ์สัจธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ พื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพิทักษ์นี้ก็คือ การที่แหล่งคำสอนแห่งสัจธรรมอิสลามยังดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์ในแบบดั้งเดิมตลอดมาในทุกยุคทุกสมัย

ในอิสลามนั้นถือว่า อัลลอฮฺนั้นคือผู้พิทักษ์คำสอนเอาไว้ ดังปรากฏในอัล-กุรอานความว่า

“
แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือนลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้พิทักษ์รักษามัน อย่างแน่นอน” (สูเราะฮฺ อัล-หิจญฺ อายะฮฺที่ 9)

การรักษาของอัลลอฮฺผ่านกลุ่มชนแห่งสัจธรรม(อะหฺลุล หักกฺ) ซึ่งพวกเขาได้ร่วมกันทุ่มเทเพื่อพิทักษ์แหล่งที่มาของคำสอนอิสลามเอาไว้อย่างน่าอัศจรรย์

ขบวนการพิทักษ์สัจธรรม

การพิทักษ์แหล่งที่มาของคำสอนอิสลามที่สำคัญที่สุดคือ การพิทักษ์อัล-กุรอาน ด้วยการให้อัล-กุรอานยังคงความเที่ยงแท้เอาไว้ตามที่มันได้ถูกประทานลงมา ความจริงแล้วความสมบูรณ์ของอัล-กุรอานได้เสร็จสิ้นไปแล้วในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ทั้งในการบันทึกและปรากฏในความทรงจำของคนในยุคท่านนบีจำนวนมาก

ต่อมาในสมัยของอบู บักรฺได้สานต่อด้วยการพิทักษ์อัล-กุรอานให้ดำรงอยู่ในสภาพนี้ตลอดไป ดังนั้นเขาจึงได้รวบรวมเป็นรูปเล่ม(มุศหัฟ)และต่อมาได้ในสมัยของอุษมาน อิบนฺ อัฟฟานได้มีการทำสำเนาจ่ายแจกไปทั่วอาณาจักร ขณะเดียวกันได้ทำการพิทักษ์อัล-กุรอานอีกด้านผ่าน‘การท่องจำ’ ควบคู่กันไป ด้วยการเปิดโรงเรียนท่องจำอัล-กุรอานอย่างมากมาย อัล-กุรอานจึงถูกถ่ายทอดผ่านความทรงจำของมวลชนรุ่นต่อรุ่น ดังนั้น เป็นที่ยอมรับกันว่าวิธีการจดจำอัล กุรอานแบบท่องจำ กลายเป็นวิธีการสำคัญอีกทางหนึ่งในการรักษาอัล- กุรอานเอาไว้ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้เอง ทั้งการคัดลอกสำเนาและการท่องจำ ได้ดำเนินผ่านศตวรรษแล้วศตวรรษเล่าควบคู่กันไปทั่วทั้งอาณาจักรอิสลาม ทำให้อัล-กุรอานนั้นได้รับการปกป้องจากการบิดเบือนเปลี่ยนแปลง อัล-กุรอานที่มุสลิมอ่านกันทุกวันนี้ เป็นอัล-กุรอานเล่มเดียวกัน และเหมือนกับที่ใช้อ่านตลอดพันกว่าปีที่ผ่านมา สำเนาอัล-กุรอานที่ถูกคัดลอกและกระจายไปทั่วทุกมุมโลกตลอดพันปีที่ผ่านมาเป็นอัล กุรอานเล่มเดียวกัน ในอิสลามไม่มีประเด็นการถกเถียงกันว่าด้วย‘คัมภีร์ที่แท้จริง’

ปรากฏการณ์เช่นนี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากได้เปรียบเทียบกับคัมภีร์โบราณอื่นๆ เราจะพบข้อแตกต่างเหล่านี้อย่างชัดเจน ความจริงเรื่องนี้ช่วยยึดเหนี่ยวมวลชนมุสลิมให้มั่นคงกับสัจธรรมตลอดพันปีที่ผ่านมา

ชัยชนะของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามในยุคแรกที่สามารถร่วมกันพิทักษ์อัล-กุรอานเอาไว้ เป็นการยืนยันที่หนักแน่นว่าสัจธรรมยังคงอยู่ในสภาพบริสุทธิ์นี้ และยังยังเป็นการสร้างจุดยืนเริ่มต้นอีกว่า สัจธรรมต้องไม่อยู่ในตัวสื่อที่เป็นเท็จ ไม่อยู่ในเนื้อหาที่ถูกบิดเบือนไป

นี่เป็นลักษณะโดดเด่นของการพิสูจน์ความแท้จริงของสัจธรรมตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

มวลชนแห่งหะดีษ

ไม่เพียงแต่อัล-กุรอานเท่านั้นที่ถูกพิทักษ์เอาไว้ แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ที่รายล้อมอยู่รอบตัวท่านนบีมุฮัมมัด ผู้ที่รับสาส์นแห่งอัล-กุรอานอีกด้วย ไม่ว่าคำพูด พฤติกรรม วิธีคิด ทัศนคติของท่าน ได้รับการพิทักษ์รักษาไว้ในรูปแบบบริสุทธิ์ดั้งเดิมเช่นกัน

ความจริงวิถีชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัดนั้นมีความสำคัญที่ไม่สามารถแยกออกจากอัล-กุรอานได้ เพราะมันคือการแสดงอัล-กุรอานในภาคชีวิตของ “คน” ตัวท่านนบีฯจึงถูกอธิบายว่าเป็น “อัล-กุรอานที่เคลื่อนไหวได้” เป็นบุคคลที่ทำให้อัล-กุรอานมีชีวิตขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง วิถีทางของท่านนบีฯนี้ เรียกว่า “อัล-สุนนะฮฺ”(วิถีทาง)

ท่านมุฮัมมัด อะซัด ได้กล่าวไว้ว่า“คำว่าอัล-สุนนะฮฺที่นำมาใช้ ณ ที่นี้นั้นมีความหมายกว้างขวางมาก มันหมายถึง แบบอย่างของศาสนทูต ผู้ซึ่งถูกส่งมายังเรา เป็นแบบอย่างที่ปรากฏทั้งในการกระทำของท่านและวจนะที่ท่านได้ให้ไว้ ชีวิตอันน่าอัศจรรย์ของท่านเป็นการให้ภาพที่มีชีวิตชีวา และถือว่าเป็นการอรรถาธิบายอัล-กุรอานอีกด้วย ฉะนั้นเราจะไม่อาจเข้าถึงความแท้จริงของอัล-กุรอานได้เลย เว้นแต่เราต้องปฏิบัติตามท่าน …”

ด้วยความสำคัญของอัล-สุนนะฮฺเช่นนี้เอง ทำให้งานวิชาการในการศึกษาอัล-สุนนะฮฺจึงปรากฏออกมาเรียกว่า วิชาหะดีษ ซึ่งเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับคำพูด การกระทำ และสิ่งที่ท่านนบีฯ ยอมรับต่าง ๆ งานด้านนี้ปรากฏควบคู่กับการเผยแผ่อัล-กุรอานมาโดยตลอด

ภารกิจพิทักษ์หะดีษให้บริสุทธิ์นี้มีขึ้นตั้งแต่ในช่วงที่ท่านนบี มีชีวิตอยู่ ท่านนบีฯ เริ่มต้นด้วยการไม่อนุญาตให้บันทึกถ้อยคำของท่านอย่างเป็นทางการ ถึงแม้มีผู้บันทึกด้วยการเขียนไว้บ้างก็กระทำเป็นการส่วนตัว วิธีเช่นนี้เป็นผลให้แบบอย่างของท่าน ไม่ว่าจะเป็นคำพูดและการกระทำของท่านถูกถ่ายทอดผ่านการความทรงจำเป็นหลัก ดังนั้น จากความจำของชนรุ่นแรกได้ถ่ยทอดไปสู่ความจำของชนรุ่นต่อไป วิธีการผ่านความจำนี้เป็นรากฐานให้สามารถนำไปฏิบัติได้ง่าย ฉะนั้น วิถีแห่งชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด จึงแพร่หลายในชีวิตผู้คนโดยทั่วไปอย่างรวดเร็ว

