
พระเจ้ามีจริงหรือไม่
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ผู้บังเกิดบรรดาสิ่งที่มีอยู่เบื้องบน
(ฟ้า) และแผ่นดินและทรงให้เกิดความมืดและแสงสว่างและพวกที่ดื้อดึงไม่ยอมเชื่อฟังยังเคารพสิ่งอื่นเทียบเท่าพระองค์
(6/1)
อัลลอฮ์ได้ทรงให้รซูลของพระองค์ชี้แจงแก่มนุษย์ทั้งหลายให้รู้ว่า
บรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องบนที่เรียกกันว่าฟ้าและแผ่นดินที่มนุษย์และสัตว์ได้อยู่อาศัยนั้นไม่ได้เกิดหรือมีขึ้นมาเอง
หากแต่อัลลอฮ์เป็นผู้บังเกิดขึ้นซึ่งนับเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุดแต่พวกที่ดื้อดึงก็ยังไม่ยอมเชื่อฟังไม่ยอมเคารพสักการะต่อพระองค์ยังคงดื้อดึงเคารพสักการะสิ่งอื่นเท่าเทียมเสมอด้วยพระองค์
ความว่าและพระองค์ทรงให้เกิดทุก ๆสิ่งและพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกๆ
สิ่ง (6/101)
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงบังเกิดทุก ๆสิ่งที่มีอยู่ในพิภพรวมทั้งท้องฟ้าและแผ่นดินด้วยมหาอำนาจและความปรารถนาของพระองค์และพระองค์ทรงรอบรู้ทุก
ๆสิ่งอย่างถ้วนถี่เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงบังเกิด
ความว่า ดังนั้นอัลลอฮ์จึงเป็นพระผู้อภิบาลของสูเจ้าทั้งหลายไม่มีเจ้าใด
ๆที่ควรแก่การกราบไหว้สักการะนอกจากพระองค์ผู้ทรงบังเกิดทุกๆ
สิ่ง ดังนั้นสูเจ้าทั้งหลายจงเคารพกราบไหว้แด่พระองค์โดยเฉพาะ
(6/102)
ความว่า บรรดารซูลของพวกเขาได้กล่าวถามว่าในเรื่องอัลลอฮ์ผู้สร้างฟ้าและแผ่นดินนั้นยังจะมีการเคลือบแคลงสงสัยอีกหรือ
(14/10)
ความว่า มนุษย์ทั้งหลายจงรำลึกถึงความกรุณาเมตตาของอัลลอฮ์ซึ่งอยู่บนสูเจ้าทั้งหลาย
(พึงคิดดูให้ดี) จะมีหรือผู้สร้างอื่นจากอัลลอฮ์?พระองค์ทรงประทานส่วนได้
(ริสกี) ให้แก่พวกสูเจ้าลงมาจากฟ้าและออกมาจากพื้นดินไม่มีเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากพระองค์
(เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้ประจักษ์แจ้งชัดแล้ว) สูเจ้ายังจะหันไปยึดถืออื่นใดอีก?
(35/3)
อายะห์กุรอานทั้งหมดนี้อัลลอฮ์ได้ทรงแจ้งให้มนุษย์รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวที่ทรงสร้างฟ้า,แผ่นดิน,
และสิ่งต่าง ๆที่มีอยู่ในท้องฟ้าและหน้าแผ่นดิน
นอกจากคำบอกเล่าของพระองค์แล้วมนุษย์เรายังสามารถค้นคว้าหาองค์พระผู้บังเกิดได้ด้วยความคิดความอ่านของเราอีกเรื่ององค์พระผู้สร้างนี้เมื่อเราพยายามใช้สติปัญญาค้นคว้าแต่เพียงผิวเผินก็จะได้พบประจักษ์พยานแต่ถ้าเรายิ่งคิดให้ลึกซึ้งก็จะได้พบประจักษ์พยานอันกว้างขวางยิ่งๆ
ขึ้นไปทุกที
อัล-อุศตาสอัชล์ไชค มุฮัมมัด คอลิ้ล ดิรอสได้เล่าว่ามีอรับชาวเขาคนหนึ่งได้ถูกถามว่าท่านรู้จักพระเจ้าอภิบาลของท่านได้อย่างไร?
