Custom Search

อย่าเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม... จนกว่า

พ่อแม่ผมนับถือลัทธิเต๋าครับ ผมจึงได้รับการเลี้ยงดูให้นับถือลัทธินี้มาตั้งแต่เกิด ช่วงวัยเด็กผมมีศรัทธา และยอมรับปฏิบัติตาม แม้ว่าผมจะไม่ค่อยรู้อะไรเลย จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น ผมจึงรู้ว่าลัทธิเต๋า เป็นศาสนาที่บรรพบุรุษแต่เก่าก่อน เคารพสักการะกัน พ่อแม่ผม รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่นับถือลัทธินี้ ต่างก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไป อีกทั้งยังไม่เคยถูกกวนใจถามถึงประวัติความเป็นมา

ผมเองก็ไม่เคยได้รับการอบรมให้รู้ถึงประวัติความเป็นมา ตลอดจนหลักธรรมของลัทธิ ผมก็เป็นเช่นเดียวกับชาวลัทธิเต๋าคนอื่น ๆ ผมยอมรับในสิ่งที่ถูกยื่นมาให้ โดยมิได้อึดอัดใจ

เมื่อผมอายุเก้าปี ครูที่โรงเรียนบอกผม และเพื่อน ๆ บางคนว่า เราควรจะต้องเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียน หากเราไม่เป็นคริสเตียน เราจะต้องตายโดยถูกลงโทษ ผมกลัวคำขู่นี้มาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงกลายเป็นคนสองศาสนา คือนับถือลัทธิเต๋า (เพราะครอบครัว) และนับถือศาสนาคริสต์ (เพราะคำขู่)

เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมไม่อาจตัดสินใจได้ว่า ผมควรปฏิบัติตามศาสนาไหน ช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ชั้น ม.3 และ ม.4 ในโรงเรียนมัธยม ผมเลือกเรียนพุทธศาสนา ในหมวดวิชาศาสนศึกษา เพราะเป็นที่รู้กันว่า เป็นวิชาที่สอบผ่านง่าย ผมได้รับแรงบันดาลใจ จากหลักธรรมของพุทธศาสนา เพราะเป็นคำสอนที่มีเหตุผล และปฏิบัติได้จริง แนวความคิดเรื่องความมีเมตตา ในพุทธศาสนา ตั้งอยู่บนรากฐานของหลักเกณฑ์ที่ดี และการปฏิบัติที่ดี แต่ทว่าพุทธศาสนา ยังขาดคำสอน ในเรื่องการมีอยู่จริงของผู้มีอำนาจสูงสุด – คือพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อผมเข้าเรียน ในโรงเรียนเซนต์แอนดรูว์จูเนียร์คอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนในความอุปถัมภ์ของมิชชันนารี ทางโรงเรียนบังคับนักเรียนทุกคน (ยกเว้นมุสลิม) ให้เข้าร่วมในพิธีสวด ประจำสัปดาห์ ระหว่างพิธี เราร้องเพลงสรรเสริญ และสดับฟังคำเทศนา ตอนท้ายพิธีในบางสัปดาห์ จะมีคนคอยถามว่า มีใครในหมู่พวกเราอยากเป็นคริสเตียนบ้าง

ผมประทับใจบาดหลวงคนหนึ่งเป็นพิเศษ ผมมองว่าท่านเป็นคน “มีความสามารถ” ผมรู้สึกประทับใจ เป็นพิเศษ เมื่อท่านพูดถึงคำพยากรณ์ ในใบเบิ้ลเก่า ที่เป็นจริงสมบูรณ์ในใบเบิ้ลใหม่ ความสนใจของผม มีมากขึ้น เมื่อท่านพูดถึงวันสิ้นโลก นอกจากนี้ ท่านยังเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คริสเตียนบางคนเคยประสบ ตัวอย่างหนึ่งก็คือ มีคริสเตียนคนหนึ่ง ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าตาย ในการ ”ตาย” ของเธอนั้น เธอต้องประสบความยุ่งยาก อย่างแสนสาหัส เธอถูกฉุดกระชากขาลงไปในนรก ต่อมาเธอได้รับการปล่อยออกมา และฟื้นขึ้นอึก เธอยืนยันว่าพระเจ้ามีจริง รวมทั้งชีวิตหลังความตาย และนรกก็มีจริง ดังที่มีบอกไว้ในใบเบิ้ล นั่นคือเหตุผลในตอนแรก ที่ผมเอนเอียงเข้าหานิกายโปรแตสแตนท์แบบแองกลิกัน

