Custom Search

ความกตัญญูพ่อแม

เป็นหน้าที่โดยตรงของลูกทุกคน ต้องแสดงความกตัญญู และปรนนิบัติพ่อแม่ของตนเองให้ดี  ดังปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า " และเราสั่งให้มนุษย์ ทำดีต่อพ่อแม่ของเขา ", " พวกเจ้าอย่านมัสการสิ่งใดทั้งสิ้น ยกเว้นพระองค์เท่านั้น และจงทำดีต่อพ่อแม่ " "หากคนใดจากทั้งสอง หรือทั้งสอง ได้บรรลุสู่วัยชรา ขณะอยู่กับเจ้า เจ้าอย่ากล่าวคำ "อุฟ" กับท่านทั้งสอง และอย่ากร้าวร้าวท่านทั้งสอง แต่จงกล่าวกับท่านทั้งสอง ด้วยถ้อยคำอันมีเกีบรติ " " และเจ้าจงลดตัวของเจ้า ต่อท่านทั้งสอง ด้วยความเมตตา และจงขอพรแก่ท่านทั้งสองว่า โอ้พระผู้เป็นเจ้า โปรดเมตตาท่านทั้งสอง เหมือนกับท่านทั้งสอง ได้เลี้ยงดูข้าพเจ้ามาตั้งแต่เยาว์วัย "

ข้อควรปฏิบัติโดยนิจสิน

ลูกทุกคนควรขอพร (ดุอา) ให้พ่อแม่ของตนทุกเวลาหลังละหมาด โดยขอให้ท่านมีความสุข ปราศจากโรคภัย ไข้เจ็บ ให้มั่งมีศรีสุข และให้พระเจ้ายกโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อท่านได้ชีวิตไปแล้ว ก็ควรขอพรให้แก่ท่านเพิ่มพูนขึ้นอีก โดยขอให้ท่าน มีความสุขในโลกใหม่ ได้รับการอภัยโทษ และได้เข้าสวรรค์ในที่สุด  ได้ท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) ได้กล่าวไว้ความว่า" ใครเว้นการขอพรให้พ่อแม่ ความเป็นอยู่ของเขาจะคับแคบลง"ใครจูบระหว่างสองตาของพ่อแม่ เขาจะได้รับการป้องกันจากไฟนรก ใครจูบเท้าพ่อแม่ ก็เหมือนกับจูบขอบประตูกะอฺบะฮฺ "

การขอบคุณพระเจ้า กระทำโดยการทำละหมาดครบ 5 เวลา และขอบคุณพ่อแม่ โดยการขอพรแก่ท่าน หลังจากละหมาด ทั้ง 5 เวลา

เมื่อท่านทั้งสองแก่ชราลงไป ก็หมั่นปรนนิบัติท่าน โดยไม่รังเกียจท่าน ลูกต้องคอยยกท่านไปถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ อย่าทำท่าขยะแขยงในความสกปรก ที่มีอยู่กับท่าน ทั้งนี้ เพราะเมื่อตอนเรายังเล็กอยู่ ท่านทั้งสองท่าน ได้ปฏิบัติกับเราอย่างเต็มใจ ไม่ขยะแขยงและไม่รังเกียจ แม้เราจะสกปรก ปัสสาวะ อุจจาระ เต็มที่นอน ส่งกลิ่นเหม็นตลบ แต่ท่านก็ทำให้เราได้สบาย ต่อเนื่องมาหลายปี กว่าเราจะช่วยตัวเองได้ ดังนั้น เมื่อท่านกลับคืนไปสู่สภาพอ่อนแอ ประดุจดังทารก ซึ่งท่านช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องปฏิบัติต่อท่านดังกล่าว

ท่านศาสดามุหัมมัดกล่าวไว้ ความว่า " ถ้ามีการแสดงความกร้าวร้าวต่อพ่อแม่ ที่มีระดับต่ำกว่าคำพูด "อุฟ" แน่นอนอัลลอฮ ฺก็จะนำมาห้ามอย่างแน่นอน "