การกำหนดให้มีการท่องจำวิถีชีวิตท่านนบีมุฮัมมัดมาก่อนการบันทึกด้วยการเขียนนี้จึงมีผลดีอย่างที่สุด โดยไม่มีคาดคิดถึงและไม่เคยมีนักปฏิวัติและนักปฏิรูปคนใดทำได้มาก่อน นั่นก็คือ ทำให้ชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด ได้รับการบันทึกในจิตใจผู้คนก่อนแผ่นกระดาษ และทำให้การบูรณาการชีวิตด้วยการแปรเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในจิตใจสู่พฤติกรรมเกิดขึ้นอย่างง่ายดายและแพร่หลายในหมู่มุสลิมยุคแรก ๆ นั่นหมายความว่าอิสลามไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎีแต่ยังปฏิบัติให้เห็นได้อย่างชัดเจน

วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์นี้ก่อให้เกิดการถ่ายทอดหะดีษรุ่นต่อรุ่นเช่นนี้ ทำให้เกิดสายรายงาน(อิสนาด)อ้างอิงคนรายงานระดับล่างขึ้นไปจนถึงเศาะหะบะฮฺที่ได้ฟังหรือเล่าเรื่องราวของท่านนบี นั่นหมายความว่า หะดีษแต่ละบทจะปรากฏบุคคลที่เข้ามาอยู่ในสายรายงานหลายคน ความพิเศษของวิธีการถ่ายทอดนี้ได้ก่อให้เกิดขบวนการของมวลชนยุคแรก ในเข้ามาร่วมรับรู้และถ่ายทอดหะดีษของท่านนบีฯ ทำให้งานหะดีษกลายเป็นงานเชิงมวลชนทุกระดับที่แพร่หลายและเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูอิสลาม

ต่อมาเคาะลีฟะฮฺอุมัร บิน อับดุล อะซีซ ได้สนับสนุนให้มีการบันทึกหะดีษ ดังนั้นท้ายที่สุดได้มีการจัดการบันทึก ‘แบบแห่งชีวิต’ ของท่านนบี โดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งการบันทึกนี้เริ่มกระทำกันแพร่หลายในศตวรรษที่สองและสามของอิสลาม อย่างไรก็ตาม การท่องจำก็ยังได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

การใช้มวลชนเข้าถ่ายทอดคำพูดและการกระทำต่างๆของท่านนบี ทำให้แบบแห่งชีวิตของท่านเป็นสิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจน ในชีวประวัติของท่านไม่เพียงแต่ไม่ปรากฏคำถามประเภท ท่านมีตัวตนจริงในโลกนี้หรือไม่? แต่มันยังสามารถตอบคำถามในรายละเอียดของชีวิตต่างๆของท่านด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล

กระบวนการหะดีษมิใช่การเสนอข้อมูลทางวิชาการเดี่ยว ๆ แต่กำลังพูดถึงขบวนการเคลื่อนไหวของผู้คนที่น่าอัศจรรย์ เรา พบความจริงว่า เมื่อคำพูดเพียงคำพูดเดียวของท่านนบีหรือพฤติกรรมเพียงพฤติกรรมหนึ่งของท่าน ถูกเปิดเผยขึ้นก็จะปรากฏผู้คนจำนวนหลายคนหลายรุ่นรายล้อมเป็นภูมิหลังให้ เสมอ หมายความว่าหากเรานำหะดีษทั้งหมดมากล่าวถึง เราก็จะพบชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลประกอบอยู่ ยิ่งกว่านั้นทุก ๆ คนที่เข้ามาร่วมกระบวนการถ่ายทอดหะดีษจะได้รับการบันทึกประวัติเอาไว้ด้วย ชาวตะวันตกจำนวนมากที่เข้ามาเขียนชีวประวัติของท่านนบี อดแสดงความประหลาดใจในเรื่องนี้ไม่ได้ ดังที่ Dr.A. Springer ผู้อ้างว่าตนเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เขียนชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัดจากแหล่งอ้างอิง ดั้งเดิมในภาษาอาหรับได้แสดงความอัศจรรย์ใจต่อประวัติของมวลชนจำนวนมหาศาลใน ยุคแรกที่เข้ามาทำหน้าที่ถ่ายทอด ไว้ในงานเขียนของเขา เขากล่าวว่า “..หากว่าบันทึกชีวิตของมุสลิมเหล่านี้ถูกรวบรวมขึ้น เราอาจมีรายชื่อของบุคคลที่โดดเด่นถึงครึ่งล้าน..”