อรับผู้นั้นได้ตอบด้วยคารมคมคายว่าอูฐตัวเมียมันบอกแก่เราว่าต้องมีอูฐตัวผู้และรอยเท้าที่ปรากฎอยู่บนพื้นดินนั้นมันบอกแก่เราว่ามีผู้เดินผ่านดังนั้นท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยหมู่ดาวและพื้นดินที่ปูลาดมันจะไม่บอกแก่เราบ้างหรือว่ามีผู้สร้างที่ทรงไว้ซึ่งความสามารถและความรู้อย่างละเอียดรอบคอบ
ท่านอิบนิกะซีรผู้เชี่ยวชาญในทางอธิบายความหมายของอัลกุรอานได้เล่าไว้ในตั๊ฟซีรของท่านว่า
มีชนกลุ่นหนึ่งซึ่งเป็นพวกที่ไม่นับถือพระเจ้าได้มาหาท่นอะบูฮะนีฟะห์
(อิมามฮะนะฟี) ขอร้องให้ท่านแสดงหลักฐานในเรื่องการมีพระเจ้าผู้สร้างให้แก่พวกเขา
ท่านอะบูฮะนีฟะห์ก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามคำขอร้องแต่ท่านพูดกับพวกเหล่านั้นว่า
ก่อนอื่นฉันอยากเล่าเรื่องแปลกประหลาดให้พวกท่านฟังสักเรื่องหนึ่งสำหรับตัวฉันเองก็ยังฉงนใจอยู่เหมือนกันเรื่องมีดังนี้ฉันได้ข่าวประหลาดว่ามีเรือสินค้าลำหนึ่งภายในเรือไม่มีคนอยู่แม้แต่สักคนเดียวกัปตันก็ไม่มีนายท้ายก็ไม่มีช่างเครื่องก็ไม่มีตลอดจนกลาสีลูกเรือ
และกรรมกรแม้แต่เครื่องควบคุมใด ๆก็ไม่มีทั้งสิ้นแต่เรือลำนี้ทำงานได้เองทุกอย่างเช่น
เอาของลงเรือเองพอสินค้าเต็มลำแล้วก็ออกแล่นไปยังที่หมายเมื่อถึงแล้วก็ขนสินค้าขึ้นเองแล้วก็แล่นกลับมาขนสินค้าลงอีกเรื่องเป็นเช่นนี้ฉันใคร่อยากจะถามท่านว่าพวกท่านเห็นอย่างไรในเรื่องนี้?มันจะเป็นไปได้ไหม
?พวกแขกเหล่านั้นก็ตอบว่า มันเป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะเชื่อว่าเป็นความจริงเป็นเรื่องเหลวไหลมากกว่า
ท่านอะบูฮะนีฟะห์จึงพูดกับพวกนั้นว่า เมื่อท่านไม่ยอมเชื่อเรื่องเรือประหลาดลำนั้นแล้วเหตุไฉนท่านจึงจะไม่ยอมเชื่อว่าพิภพอันกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องบนก็เต็มไปด้วยจักรวาลเช่น
ดวงจันทร์ ดวงตะวันและดวงดาวอย่างเหลือคณานับทุกอย่างต่างหมุนเวียนโคจรไปตามกฎเกณฑ์อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยได้จังหวะปราศจากการผิดพลาดก้าวก่ายทางเบื้องล่างก็มีสิ่งของสุดวิสัยที่จะคำนวณได้ทุก
ๆสิ่งได้ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตามกำหนดมีผู้คอยจัดการ
คอยบริหารควบคุมดูแล?