ตอนนั้นผมอายุ 17 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่อาจยึดมั่นในนิกายเดียวได้ตลอดไป ผมเปลี่ยนจากคริสตจักรหนึ่ง ไปอีกคริสตจักรหนึ่ง ผมยังคงแสวงหาความสุขทางใจ และยังไม่อาจตัดสินใจได้ว่า คริสตจักรไหน ที่ผมควรเข้าไปร่วมด้วย

เมื่อผมอยู่ในช่วงปีสุดท้าย ของการรับราชการทหารในกองทัพ ผมรู้จักเพื่อนคนหนึ่ง เขาพาผมไปโบสถ์ที่เขาสังกัดอยู่ ชื่อโบสถ์เซนต์จอห์นเซนต์มากาเร็ต ในที่สุดผมก็รู้สึกอบอุ่นที่โบสถ์แห่งนี้

ผมจริงจังกับกิจกรรมของโบสถ์ ผมเป็นหัวหน้างานบริการถึงสองอย่าง อย่างหนึ่งคือหน้าที่ที่ต้องเกี่ยวกับเด็ก ๆ อีกหน้าที่หนึ่งคือให้บริการด้านกีฬา

ผมรับผิดชอบโครงการสอนพิเศษ ให้แก่เด็ก ๆ ทางโบสถ์จัดให้มีการสอนพิเศษแก่เด็ก ๆ ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ เผยแพร่เนื้อหาของคริสตศาสนาอย่างแยบยล เด็กที่เรียนพิเศษ เป็นเด็กระดับประถมหนึ่งขึ้นไป

ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลเอาใจใส่นักเรียนสองคนเป็นพิเศษ ก่อนเริ่มสอนพิเศษ จะมีการร่วมสวดรำลึก เราจะร่วมร้องเพลงสรรเสริญ และรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ผมจะเล่าเรื่องราวจากใบเบิ้ลให้เด็ก ๆ ฟัง

นอกจากนี้ ผมยังขะมักเขม้นให้บริการด้านกีฬา เราทำงานเผยแพร่ศาสนา โดยชักจูงผู้คน ให้มาร่วมเล่นกีฬา ผมรับหน้าที่ด้านทีมบาสเก็ตบอล ทุกๆ สัปดาห์ เราจะเช่าคอร์ท และเล่นเกมส์การละเล่นกัน

เราชักชวนบุคคลภายนอก ให้มาเข้าร่วมกิจกรรม และชักนำพวกเขามาสู่คริสตศาสนา เราเน้นจิตสำนึกในการดูแลเอาใจใส่ และเป็นห่วงเป็นใย และแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเหล่านี้ ให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ระหว่างและภายหลังการฝึกซ้อม เราพยายามปลูกฝังความเชื่อในคริสตศาสนา แก่เยาวชนเหล่านั้น ส่วนใหญ่พวกเขาเป็นวัยรุ่น และคนหนุ่มสาว

การให้บริการด้านกีฬา เป็นแนวความคิดให้ผลดี ไม่เฉพาะในสิงคโปร์เท่านั้น แต่ในประเทศอื่น ๆ ก็ได้ผลดีเช่นกัน คริสตจักรของผม นับเป็นแห่งแรกในสิงคโปร์ ที่เสนอความคิดในเรื่องการดูแลเอาใจใส่ และเป็นห่วงเป็นใย

ระหว่างที่ผมยังเอาการเอางานกับกิจกรรมของโบสถ์ ผมก็ได้รู้จักสตรีมุสลิมคนหนึ่ง ผมพยายามพูดคุยกับเธอ เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ เธอดูมั่นใจในความถูกต้อง แท้จริง ของศาสนาที่เธอนับถืออยู่ แต่เธอไม่รู้ว่าจะอธิบายความจริงนี้ ให้ผมฟังได้อย่างไร ไม่มีทางใดเลย ที่จะทำให้เธอเชื่อมั่นศรัทธา ในคริสตศาสนาได้ ทำให้ผมแปลกใจ เพราะมุสลิมมากมาย แม้กระทั่งพวกติดยาเสพติด เป็นพวก “เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า อิสลาม เป็นศาสนาที่เที่ยงแท้”