บุคคลที่เนรคุณพ่อแม่ แม้จะทำความดีมากมายสักปานใด ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าสวรรค์ และคนทำชั่วก็อาจได้เข้าสวรรค์ หากเขาเป็นผู้กตัญญูต่อพ่อแม่ โดยอัลหะดิษระบุไว้ ความว่า " ความโปรดปรานของพระเจ้าอยู่ที่ความพอใจของผู้ให้กำเนิด และความกริ้วของพระเจ้า อยู่ที่ความโกรธของผู้ให้กำเนิด " " จะไม่ได้เห็นหน้าฉันเลย คน 3 คน คือ คนที่เนรคุณพ่อแม่ คนที่ทอดทิ้งแนวทางของฉัน และคนที่ไม่ขอพร ซอลาหลาตให้แก่ฉัน เมื่อมีการกล่าวชื่อของฉัน "  " ท่านทั้งหลายจงทำดีต่อพ่อของท่านเถิด แน่นอนลูกๆ ของท่านจะได้ทำดีต่อท่านต่อไป และท่านทั้งหลายจงรักษาตัวไว้ (อย่าล่วงเกินทางเพศต่อหญิงอื่น) แน่นอนผู้หญิงของท่านทั้งหลาย จะได้รับการรักษาตัวเองต่อไป "" ผู้ใดตื่นเช้า โดยพ่อแม่มีความพอใจในตัวเขา หรือเพียงคนใดคนหนึ่ง แน่นอนจักถูกเปิดประตูสวรรค์ให้แก่เขา และผู้ใดอยู่ถึงเย็นโดยพ่อแม่โกรธเขา หรือเพียงคนใดคนหนึ่ง แน่นอนประตูนรกถูกเปิดให้แก่เขา " " ท่านอย่าตัดขาดความสัมพันธ์ กับบุคคลที่พ่อของท่านมีสัมพันธ์ การกระทำเช่นนั้น จะเป็นแสงสว่างสำหรับท่าน แท้จริงความรักของท่าน ก็คือความรักของพ่อท่านนั่นเอง " " ใครทำร้ายพ่อแม่ของเขา หรือเพียงใครใดคนหนึ่ง เขาย่อมเข้านรก "

มีประวัติ เล่ามาจากอะนัส บิน มาลิก

มีชายคนหนึ่งในสมัยของท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) นามว่า อัลกอมะฮฺ เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนามาก อยู่มาเขาล้มป่วยลง และอาการเขาค่อยๆ หนักขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาเลย เขาประสบความทรมาน จากอาการป่วยมากที่สุด และเขาก็คงสภาพเช่นนั้น ติดต่อมาเป็นเวลานาน โดยสภาพปกติทั่วไปแล้ว ถ้าเป็นคนอื่น ก็คงจะตายไปแล้ว แต่อัลกอมะฮฺกลับทุรนทุรายเป็นที่น่าเวทนา บรรดาญาติมิตรมานั่งเฝ้าอาการของเขา ด้วยความเป็นห่วงและสงสาร เพราะอัลกอมะฮฺ เป็นคนทำดีมาโดยตลอด บั้นปลายชีวิตของเขา ไม่น่าจะประสบภาวะเช่นนี้ และทุกคนเต็มไปด้วยความสงสัย จึงเดินทางไปพบศาสดา และรายงานให้ท่านทราบ ท่านศาสดาถามว่า

อัลกอมะฮฺผู้นี้มีพ่อ มีแม่ ไหม

ได้รับคำตอบจากคนกลุ่มนี้ว่า เขามีแม่ที่แก่มาก และยังมีชีวิตอยู่ ท่านศาสดาจึงให้คนไปบอกแก่นางว่า นางจะมาพบด้วยตัวเองไหวไหม ถ้าไม่ไหวท่านศาสดาจะไปพบเอง

เมื่อแม่ของอัลกอมะฮฺได้ทราบเช่นนั้น นางก็ตัดสินใจไปพบท่านศาสดา แม้นางจะชรามาก เรี่ยวแรงเหลือน้อย และสุขภาพไม่ดี นางกะเย้อกระแย่ง ถือไม้เท้าพยุงกาย ไปพบกับท่าน ด้วยความดีใจ และภูมิใจเป็นล้นพ้น นางไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ที่ต้องเดินทางออกจากบ้าน มาพบท่านศาสดา ครั้นเมื่อมาถึงแล้ว ท่านศาสดาก็ถามว่า

"อัลกอมะฮฺลูกชายของยายนั้น เป็นคนอย่างไร?"

นางตอบว่า "เขาเป็นผู้ทำความดีไว้มาก เช่น ทำละหมาด ทำทาน ถือศีลอด และความดีอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน"

ท่านศาสดาถามนางว่า "แล้วยายมีความรู้สึกอย่างไร กับลูกชายบ้าง ยังรักเขาดีอยู่หรือ และเขาเคยมาเอาใจใส่ดูแล ปรนนิบัติบ้างไหม"

นางตอบว่า "ดิฉันโกรธเขามาก เพราะเขาไม่เคยสนใจดิฉัน สาเหตุเพราะเขากลัวเมีย เมียว่าอะไรเขาเชื่อฟังหมด แต่ดิฉันบอกอะไร เขาไม่เคยฟัง เขาจงรักภักดีต่อภริยาของเขามาก จนไม่สนใจดิฉันเลย"