เมื่อท่านอะบูฮะนีฟะห็ส่งคำถามกลับไปเช่นนั้นพวกที่ไม่ยอมศรัทธาในพระเจ้าเหล่านั้นต่างก็นิ่งอึ้งครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่งก็ยอมจำนนต่อเหตุผลว่าพระเจ้าผู้สร้างนั้นมีแน่นอนและยอมเข้ารับนับถืออิสลามทันที
ทั้งสองเรื่องนี้ถอดความจากหนังสือพิมพ์อัล-ฮัดยุนนะบะวีย์
ของอัล-มัรฮูม อัชล์ไชคฮามิดอัล-ฟากี ซึ่งออกในประเทศอียิปต์
เรื่องแรก บอกให้รู้ว่าเมื่อเราเห็นสิ่งของเราก็รู้จักผู้ทำหรือผู้ประดิษฐ์หรือผู้สร้างเช่นเราเห็นรถยนต์เราก็รู้ว่านายช่างเป็นผู้ประกอบตัวรถช่างกลเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์เมื่อเราเห็นเรือบดลำเล็ก
ๆเราก็รู้ว่าช่างไม้เป็นผู้ต่อเรือนั้นเมื่อเราหยิบเสื้อกางเกงขึ้นมาเราก็รู้ว่าช่างตัดเสื้อเป็นผู้เย็บเมื่อเราเห็นตึกหลังใหญ่มหึมาเราก็รู้ว่าช่างก่อสร้างเป็นผู้ทำเมื่อเราเห็นบ้านไม้หลังงามหรือกระท่อมหลังเล็ก
ๆเราก็รู้ว่าช่างไม้เป็นผู้ทำเมื่อเราได้เห็นบ้านเมืองสวยงามมีถนนใหญ่
ๆ งาม ๆมีตึกรามสูงตระหง่านและของอื่นๆอีกหลายสิ่งหลายอย่างเราก็รู้วามนุษย์เป็นผู้ทำ
มนุษย์ทุกคนแม้แต่เด็กก็ต้องเชื่ออย่างมั่นใจว่าช่างไม้เป็นผู้ต่อเรือทำบ้านช่างกลและช่างเหล็กเป็นผู้ทำรถยนต์.ช่างก่อสร้างเป็นผู้สร้างตึกและช่างเย็บเสื้อเป็นผู้เย็บเสื้อกางเกง
ฯลฯ เราพากันเชื่อ ทั้ง ๆที่เราไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยได้พบเห็นนายช่างเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ทุก ๆคนจะไม่ยอมเชื่ออย่างเด็ดขาดว่าสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีผู้สร้างไม่มีผู้ทำหรือผู้ประดิษฐ์แม้ก้านไม้ขีดไฟซึ่งเป็นเศษไม้เล็กๆที่ไม่มีมูลค่าอะไรเลยแม้แต่น้อยเราก็ไม่ยอมเชื่อว่ามันเกิดหรือมีขึ้นมาเองโดยไม่มีผู้ทำ
ใครบอก ใครสั่งสอนหรือแนะนำให้มนุษย์เชื่อมั่นอย่างนั้น?สัญชาติญาณอันเกิดจากสติปัญญาของเราเองเป็นผู้บอกแม้จะเป็นคนที่โง่แสนโง่สักปานใดก็จะไม่ยอมเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดหรือมีขึ้นเองโดยไม่มีผู้ทำ
เมื่อสรุปแล้วก็คงได้ผลดังนี้ :-
1. มนุษย์ยอมเชื่อว่าสิ่งของต่าง ๆ เช่นที่กล่าวมาแล้วจะเกิดหรือมีขึ้นมาเองโดยไม่มีผู้ทำ
ผู้สร้าง หรือผู้ประดิษฐ์ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
2. มนุษย์ยอมเชื่อสิ่งที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็น เชื่อโดยจิตสำนึก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เหตุไฉนเราจะไม่ยอมเชื่อว่าสิ่งของอีกเป็นจำนวนมากมายก่ายกองเหลือคณานับ