ผมตัดสินใจถามเธอว่า อะไรคือความเป็นจริง เกี่ยวกับศาสนาของเธอ ที่ทำให้ผู้ศรัทธาในศาสนานี้ ไม่มีวันที่จะละทิ้งศาสนาเดิมของเขา เธอเองไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ผมฟังอย่างไร ดีแต่แนะให้ผมไปติดต่อที่ ดารุ้ลอัรกอม ซึ่งเป็นสมาคมของผู้เปลี่ยน มานับถือศาสนาอิสลาม ในสิงคโปร์

ผมตกลงทำตามที่เธอแนะนำ แม้ว่าตอนนั้น ผมยังมองอิสลามว่า เป็นศาสนาที่ชอบสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิง และเป็นศาสนาที่ฝืนกับสติปัญญา เหตุผลของผม ก็คือ ถ้าศาสนาอิสลามดีจริง คนที่นับถือศาสนา ก็ต้องดีด้วย

ผมรู้จักมุสลิมไม่กี่คน แต่คนที่ผมรู้จักเป็นมุสลิมที่แย่ ๆ ทั้งนั้น ผมรู้จักมุสลิมที่ดี อยู่คนเดียว ตอนศึกษา อยู่ในระดับมัธยม แต่เธอก็ไม่เคยถ่ายทอดเนื้อหาของอิสลาม ให้ผม ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น มีมุสลิมที่พยายาม จะเผยแพร่คำสอนของศาสนาอิสลาม ให้ผมอยู่บ้าง

หลังจากเน้นที่สองประเด็นดังกล่าว คุณเรมมี่ผู้สอนก็แนะนำหนังสือ “ISLAM IN FOCUS” ผมรู้สึกตกตะลึง ในสิ่งที่ผมอ่านพบในหนังสือ บางเรื่องที่ผมรู้สึกว่า ไม่สมเหตุสมผลในคริสตศาสนา และไม่มีทางที่จะให้ข้อสรุปได้ ผมก็พบว่ามีคำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้ นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกช็อค ที่อ่านพบในหนังสือว่า สิ่งที่ผมเคยมีศรัทธา และชื่นชอบในพุทธศาสนา ก็เป็นหลักศรัทธาในศาสนาอิสลามเช่นเดียวกัน มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ในหลักคำสอนของพุทธศาสนากับอิสลาม

สัปดาห์ต่อมา ผมกลับไปที่ดารุ้ลอัรกอมอีก เพื่อไปเข้าขั้นเรียน สำหรับผู้เริ่มต้น แต่ชั้นเรียนได้สอนเรื่องหลักการอิสลาม ไปได้ครึ่งทางแล้ว ผมจึงรู้สึกเบื่อ และอยู่เรียนอีกหนึ่ง หรือสองบทก็หมดเวลา ผมซื้อหนังสือเพิ่มอีกสองเล่มคือ “THE CHOICE, ISLAM AND CHRISTIANITY” เขียนโดย อะห์มัด ดีด๊าต และ “THE BASIS OF MUSLIM BELIEF” เขียนโดย แกรี่ มิลเลอร์ ผมรู้สึกประทับใจหนังสือสองเล่มนี้มาก

ผมเจอคุณเรมมี่อีกครั้ง เขาแนะนำผมให้รู้จักอุสตาซ ซุลกิฟลิ ผมได้คุยกับเขา เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม อยู่หลายอาทิตย์

คำถามใดก็ตาม เกี่ยวกับคริสตศาสนา ที่ผมตอบไม่ได้ ผมจะส่งไปให้โบสถ์ และวิทยาลัยใบเบิ้ลแห่งสิงคโปร์ตอบ ผมเริ่มตกที่นั่งลำบาก เพราะผมไม่อาจยอมรับคำตอบ ที่โบสถ์ และวิทยาลัยใบเบิ้ล ส่งกลับมาได้ หากผมยอมรับเหตุผล จากคำตอบ ก็เท่ากับผมดูหมิ่นพระผู้เป็นเจ้า เป็นต้นว่า เมื่อผมพยายามถามถึงสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง ในใบเบิ้ล คำตอบที่ได้รับ ก็คือเป็นการขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือไม่ก็บอกว่า เป็นความผิดพลาดจากการคัดลอก

