เศรษฐกิจพอเพียงกับหลักการอิสลาม 2

นักวิชาการมุสลิม ได้กำหนดหลักเกณฑ์ ในการใช้จ่ายที่เป็นทางสายกลาง เอาไว้ 4 ประการดังนี้

1. พยายามแสวงหาทรัพย์สินที่หะล้าล

2. ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่พอประมาณ พอเพียงต่อความต้องการเท่านั้น

3. พยายามในการใช้จ่ายทรัพย์สิน ไปในกรณีที่จำเป็นต้องใช้จ่าย และ ระงับยับยั้งจากการใช้จ่ายทรัพย์สิน ไปในสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องจ่าย ทั้งนี้ เพื่อหลีกห่างจากการตกไปในภาวะ ของความตระหนี่ และความสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย

4. พยายามรักษาความบริสุทธิ์ใจ ในเจตนา ให้เป็นไปเพื่อพระองค์อัลลอฮฺ ในการปฏิบัติตามหลักการ ที่กล่าวมาข้างต้น (ยาซีน,รุชดีย์;อัลมะฮฺซูรอต. หน้า 88-89)

ตอนที่  2  ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องซื่อสัตย์สุจริต

อิสลามถือว่า การประกอบอาชีพ เป็นสิ่งมีเกียรติ และความเกียจคร้าน เป็นสิ่งที่ถูกประณาม โดยเฉพาะการละทิ้งการทำงาน เพื่อหาเลี้ยงชีพ ของบุคคลที่มีความสามารถนั้น ถือเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) และไม่อนุญาตให้มุสลิมเกียจคร้าน จากการแสวงหาปัจจัยยังชีพ ด้วยข้ออ้างว่า จะปฏิบัติศาสนกิจเพียงอย่างเดียว หรือมอบหมายต่ออัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) โดยไม่ยึดหลัก ของการกระทำปัจจัยเหตุและผล ของเหตุแห่งการกระทำนั้น ทั้งนี้ มีหลักคำสอนระบุเอาไว้ว่า :

لاَيَقْعُدَنَّ أَحَدُكُمْ عَنْ طَلَبِ الرِّ زْقِ

คนหนึ่งในหมู่พวกท่าน อย่าได้นั่ง (งอมืองอเท้า) จากการแสวงหาปัจจัยยังชีพ

ดังนั้น มุสลิมสามารถที่จะแสวงหาปัจจัยยังชีพ ด้วยการประกอบอาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรกรรม การค้าขาย หรือการประดิษฐ์หัตถกรรม หรืออุตสาหกรรม หรือมีตำแหน่งในบริษัท องค์กร หรือเป็นข้าราชการ ตราบใดที่การประกอบอาชีพนั้น ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม หรือมีส่วนเกื้อหนุนต่อสิ่งต้องห้าม กล่าวคือ ต้องเป็นอาชีพหรืองาน ที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ ถูกต้องตามศาสนาบัญญัติ และกฎหมายของบ้านเมือง ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องเป็นกฎหมาย ที่ไม่ขัดต่อศาสนบัญญัติ

ฉะนั้น การขายลอตเตอรี่ การขายสุรา การเลี้ยงสุกร การเปิดบ่อนที่มีใบอนุญาต และการทำธุรกิจสถานบริการเริงรมย์ ตลอดจนการทำธุรกรรม ที่มีดอกเบี้ย มุสลิมไม่สามารถกระทำได้ ถึงแม้จะถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง ก็ตาม

นักวิชาการมุสลิม มีความเห็นต่างกันว่า การประกอบอาชีพใด มีความประเสริฐที่สุด ตามคำสอนในศาสนาอิสลาม ฝ่ายหนึ่งระบุว่า การประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ถือว่าอาชีพหัตถกรรม และการทำงานที่ใช้มือ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ถือว่าการค้าขาย เป็นอาชีพที่ประเสริฐที่สุด

อย่างไรก็ตามนักวิชาการ ที่สันทัดกรณี ระบุว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ ที่แตกต่างกันไป ในยามที่มีความต้องการอาหารหลักมากที่สุด การประกอบอาชีพเกษตรกรรมในยามนั้น ย่อมถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และในยามที่มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด การทำอาชีพค้าขาย ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และในยามที่ผู้คนต้องการสินค้าจำพวกหัตถกรรม หรือผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม การประกอบอาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าว ก็ย่อมถือว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ซึ่งการให้รายละเอียดเช่นนี้ นับว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และหลักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ในปัจจุบัน