ท่านศาสดาจึงกล่าวแก่นางว่า " ขณะนี้อัลกอมะฮฺ กำลังป่วยหนัก ซึ่งเขาน่าจะตายไปแล้ว แต่กลับทรมาน ทุรนทุราย เป็นที่น่าสงสาร ข้อสำคัญ เขาไม่สามารถกล่าวประโยคปฏิญาณได้ "

หลังจากนั้น ท่านศาสดาจึงลองใจแม่ของอัลกอมะฮฺ โดยสั่งแก่บิลาลว่า "บิลาลเอ๋ย... ท่านจงไปรวบรวมไม้ฟืน แล้วจุดไฟไว้ หลังจากนั้น จงนำตัวอัลกอมะฮฺ มาเผาเสียให้ตาย"

แม่ของอัลกอมะฮฺ เมื่อได้ยินคำสั่งของท่านศาสดาเช่นนั้น ก็ตกใจ และลืมความโกรธที่นางมีอยู่กับบุตรชาย นางสงสาร และให้อภัยแก่เขา พร้อมทั้งวิงวอนว่า "โอ้ท่านศาสดา โปรดอย่าทำอย่างนั้น กับลูกชายของดิฉันเลย ดิฉันให้อภัยแก่เขาแล้ว ดิฉันรักและสงสารเขามาก ดิฉันขอสาบานต่อพระเจ้าว่า ดิฉันพูดจริงจากหัวใจของดิฉัน"

เมื่อท่านศาสดาได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงยิ้มด้วยความพอใจ และสั่งบิลาลว่า บิลาลเอ๋ย ท่านจงไปที่บ้านของอัลกอมะฮฺ จงดูสิว่า อาการของเขาเป็นอย่างไร?

จากนั้นบิลาลก็ไปที่บ้านของอัลกอมะฮฺ และขึ้นไปดูอาการของเขา บิลาลได้เห็นด้วยตาตนเองว่า อาการทุรนทุราย และทรมานของอัลกอมะฮฺนั้น ได้อันตรธานไปจากเขาแล้ว โดยสิ้นเชิง และเขาสามารถกล่าวประโยค ปฏิญาณ ได้อย่างคล่องแคล่ว ต่อมาเขาก็เสียชีวิตอย่างสงบ บิลาลกล่าวแก่บรรดาผู้มาเยี่ยมว่า สาเหตุที่อัลกอมะฮ ฺกล่าวประโยคปฏิญาณไม่ได้ และต้องทุรนทุราย อย่างทรมาน ก็เพราะเขาเชื่อเมียมากกว่าแม่ เป็นเหตุให้แม่โกรธ และขณะนี้แม่ของเขาได้ยกโทษให้แล้ว เขาจึงสามารถกล่าวประโยคปฏิญาณได้ และตายไปอย่างสงบ

หลังจากนั้น ท่านศาสดาไปที่บ้านของอัลกอมะฮฺ และจัดการกับศพของเขาด้วยตนเอง ตั้งแต่อาบน้ำ ห่อ นำละหมาด และฝังจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นท่านก็กล่าวให้โอวาทว่า "ใครเห็นเมียสำคัญกว่าแม่ อัลลอฮฺจะทรงสาปแช่งเขา และความดีของเขาทั้งฟัรดูและสุนัติ อัลลอฮฺจะไม่รับ"

ท่านศาสดามุหัมมัด ได้รายงานโองการหนึ่ง ของพระองค์อัลลอฮฺ ความว่า "เจ้าจงประกาศเถิด แก่ผู้ทำดีกับพ่อแม่ว่า ท่านจงปฏิบัติในสิ่งที่ท่านพึงประสงค์เถิด เพราะแท้จริงอัลลอฮฺทรงให้อภัยแก่ท่าน"

อัลหะดิษ บันทึกโดยมุสลิม และอื่นๆ ความว่า " ลูกไม่มีโอกาสที่จะตอบแทนบุญคุณของพ่อ ได้โดยวิธีใดเลย นอกจากเมื่อเขาเห็นพ่อเขาตกเป็นทาส เขาก็รีบไปปลดปล่อยเสีย "

อัลหะดิษ จากอบีฮุรอยเราะฮฺ ความว่า " ไม่ว่าบ่าวคนใด ที่จะทำละหมาดฟัรดู และขอพรให้แก่พ่อแม่ของเขา ให้พระองค์ทรงอภัย นอกจากอัลลอฮฺจะทรงสนองตอบคำขอของเขา อย่างแน่นอน "

" การทำดีต่อพ่อแม่นั้น ทำให้อายุยืน "

สัญชาตญาณแห่งรัก
การปฏิบัติต่อ พ่อ แม่ ในศาสนาอิสลาม
มารยาทต่อบุพการี
พ่อกับแบบอย่าง และคำสอนของความพอเพียง

 

หน้าหลัก

กันยายน 08, 2012


ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

ฟรี สถิติเว็บไซต์