หากความเที่ยงแท้ของอัล-กุรอานที่ผ่านมาอยู่ในมือเราทุกวันนี้โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงคือ มุอฺญิซาต(สิ่งมหัศจรรย์) การถ่ายทอดหะดีษมาถึงเราก็น่าพิศวงอย่างยิ่งเช่นกัน …

ตำราหะดีษชั้นนำ

การส่งเสริมให้มีการบันทึกหะดีษให้เป็นระบอบโดยเคาะลีฟะฮฺ อุมัร บิน อับดุล อะซีซ ทำให้มีปราชญ์คนสำคัญยุคแรก ๆ ที่เข้ามาร่วมกระบวนการหะดีษนี้มีจำนวนมาก คนสำคัญคนแรก ๆ ที่ก้าวมาทำงานนี้และเป็นที่รู้จักกันดี คือ มาลิก บิน อนัส เขาได้รวบรวมหะดีษที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อ อัล-มุวัฏเฎาะอฺ

ปราชญ์คนสำคัญที่รู้จักกันดีตลอดประวัติศาสตร์ อย่างเช่น อัล-ชาฟิอียฺก็เป็นนักเก็บบันทึกหะดีษเช่นกัน แม้แต่อะหฺมัด บิน หันบัน ผู้เป็นศิษย์ของอัล-ชาฟิอียฺ ก็เติบโตมาจากวิชาหะดีษเช่นเดียวกัน เขาเองได้รวบรวมตำราหะดีษไว้ มีชื่อว่า มุสนัด

นักบันทึกหะดีษจึงได้เกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มจึงมีจำนวนมาก แต่ที่มีความสำคัญและหนังสือของพวกเขามีอิทธพลมาตลอดประวัติศาสตร์พันปีของอิสลาม คือเจ้าของตำราหะดีษทั้งหก เรียกว่า อัล-กุตุบ อัล-สิตตะฮฺ (ตำราทั้งหก)ได้แก่

1)อัล-บุคอรียฺ

อัล-บุคอรียฺ มีชื่อเต็มว่า อบู อับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนฺ อิสมาอีล อิบนฺ อิบรอฮีม อิบนฺ อัล-มุฆีเราะฮฺ อัล-ญะฟะอียฺ เกิดที่เมืองบุคอรอ ในเอเชียกลาง ในปีที่ค.ศ. 810 (ฮ.ศ.194) ด้วยเหตุนี้ผู้คนทั้งหลายจึงได้ขนานนามเขาว่าอัล-บุคอรียฺ

บิดาของอัล-บุคอรียฺ ชื่อว่า อิสมาอีล นั่นเป็นปราชญ์ทางด้านหะดีษคนหนึ่ง ดังนั้น อัล-บุคอรียฺจึงได้รับการศึกษาวิชาหะดีษมาตั้งแต่เยาว์วัย เขามีความจำที่เป็นเลิศ ในวัยเพียง 16 ปี ก็สามารถท่องจำตำราหะดีษที่เด่น ๆ ของปราชญ์รุ่นบุกเบิกได้หลายเล่ม เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ 870 (ฮ.ศ 256)

อัล-บุคอรียฺเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแวดวงนักวิชาการยุคนั้น เขาได้เรียบเรียงหนังสือไว้อย่างมากมาย หนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ บันทึกหะดีษที่รู้จักกันในชื่อ อัล-ญามิอฺ อัล-เศาะหีหฺ หรือ เศาะหีหฺ อัล-บุคอรียฺ บันทึกหะดีษของอัล-บุคอรียฺถูกจัดให้เป็นลำดับที่ 1 จากประชาชาติอิสลาม ทั้งนี้เพราะ ในบันทึกของอัล-บุคอรียฺ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นหะดีษในระดับเศาะหีหฺที่เชื่อถือได้มากที่สุด

