เศรษฐกิจพอเพียงกับหลักการอิสลาม 3

3) การจัดแบ่งที่ดิน ตามทฤษฎีใหม่นั้น จะมีการแบ่งที่ดินออกเป็นหลายส่วน คือ ส่วนแรก ขุดสระน้ำ ส่วนที่สอง ทำนาข้าว ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน และสมุนไพร และส่วนสุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆ โดยมีอัตราส่วนแตกต่างกัน ตามความเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝน และสภาพแวดล้อม เป็นต้น

ในคัมภีร์อัลกุรฺอาน ได้ระบุเอาไว้ถึงหลักการข้อนี้ ว่า

وَآيَةٌ لَّهُمُ الْأَرْضُ الْمَيْتَةُ أَحْيَيْنَاهَا وَأَخْرَجْنَا مِنْهَا حَبًّا فَمِنْهُ يَأْكُلُونَ  وَجَعَلْنَا فِيهَا جَنَّاتٍ مِن نَّخِيلٍ وَأَعْنَابٍ وَفَجَّرْنَا فِيهَا مِنْ الْعُيُونِ  لِيَأْكُلُوا مِن ثَمَرِهِ وَمَا عَمِلَتْهُ أَيْدِيهِمْ أَفَلَا يَشْكُرُونَ

และ สัญญาณหนึ่งสำหรับพวกเขา นั้นคือ ผืนแผ่นดินที่แห้งแล้ง เราได้ให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และเราได้นำเมล็ดพืช ออกมาจากมัน แล้วพวกเขาก็บริโภคส่วนหนึ่งจากมัน และเราได้ทำให้มีเรือกสวน จากอินทผาลัม และองุ่น ในที่ดินนั้น และเราได้ทำให้มีตาน้ำพุ่งออกมา ในผืนดินนั้น เพื่อที่พวกเขาจะได้กินผลไม้ของมัน ตลอดจนสิ่งที่มือของพวกเขา ได้กระทำมัน แล้วพวกเขาจะไม่ขอบคุณ กระนั้นหรือ?” (ยาซีน อายะฮฺที่ 33-35)

จะเห็นได้ว่า ในบรรดาอายะฮฺข้างต้น ได้ระบุถึงการพัฒนาที่ดิน ให้มีผลประโยชน์ เกิดขึ้นตามกระบวนการ ทางธรรมชาติ ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงกำหนดเอาไว้ โดยระบุถึงแหล่งน้ำในการเกษตร 2 ประการ คือ น้ำฝน และตาน้ำ อันเป็นต้นกำเนิดของลำธาร และแม่น้ำลำคลอง, การเพาะปลูก โดยใช้การหว่านเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อใช้เป็นอาหารหลักในการบริโภค และการปลูกไม้ผล แบบสวนผสม (อินทผาลัม-องุ่น) ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรฺอาน ได้กล่าวถึงพันธุ์พืชชนิดต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย ซึ่งมุสลิมสามารถนำมาเพาะปลูกได้ ในที่ดินของตน ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ตามหลักการของทฤษฎีใหม่ ยังได้ระบุถึงการเลี้ยงสัตว์ ในที่ดินที่ถูกจัดแบ่ง อีกด้วย โดยให้ที่ดินส่วนแรก ซึ่งถูกขุดเป็นสระน้ำนั้น สามารถเลี้ยงปลาพันธุ์ต่างๆ ได้ ส่วนพื้นที่บนสระ อาจสร้างเล้าไก่ และบนขอบสระ อาจปลูกไม้ยืนต้น ที่ไม่ใช้น้ำมาก โดยรอบได้ ในที่ดินส่วนสุดท้าย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆนั้น สามารถสร้างโรงเพาะเห็ด ปลูกพืชสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ และทำคอกสัตว์ได้ ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ว่านี้ ก็คือ แพะนม, แกะ, วัวนม เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมูลของมัน มาเป็นอาหารปลาในสระน้ำ และทำปุ๋ยหมัก ก็ได้