ผมต้องค้นคว้าด้วยตัวเองอย่างมากมาย เพื่อตอบคำถามที่ดารุ้ลอัรกอมถามผมมา สิ่งที่ผมได้จากการค้นคว้า ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายศรัทธา ในคริสตศาสนาของผม โดยสิ้นเชิง ก็คือประวัติของศาสนจักร

ประวัติศาสนา ความเป็นมาของศาสนจักร ได้เปิดโปงความจริงออกมาว่า แนวความคิดเรื่องตรีเอกานุภาพ (TRINITY) ถูกนำมาเผยแพร่ เป็นครั้งแรก ในปีคริสตศักราชที่ 325 ซึ่งก็คือ 325 ปี หลังพระเยซูคริสต์จากไป ก่อนหน้านั้น มีหลักคำสอน ที่แตกต่างกันอยู่บ้างแล้ว โดยหลักคำสอนทั้งหมดดังกล่าวหลากหลายไม่เหมือนกัน

เมื่อผมทราบข้อมูล เกี่ยวกับคริสตศาสนา ทางแหล่งข้อมูลของศาสนาอิสลามมากขึ้น ผมก็เริ่มไม่ค่อยพอใจ ผมตรวจสอบข้อมูล ที่ได้รับจากเอนไซโคลปิเดียต่าง ๆ รวมทั้งแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ผมพบว่า ความรู้ที่ผมได้รับ จากแหล่งข้อมูลของศาสนาอิสลาม เป็นความจริงที่ถูกต้อง

เมื่อผมพิจารณาดูให้มากยิ่งขึ้น (มากกว่าที่ผมเคยพิจารณามาก่อน) ถึงคำพยากรณ์ที่ว่า “วิญญาณแห่งความจริงจะมา และ นำผู้คนไปสู่ความจริง” ผมเข้าใจได้อย่างแจ่มชัดว่า คำพยาการณ์นี้ กล่าวถึงท่านนบีมุฮำหมัด และสารของท่าน คำพยากรณ์นี้ ไม่ได้บ่งชี้ถึงพระเยซูคริสต์ เพราะชาวคริสเตียนยุคแรก ๆ ไม่สามารถ แม้แต่จะระบุรูปพรรณสัณฐาน ของพระเยซูคริสต์ จนทุกวันนี้ พวกเขาก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ในเรื่องรูปพรรณสัณฐานของท่าน

ระหว่างที่ผมยังเรียนรู้อิสลามอยู่นั้น ผมก็พยายามศึกษาศาสนาอิสลาม จากหนังสือของคริสเตียน ผมพบว่าหนังสือเหล่านั้น มีเจตนามุ่งร้าย จากความรู้ในศาสนาอิสลาม ที่ผมมีอยู่บ้าง ผมสามารถหักล้างคำกล่าวหาผิด ๆ ของชาวคริสต์ ดังตัวอย่างหนึ่ง ที่พวกเขากล่าวหาว่า พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาอิสลาม ทรงห่างเหินกับสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ผมรู้ว่าไม่จริง เพราะว่าในศาสนาอิสลาม พระผู้เป็นเจ้าทรงใกล้ชิด กับสิ่งที่พระองค์สร้าง ใกล้ชิดยิ่งกว่าเส้นเลือดที่หลอดคอเสียอีก

“และโดยแน่นอน เราได้บังเกิดมนุษย์มา และเรารู้ดียิ่งที่จิตใจของเขา กระซิบกระซาบแก่เขา และเรานั้นใกล้ชิดเขา ยิ่งกว่าเส้นเลือดชีวิตของเขาเสียอีก” อัลกุรอาน 50:16

นักเขียนคริสเตียนบางคน ยังอ้างว่า อัลลอฮ์ขาดคุณสมบัติ ในความรักต่อสรรพสิ่ง ผมไม่เข้าใจว่าคริสเตียน เอามาอ้างได้อย่างไร ในเมื่อมุสลิมกล่าวว่า “บิสมิลลาฮ์” ซึ่งมีความหมายว่า ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ อยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ 99 พระนามของอัลลอฮ์ ก็เน้นคุณลักษณะของความรักและห่วงใย ผมจำเป็นต้องปฎิเสธข้อกล่าวหา ที่คริสเตียนมีต่อศาสนาอิสลาม เพราะผมต้องยุติธรรมต่อตัวเอง ผมอ่านหนังสือ “MUHAMMAD IN THE BIBLE” และ “GOSPEL O THOMAS แล้ว ตอนนี้ผมต้องตกตะลึงพรึงเพริดอีก เมื่ออ่าน “THE DEAD SEA SCROLLS” ซึ่งมีผลกระทบเป็นครั้งสุดท้าย ต่อศรัทธาในคริสตศาสนาของผม ผมไม่พบเหตุผล ที่ผมจะยังคงเป็นคริสเตียนต่อไป ผมพบเห็นเรื่องโกหกหลอกลวง ที่ผมไม่คิดว่า จะได้พบในคริสตศาสนา ผมตรวจเช็คความถูกต้อง ทุกรูปแบบ เท่าที่จะสามารถในกรณีที่ผมอาจเข้าใจผิดไปเอง จนไม่มีอะไรเหลือที่จะให้ตรวจสอบอีก