ที่นายช่างต่าง ๆ เหล่านี้ทำไม่ได้ เช่น ดวงจันทร์ ดวงตะวัน
ดวงดาว มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ตั้งแต่ขนาดใหญ่ที่สุดถึงขนาดเล็กที่สุด
มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องใช้กล้องขยาย ตลอดจนตัวพิภพ ท้องฟ้า
น้ำ และแผ่นดินต้องมีผู้สร้าง กลับไปเชื่อว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาเอง
โดยไม่มีผู้สร้าง จะไม่เป็นการเข้าใจที่งมงายเกินไปหรือ? ในเมื่อมนุษย์ทุกคนไม่ยอมเชื่อว่าก้านไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียว
จะเกิดหรือมีขึ้นมาเองไม่ได้ อย่างเด็ดขาด ทั้ง ๆ ที่การทำก้านไม้ขีดไฟไม่ใช่งานละเอียดพิสดารอย่างไร
แม้เด็กเล็กบางคน ก็สามารถจะเหลาเศษไม้เล็ก ๆ ให้มีลักษณะเป็นเศษไม้ที่มีรูปสี่เหลี่ยมอย่างก้านไม้ขีดไฟได้
ส่วนสิ่งของต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตพิสดารเกินภูมิปัญญาของมนุษย์
แต่กลับเข้าใจหรือเชื่อว่า เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีผู้สร้าง
ปัญญาชนผู้เคารพต่อเหตุผล เคารพต่อความจริง ไม่น่าเข้าใจอย่างงมงายเช่นนั้น
ควรจะใช้สติปัญญาความรอบคอบค้นหาผู้สร้างให้พบ ในเมื่อมั่นใจว่าทุก
ๆ สิ่งต้องมีผู้ทำ
เรื่องที่สอง หมายถึงการควบคุมการบริหาร
บรรดาสิ่งของต่างๆ ที่เราใช้ที่เราเห็นตลอดจนกิจการต่าง ๆต้องมีผู้ควบคุม
ผู้รักษาและผู้บริหาร เช่นเราจะนำสิ่งของบางอย่างไปยังที่แห่งหนึ่งเรามีเรือเล็ก
ๆ อยู่ลำหนึ่งเราจัดแจงเอาสิ่งของลงเรือแล้วก็แก้เชือกผูกเรือออกเสือกเรือออกกลางแม่น้ำเรือลำน้อย
ๆก็จะล่องลอยไปตามสายน้ำตามยถากรรมในที่สุดทั้งเรือทั้งของและพายก็จะอันตรธานหายไปโดยไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใด
หรือเราลงไปในเรือด้วยเรามีความสามารถทำได้แต่เพียงเอาพายพุ้ยน้ำไม่เข้าใจที่จะคัดหรือวาดทั้งไม่เข้าใจทางเดินเรือพอลงเรือได้ก็จ้ำเอา
ๆเรือก็ตะเปะตะปะหมุนไปหมุนมาชนนั่นชนนี่ ในที่สุดก็ไปไม่รอดหรืออาจจะถูกเรืออื่นชนล่มในที่สุด
เรามีรถยนต์คันใหญ่โตสวยงามมีเครื่องใช้ทันสมัยอย่างพร้อมมูลเมื่อจะไปธุระยังที่แห่งหนึ่งเราขึ้นไปนั่งบอกให้มันออกเดินมันก็ไม่ออก
คอยแล้วคอยเล่ารถก็ไม่ออกวิ่งหรือว่าเราสต๊ารทเครื่องเรียบร้อยแล้วก็ลงจากรถปล่อยให้รถออกวิ่งไปแต่ลำพังในที่สุดรถคันนั้นก็จะต้องไปชนอะไรพังพินาศไป
หรือเราเป็นผู้ขับเองแต่มีความรู้เพียงหมุนพวงมาลัยให้รถหันขวาหันซ้ายเท่านั้นการเดินรถตามระเบียบของการจราจรไม่มีความเข้าใจเลยในที่สุดรถของเราก็จะต้องไปชนอะไรเข้าหรือไม่ก็ถูกรถคันอื่นชนเอาหรือว่าในขณะที่ขับไปนั้นเครื่องยนต์เกิดขัดข้องขึ้นเราไม่ไม่มีความรู้ในเรื่องเครื่องยนต์เสียเลยจะเดินทางต่อไปก็ไม่ได้จะกลับบ้านก็ไม่ได้
มีโรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่งกำลังจะก้าวหน้ามีนักเรียนนับจำนวนเป็นพันแต่มีเหตุเกิดขึ้นทำให้ต้องขาดผู้จัดการหรือผู้บริหารหรือว่าได้ผู้จัดการมาใหม่เป็นผู้ที่ไม่เคยบริหารกิจการของโรงเรียนมาเลยหรือว่ามีภูมิความรู้ไม่พอที่จะควบคุมโรงเรียนได้เมื่องานดำเนินไปโดยขาดผู้ควบคุมผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพไม่พอความระส่ำระสายความอลเวงก็จะเกิดขึ้นในที่สุดโรงเรียนนั้นก็จะต้องประสบกับความวิบัติและยังมีอะไรอื่นอีกในทำนองเดียวกันนี้อีกมากมายนำมาเป็นอุทาหรณ์เพียงเท่านี้ก็เข้าใจพอแล้ว
เรื่องปลีกย่อยเล็กๆ น้อย ๆเช่นนี้ยังขาดผู้บริหารผู้ควบคุมที่ทรงความรู้ความชำนาญไม่ได้ก็สิ่งใหญ่
ๆ อันทรงสภาพลึกล้ำพิสดารมหัศจรรย์อีกมากหลายเหลือคณานับเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าไม่มีผู้ควบคุมหรือผู้บริหารที่ทรงไว้ซึ่งความสามารถความรอบรู้อย่างรอบคอบ?เช่นโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ข้างบนมีดวงจันทร์
ดวงตะวันและดวงดาวจำนวนมากหลายทุกอย่างโคจรไปตามกำหนดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยปราศจากการสับสนก้าวก่ายหรือเปลี่ยนแปลง
ข้างล่างก็มีพื้นดินภูเขา แม่น้ำลำคลอง ทะเลมนุษย์สัตว์และอะไรอื่น
ๆอีกมากมายสุดที่จะคำนวณได้ ทุก ๆสิ่งดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่พระผู้สร้างได้วางไว้อย่างเป็นระเบียนเรียบร้อยสม่ำเสมอไม่มีการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างคงอยู่ในสภาพเดิมตั้งแต่เริ่มแรกจนตราบเท่าทุกวันนี้!
สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างดังกล่าวแล้วล้วนแต่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ลึกล้ำเกินสติปัญญาของมนุษย์จะเข้าถึงหากขาดผู้ควบคุมดูแลรักษาและบริหารเสียแล้วจะคงไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้อย่างไร?
หรือว่าถ้าผู้ควบคุมบริหารหย่อนสมรรถภาพอ่อนความสามารถปราศจากความรอบรู้และความละเอียดรอบคอบจะสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกด้านให้ดำเนินไปเป็นระเบียบได้อย่างไร?
เมื่อสรุปแล้วก็คงได้ผลดังนี้:- ทุก ๆ สิ่งต้องมีผู้ควบคุมรักษา
และบริหาร ผู้ควบคุมต้องเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสมรรถภาพและความสามารถเหนือบรรดาสิ่งที่อยู่ในความควบคุมของตน
คัดลอกจาก: Thaiislamic.com
ที่มา : มุสลิมไทย
หน้าหลัก
|