ส่วนน้ำนมของสัตว์ ก็สามารถใช้บริโภคในครอบครัว หรือจำหน่ายได้ กรณีมีมากเกินความต้องการ อีกทั้งเนื้อของสัตว์ดังกล่าว ยังเป็นแหล่งโปรตีนอีกด้วย ทั้งนี้ การเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้สอยงาน เช่นวัว ควาย หรือเพื่อใช้ในการบริโภค เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และส่งเสริมให้มุสลิม ได้กระทำอีกด้วย ดังปรากฏในคัมภีร์ อัลกุรฺอาน ระบุว่า :

وَالأَنْعَامَ خَلَقَهَا لَكُمْ فِيهَا دِفْءٌ وَمَنَافِعُ وَمِنْهَا تَأْكُلُونَ  وَلَكُمْ فِيهَا جَمَالٌ حِينَ تُرِيحُونَ وَحِينَ تَسْرَحُونَ  وَتَحْمِلُ أَثْقَالَكُمْ إِلَى بَلَدٍ لَّمْ تَكُونُواْ بَالِغِيهِ إِلاَّ بِشِقِّ الأَنفُسِ  إِنَّ رَبَّكُمْ لَرَؤُوفٌ رَّحِيمٌ

และปศุสัตว์ พระองค์ทรงสร้างมันสำหรับพวกท่าน ในปศุสัตว์นั้น มีความอบอุ่น (คือหนัง และขน ที่นำมาทำเครื่องนุ่งห่ม ให้ความอบอุ่น) และประโยชน์หลากหลาย และส่วนหนึ่งจากมันนั้น พวกท่านได้บริโภค และสำหรับพวกท่านในฝูงปศุสัตว์ นั้น คือความสวยงาม ขณะที่มันกลับจากทุ่งหญ้า และขณะที่มันออกสู่ทุ่งหญ้า และมัน (ปศุสัตว์) ได้แบกสัมภาระของพวกท่าน ไปยังเมืองที่ไม่ปรากฏว่า พวกท่านไปถึงเมืองนั้น เว้นแต่ด้วยความเหนื่อยยากลำบากใจ แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกท่าน ทรงเอ็นดูยิ่ง อีกทั้งทรงเมตตาเสมอ(อัน-นะหฺลุ อายะฮฺที่ 5-7-)

และพระดำรัสที่ว่า :

وَإِنَّ لَكُمْ فِي الأَنْعَامِ لَعِبْرَةً نُّسْقِيكُم مِمَّا فِي بُطُونِهِ مِن بَيْنِ فَرْثٍ  وَدَمٍ لَّبَنًا خَالِصًا سَآئِغًا لِلشَّارِبِينَ

และ แท้จริงในปศุสัตว์นั้น ย่อมมีข้อคิดที่น่าใคร่ครวญ สำหรับพวกท่าน เราได้ให้พวกท่านดื่ม จากสิ่งที่อยู่ในท้องของมัน จากระหว่างมูลและเลือด เป็นน้ำนมบริสุทธิ์ เป็นโอชาแก่ผู้ดื่มทั้งหลาย (อัน-นะหฺลุ อายะฮฺที่ 66)

กล่าวโดยสรุป การประกอบอาชีพ ด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรม เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และส่งเสริมให้กระทำ อีกทั้งการประกอบอาชีพเกษตร แบบพอเพียง ตามทฤษฎีใหม่ ที่มีลักษณะผสมผสาน ระหว่างการเพาะปลูกอาหารหลัก การปลูกไม้ผล การทำเกษตรสวนผสม ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในกรอบ ที่ศาสนากำหนดวางเอาไว้

ท่านนบี มุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) ก็เคยเลี้ยงแพะแกะให้แก่ชาวนครมักกะฮฺ

ท่านนบี มูซา ก็เคยเลี้ยงปศุสัตว์ให้แก่พ่อตาของท่าน

ท่านนบี ดาวูด ก็มีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก ประดิษฐ์เกราะและโล่