เนื่องจากประเทศไทยของเรา เป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ครั้งโบราณ การประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงเป็นอาชีพหลักของคนไทย ถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบัน จะมีแนวโน้มในการสนับสนุน ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมส่วนหนึ่ง ก็ยังคงมีความเกี่ยวข้อง กับภาคเกษตรกรรม ซึ่งนำเอาผลิตผลทางการเกษตร มาแปรรูป อาทิเช่น อุตสาหกรรมผลไม้กระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ จากพืชเกษตร ตลอดจนการปลูกพืชทดแทนพลังงานน้ำมัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ก็มีความเสี่ยงอยู่หลายประการ อาทิเช่น ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร ความเสี่ยงในราคา และการพึ่งพาปัจจัยการผลิต สมัยใหม่ จากต่างประเทศ ความเสี่ยงด้านน้ำที่ใช้มนการเกษตร ปัญหาภัยธรรมชาติ และโรคระบาด ตลอดจนความเสี่ยง ด้านแบบแผนการผลิต เป็นต้น

เหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ว่าด้วย “ทฤษฎีใหม่” เพื่อ เป็นแนวทาง หรือหลักการ ในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีองค์ประกอบหลักดังนี้   1.ที่ดิน   2.พืชเกษตร   3.น้ำ

การบริหารการจัดการองค์ประกอบหลัก ทั้ง 3 ประการ ตามหลัก “ทฤษฎีใหม่” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น มีความสอดคล้อง กับหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม ดังนี้

1) การฟื้นฟูที่ดินรกร้าง คือการที่มุสลิมมุ่งไปยังที่ดินรกร้าง ซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้หนึ่งผู้ใด แล้วมุสลิมผู้นั้น ก็พัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์ ด้วยการปลูกไม้ยืนต้น หรือสร้างอาคาร หรือขุดบ่อน้ำ เอาไว้ใช้สอย ที่ดินผืนนั้น ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้นั้น ทั้งนี้ มีหลักฐานจากอัล-หะดีษระบุว่า :

مَنْ أَحْيَاأَرْضًا مَيِّتَةً فَهَىَ لَه

ผู้ใดทำให้ผืนแผ่นดินที่ตายไปแล้ว มีชีวิต  (คือการพัฒนามัน) ผืนแผ่นดินนั้น ย่อมเป็นสิทธิของเขา(รายงานโดย อะฮฺหมัด และติรมีซี)

และอัลหะดีษที่ระบุว่า :

مَنْ أَعْمَرَ أَرْضًا لَيْسَتْ لأَحَدٍ فَهُوَ أَحَقُّ بِهَا

ผู้ใดพัฒนาผืนดินหนึ่ง ซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ใด ให้มีความเจริญ  เขาผู้นั้น ย่อมมีสิทธิต่อที่ดินผืนนั้น”  (รายงานโดย บุคอรี)

เมื่อการพัฒนาที่ดินที่รกร้าง และไม่มีผู้ใดครอบครองกรรมสิทธิ์ เป็นสิ่งที่อนุมัติ ตามหลักคำสอนของศาสนา การพัฒนาที่ดิน ซึ่งอยู่ในกรรมสิทธิ์ครอบครอง ของผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ก็ย่อมเป็นสิ่งที่สมควรกว่า ทั้งนี้ เพื่อให้ที่ดินที่ครอบครองอยู่นั้น เกิดประโยชน์สูงสุด

2) การเพาะปลูกพืชเกษตร ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช จำพวก ข้าว หรือไม้ผล หรือไม้ล้มลุก ตลอดจนพืชสมุนไพร เป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริม เพราะนอกเหนือจากประโยชน์ในการบริโภค การใช้สอย และการจำหน่ายเป็นสินค้าแล้ว ยังถือว่าเป็นสิ่งที่นำมา ซึ่งผลานิสงค์อันมากมายอีกด้วย ดังปรากฏในอัลหะดีษที่ระบุว่า :

مَا مِنْ مُسْلِمٍ يَغْرِسُ غَرْسًا أويَزْ رَ عُ زَرْعًا ، فَيَأكُلُ مِنْهُ طَيْرٌأو إنسَانٌ إلاَّ كَانَ له به صدقَةٌ

ไม่ว่ามุสลิมคนใด ได้ปลูกต้นไม้ หรือทำการเพาะปลูก แล้วมีนกมากิน หรือแม้ว่ามนุษย์ก็ตาม นอกเสียจากย่อมปรากฏเป็นการทำทาน สำหรับเขาผู้นั้นแล้ว(รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม)

และมีอัล-หะดีษระบุว่า :

اِلْتَمِسُواالرِّزْقَ فى خَبَايَاالأرْضِ

พวกท่านจงแสวงหาปัจจัยยังชีพ ในสิ่งที่ถูกปกปิดไว้ ของผืนดิน (รายงานโดย บุคอรี)

ย้อนกลับ  ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 02, 2013

 

จำนวนผู้เข้าชม