ผมยังคงเรียนรู้ศาสนาอิสลาม จากอัลกุรอาน และหนังสือต่าง ๆ และจากครูมุสลิม ที่มุ่งมั่นที่จะชักนำผม สู่หนทางที่ถูกต้อง อยู่มาวันหนึ่ง อุสตาซ ซุลกิฟลิถามผมว่า

“เมื่อไหร่คุณจะเปลี่ยนมารับเข้าอิสลาม” ผมพูดไม่ออก ผมคิดเรื่องนี้คิดแล้วคิดอีก ผมไม่พบเหตุผลสักอย่างเดียว ที่ผมไม่ควรเปลี่ยนมาเข้ารับอิสลาม หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ตัดสินใจ เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาที่แท้จริง

ตอนแรกครอบครัวของผม ไม่คิดว่าการเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามของผม เป็นเรื่องจริงจัง คนในครอบครัวคิดว่า ผมคงเข้ารับอิสลามเพียงผิวเผิน และยังคงทานเนื้อหมู และใช้ชีวิตเหมือนคนที่ไม่ใช่มุสลิม

แต่พอคนในครอบครัวรู้ว่า ผมเป็นมุสลิมอย่างเคร่งครัดเข้า ก็เลยกลายเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวาย และยิ่งวุ่นวายยุ่งยากขึ้นอีก เมื่อผมถือศีลอดตอนเดือนเราะมะฎอน ผมเกือบจะถูกไล่ออกจากบ้าน สถานการณ์ที่บ้าน ยังคงอึมครึม อีกหลายเดือนหลังจากนั้น

ผมไม่ทานข้าวที่บ้าน ผมโดนต่อว่าไม่รักครอบครัว และยังคงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ระหว่างผมกับคนในครอบครัว ผมพยายามอธิบายคำสอนของอิสลาม ให้คนในบ้านฟัง แต่พวกเขาก็ไม่ยอมเข้าใจ

ผมรู้สึกกังวลที่จะกลับเข้าบ้าน จึงรีรออยู่นอกบ้านจนดึก อยู่มาวันหนึ่งคุณแม่ผมเข้ามาหา ขอร้องไม่ให้ผมอยู่นอกบ้านจนดึกดื่น ท่านบอกว่าคุณพ่อของผมเอง ก็รู้สึกเป็นห่วง ท่านแนะให้ผมซื้อข้าวมาเอง โดยท่านจะช่วยทำให้ผมทานต่างหากไม่ปะปนกัน

ตอนนี้ผมและคนในครอบครัว รับประทานอาหารหะล้าลกันที่บ้าน เพราะเป็นการสะดวก สำหรับคุณแม่ของผม ที่จะปรุงอาหาร ที่ไม่เฉพาะคนในครอบครัวทานได้เท่านั้น แต่ลูกชายที่เป็นมุสลิมของท่าน ก็ทานได้ด้วย

สถานการณ์ที่บ้านเริ่มดีขึ้น แม้จะมีการค่อนแคะ ถากถางพอหอมปากหอมคอ จากคนในบ้านอยู่บ้างก็ตาม อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์

ถอดความ : อนัส ปาลิยะสิทธ์
ต้นฉบับ : http://www.islamicweb.com/
คัดลอกจาก : http://www.thaiislamic.com/ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็้นเวบค้นหาอัลกุรอานพร้อมความหมายภาษาไทย http://www.alquran-thai.com
ญะซากุมุลลอฮุคอยร็อนทุกท่าน

ขอขอบคุณ http://www.baanmuslimah.com

หน้าหลัก

กรกฎาคม 27, 2013



ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

ฟรี สถิติเว็บไซต์