ท่านนบี อาดัม เป็นผู้มีอาชีพเพาะปลูกและทำนาไถหว่าน,

ท่านนบีนัวะฮฺ เป็นช่างไม้ และ

ท่านนบีอิดรีส เป็นช่างเย็บผ้า (รายงานโดย อัล-หากิม)

การประกอบอาชีพ จึงเป็นแบบฉบับของบรรดาศาสดาทั้งหลาย ที่มุสลิมควรถือเอาเป็นแบบอย่าง ในการดำเนินชีวิต

ตอนที่  3  ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน

ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์ และแข่งขันกัน ในทางการค้า แบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง  แนวพระราชดำริของในหลวงข้อนี้ สอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ที่มีระบุ เอาไว้ในคัมภีร์อัลกุรฺอาน และอัล-หะดีษ ดังนี้

พระองค์อัลลอฮฺ ทรงดำรัสว่า :

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ لاَ تَأْكُلُواْ أَمْوَالَكُمْ بَيْنَكُمْ بِالْبَاطِلِ إِلاَّ أَن تَكُونَ تِجَارَةً عَن تَرَاضٍ  مِنكُمْ وَلاَ تَقْتُلُواْ أَنفُسَكُمْ إِنَّ اللّهَ كَانَ بِكُمْ رَحِيمًا  وَمَن يَفْعَلْ ذَلِكَ عُدْوَانًا وَظُلْمًا فَسَوْفَ نُصْلِيهِ نَارًا

โอ้บรรดาศรัทธาชนทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้กินทรัพย์สินของพวกท่าน ระหว่างพวกท่านโดยมิชอบยกเว้นที่เป็นการค้าขาย อันเกิดจากความพึงพอใจจากพวกท่าน และพวกท่านอย่าได้ฆ่าตัวของพวกท่านทั้งหลาย แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺนั้น ทรงเมตตาต่อพวกท่านเสมอ และผู้ใดกระทำสิ่งดังกล่าว โดยละเมิดและอธรรม เราจะนำเขาผู้นั้น เข้าสู่นรกอเวจี” (อัน-นิสาอฺ อายะฮฺที่ 29-30)

อายะฮฺนี้ ได้กำหนดเงื่อนไขในบัญญัติ ว่าด้วยการค้าขาย เอาไว้ 2 ประการคือ

1.การค้าขายนี้ ต้องเกิดจากความพึงพอใจ ระหว่างสองฝ่าย ที่ตกลงค้าขายกัน

2.การได้รับประโยชน์ของฝ่ายหนึ่ง จะต้องไม่ตั้งอยู่บนความเสียหาย หรือขาดทุน ของอีกฝ่ายหนึ่ง

ดังนั้น ศาสนาอิสลาม ไม่อนุญาตให้ศาสนิกชน ทำการแสวงหาทรัพย์สิน หรือผลกำไรในการค้า โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และแนวทาง ที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้น หากแต่อิสลามได้จำแนกแยกแยะ เอาไว้ว่า แนวทางใด เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตามศาสนบัญญัติ และวิธีการใดไม่ถูกต้อง ตามศาสนบัญญัติ ในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ

โดยตั้งอยู่บนหลักมูลฐานที่ว่า แนวทางและวิธีการ ในการแสวงหาทรัพย์สินใดๆ ก็ตาม ที่บุคคลได้รับประโยชน์ บนความสูญเสีย หรือขาดทุนของผู้อื่น สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) และแนวทาง หรือวิธีการใด ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ โดยมีความพึงพอใจ ระหว่างกันและเป็นธรรม สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่อนุมัติ ตามศาสนบัญญัติ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะกล่าวถึงต่อไป ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องการค้าขาย และการแลกเปลี่ยน

ย้อนกลับ  ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 02, 2013

¿ÃÕ Ê¶ÔµÔàÇçºä«µì