2)มุสลิม

มุสลิม มีชื่อเต็มว่ามุสลิม อิบนฺ อัล-ฮัจญาจญฺ อัล-นีซาบูรี เกิดในปีค.ศ 820 (ฮ.ศ 204) เริ่มต้นศึกษาอัล-กุรอาน วรรณกรรมอาหรับ และต่อมาได้หันมาศึกษาหะดีษอย่างเอาจริงเอาจัง เขาได้เดินทางเพื่อการศึกษาหะดีษในหลายเมือง เขาได้ศึกษากับอาจารย์จำนวนมาก และตัวเขามีลูกศิษย์มากมาย ที่รู้จักกันดีเช่น อัล-ติรมิซียฺ, อิบนฺ คุซัยมะฮฺ เป็นต้น

มุสลิมเป็นผู้เรียบเรียงหนังสือไว้จำนวนมาก บันทึกหะดีษซึ่งเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีของเขา ชื่อว่า อัล-ญามิอฺ อัล-เศาะหีหฺ หรือ เศาะหีหฺ มุสลิม ซึ่งเป็นบันทึกหะดีษเศาะหีหฺในลำดับที่สองรองจากบันทึกของอัล-บุคอรียฺ

3)อบู ดาวูด

อบู ดาวูด มีชื่อเต็มว่า อบูดาวูด สุลัยมาน อิบนฺ อัล-อัชอาษ อัล-อัษดียฺ อัล-ซีญีสตานียฺ เกิดในปีค.ศ 818 (ฮ.ศ 202) เป็นผู้ที่รักวิชาการด้านหะดีษมาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเขาเข้าสู่วัยของการศึกษาจึงได้เดินทางไปแสวงหาความรู้ตามสถานที่ต่างๆ อบู ดาวูด เป็นลูกศิษย์ของอะหฺมัด บิน หันบัล นอกจากนี้ เขายังเป็นนักกฎหมายอีกด้วย เขาเสียชีวิตในปีค.ศ 889 (ฮ.ศ. 275)

บันทึกหะดีษของอบู ดาวูด ที่รวบรวมไว้นี้ถูกเรียกว่า สุนัน อบู ดาวูด ซึ่งเป็นหนึ่งในตำราทั้งหก โดยอยู่ในลำดับที่สาม รองลงมาจาก เศาะหีหฺ มุสลิม

4)อัล-ติรมิซียฺ

อัล-ติรมีซียฺ มีชื่อเต็มว่า อบูอีซา มุฮัมมัด อีซา อัล-ติรมีซียฺ เกิดในปีค.ศ 825 (ฮ.ศ 209) คำว่า อัล-ติรมีซียฺ เป็นชื่อตำบลเกิดที่เขา ชื่อตำบลตุรมุซ ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้คนจึงขนานนามท่านว่า อัล-ติรมีซียฺ เขาได้รับอิทธิพลจากอัล-บุคอรียฺเป็นอย่างมาก อัต-ติรมิซียฺ เสียชีวิตในปีค.ศ. 893(ฮ.ศ. 279)

อัล-ติรมิซียได้บันทึกหะดีษไว้ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขา คือ อัล- ญามิอฺ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเรียกว่า สุนัน อัล-ติรมีซียฺ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตำราทั้งหกโดยจัดอยู่ในลำดับที่ 4 รองลงมาจาก สุนัน อบีดาวูด

5)อัล-นะซาอียฺ

อัล-นะซาอียฺ ชื่อเต็มว่า อบู อับดฺ อัร-เราะหฺมาน อะหฺมัด อิบนฺ ชุเอบ อิบนฺ อาลี อิบนฺ ซันนาน อิบนฺ บะหฺรฺ อัล-คุรอซานียฺ อัล-นะซาอียฺ เกิดที่ตำบลนะซาอฺ เมืองคอรอซาน ปีที่ค.ศ 830(ฮ.ศ. 214) เขาได้ออกท่องศึกษาหะดีษทั้งในบ้านเกิดและเมืองอื่นของอาณาจักรอิสลามเช่นเดียวกับนักหะดีษคนอื่น ๆ นอกจากนี้ เขายังเป็นนักรบที่เข้าร่วมกับกองทัพอิสลามในอิยิปต์ และขึ้นชื่อในเรื่องความกล้าหาญเป็นอย่างมาก เขาเสียชีวิตในปีค.ศ 913(ฮ.ศ. 303)

อัล-นะซาอียฺ ได้เรียบเรียงหนังสือไว้จำนวนมาก หนังสือหะดีษที่เขารวบรวมมีชื่อว่า อัล-สุนัน อัล-มุจญตะบา หนังสือหะดีษของเขาถูกจัดให้เป็นลำดับที่ 5 ของตำราทั้งหก

6)อิบนฺ มาญะฮฺ

อิบนุ มาญะฮฺ อัล-ก็อซวีนียฺ มีชื่อเต็มว่า อบู อับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนฺ ยาซีด อัล-เราะบิอฺ อิบนฺ มาญะฮฺ เกิดในปีค.ศ. 825(ฮ.ศ 209) ท่านมีความสนใจในวิชาหะดีษมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย และได้เดินทางศึกษาหะดีษยังดินแดนต่าง ๆ เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 887(ฮ.ศ. 273)

บันทึกหะดีษของท่านเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ สุนัน อิบนฺ มาญะฮฺ เป็นหนึ่งในตำราทั้งหก

หะดีษ: ความลับของการกลับมาของอิสลาม

ในยุคแรกเริ่มของอิสลาม การเคลื่อนไหวเพื่อพิทักษ์หะดีษได้กลายเป็นงานที่โดดเด่นที่สุดงานหนึ่งของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่ออิสลาม งานนี้กลายเป็นงานสากลที่กระทำร่วมกันทั้งมุสลิมที่เป็นชาวอาหรับและไม่ใช่อาหรับ ผลของการเข้ามาร่วมกันของผู้คนจำนวนมหาศาลในงานชิ้นนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิรูปอิสลามทั้งในยุคสมัยนั้นและยุคต่อ ๆ ไป

ความจริงความลับของการฟื้นฟูอิสลามอยู่ที่การฟื้นฟูอัล-สุนนะฮฺและให้ชีวิตแก่มันอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง เราจะพบว่านักฟื้นฟูอิสลามที่มีทรงอิทธิพลอย่างสูงต่อโลกมุสลิม ล้วนแต่เติบโตขึ้นมาจากมหาสมุทรแห่งหะดีษ ไม่ว่าจะเป็นอิหม่ามอัน-นะวาวียฺ, อิสลามอิบนุ ตัยมียะฮฺ, อิบนุ กอยยิม, อิบนุ ฮัจญฺ อัล-อัสกอลานียฺ, ชาฮฺ วาลียุลลอฮฺ อัล-ดะฮฺลาวียฺ แห่งอินเดีย , อัช-เชากานียฺ แห่งเยเมน เป็นต้น

หะดีษเป็นศาสตร์ที่จะทำให้วิถีชีวิตแห่งศาสนทูตอิสลามได้หวนกลับมาอีกครั้ง หรือทำให้อัล-กุรอานถูกอธิบายอย่างมีชีวิตและสีสันที่ถูกต้อง

มุฮัมมัด อะซัด ได้กล่าวสรุปไว้ว่า “การปฏิบัติอัล-สุนนะฮฺ คือความหมายเดียวกับการดำรงอยู่และความก้าวหน้าของอิสลาม การเพิกเฉยต่ออัล-สุนนะฮฺ คือความหมายเดียวกับการผุพังและความเสื่อมสลายของอิสลาม อัล-สุนนะฮฺ คือโครงสร้างเหล็กของอาคารอิสลาม ถ้าหากท่านได้เคลื่อนย้ายโครงสร้างออกจากอาคาร ท่านจะประหลาดใจกระนั้นหรือ? ถ้ามันพังทลายลงมา ดั่งบ้านที่ทำมาจากกระดาษแข็ง?”

ที่มา http://www.fityah.com

หน้าหลัก




ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่านอีเมล :piwdee@hotmail.com,  husna@piwdee.net

ฟรี สถิติเว็บไซต์

  เวลาละหมาดทั่วไทย
รอบรู้เรื่องสมุนไพร
อัคลาค
อิสลาม
ลักษณะทั่วไปของอิสลาม
เสา 5 ต้นของอิสลาม
อะไร คือ อิสลาม
ศาสนาที่เที่ยงแท้
ท่านถาม อัลกุรอานตอบ
คำถามที่คุณอยากรู้
ทิวทัศน์กระบี่
คลังความรู้ศาสนา

ซะกาต
จริยศาสตร์
คัดมาให้คิด
สมุดเยี่ยม