กำเนิดปฏิทินฮิจเราะห์ศักราช

เขียนโดย อ.อาลี เสือสมิง

ราวปีที่ 16-17 (บ้างก็ว่าปีที่ 18) นับแต่การฮิจเราะห์ของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) สู่นครม่าดีนะห์ อันตรงกับช่วงการดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ ของท่านอุมัร อิบนุ อัลคอตตอบ (รฎ.) – ท่านอุมัร (รฎ.) ได้รับให้การให้สัตยาบัน ในปีที่ 13 แห่งฮิจเราะห์ศักราช / คศ.634-  ได้มีการเริ่มนับใช้ปฏิทินอิสลาม โดยนับจากปีที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ได้อพยพ (ฮิจเราะห์) เป็นปีที่ 1 ของศักราช

เรื่องมีอยู่ว่า ท่านอุมัร (รฎ.) ได้ชำระความคดีฟ้องร้องของโจทก์ และจำเลยคู่หนึ่ง โจทก์อ้างว่า จำเลยติดหนี้สินกับตน และจะต้องชำระหนี้ ตามที่ตกลงกันไว้ ในเดือน ชะอฺบาน ท่านอุมัร (รฎ.) ก็ซักว่า เดือนชะอฺบานไหน? ชะอฺบานของปีนี้ หรือปีที่แล้ว หรือปีหน้า? โจทก์ก็มิอาจยืนยัน ในคำให้การของตนได้แน่ชัดว่า เป็นชะอฺบานของปีใด! หลังการชำระคดีความครั้งนั้น ท่านอุมัร (รฎ.) เห็นว่า เกิดความไม่แน่ชัด ในการกำหนดศักราช อันจักกลายเป็นปัญหาต่อไป ในภายหน้า เหมือนคดีความรายนี้ ท่านจึงเรียกเหล่าสาวก ของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับท่าน ในนครม่าดีนะห์ เข้าร่วมประชุมหารือ และสนองความคิด ในการกำหนดปฏิทิน หรือศักราชที่ชัดเจน เพื่อจะได้รู้เวลา ในการชำระหนี้และเรื่องอื่นๆ

มีผู้เสนอว่า ให้กำหนดปีศักราชอย่างเปอร์เซีย แต่ท่านอุมัร (รฎ.) ก็ไม่เห็นชอบกับข้อเสนอนี้ เพราะพวกเปอร์เซียกำหนดปีศักราช ตามปีขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์เปอร์เซีย แต่ละองค์ อีกฝ่ายหนึ่ง ก็เสนอให้ใช้ปีปฏิทิน เหมือนพวกโรมัน ซึ่งนับศักราชแต่ปีขึ้นครองราชย์ ของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ พระราชโอรสกษัตริย์ฟิลิปส์ แห่งมาซิโดเนีย เป็นปีแรก ท่านอุมัร (รฎ.) ก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ อีกเช่นกัน บางคนก็เสนอให้ใช้ปีที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ถือกำเนิด เป็นปีแรกของปฏิทิน ในขณะที่บางส่วนของที่ประชุม เสนอให้นับปีที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ได้รับแต่งตั้งให้ประกาศศาสนา เป็นปีแรก แต่ก็นั่นแหละ มีผู้เสนอให้นับปีที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ทำการอพยพ (ฮิจเราะห์) และบางส่วนก็เสนอ ให้นับปีที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เสียชีวิต

ทว่าท่านอุมัร (รฎ.) เห็นด้วยกับข้อเสนอ ให้ใช้ปีแห่งการอพยพ เป็นปีศักราชแรก ของปฏิทินอิสลาม เนื่องจากชัดเจน และเป็นที่ทราบกัน ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบ ด้วยการนี้ การนับปฏิทินอิสลาม จึงเริ่มขึ้นนับแต่บัดนั้น โดยถือเอาปีที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) อพยพเป็นปีแรกของศักราช และเรียกว่า ปฏิทินฮิจเราะห์ศักราช และตามหลักการแล้ว ถือว่าเรื่องการกำหนดศักราช เป็นมติของเหล่าสาวก ( إِجْمَاعُ الصَّحَابَةِ )

 

ผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมไม่ใช้เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล เป็นเดือนแรก ในปฏิทินไปด้วย ทั้งนี้ เพราะการอพยพ (ฮิจเราะห์) ของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) เกิดขึ้นในเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล แต่ด้วยเหตุไฉน? จึงนับเดือนมุฮัรรอม เป็นเดือนแรก เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอิหม่ามมาลิก (รฎ.) เอง ก็ระบุว่า เดือนแรก แห่งปฏิทินอิสลาม คือ เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล เพราะเดือนนี้ เป็นเดือนที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ได้อพยพสู่นครม่าดีนะห์ ที่ท่านอิหม่ามมาลิก (รฎ.) ว่า ก็ดูสมเหตุสมผล อยู่มิใช่น้อย แต่ไม่นิยมปฏิบัติกัน ทั้งนี้ เพราะเดือนแรก ของชาวอาหรับ ที่ใช้กันมาแต่โบราณนั้น คือ เดือนอัลมุฮัรรอม ถ้าหากไปเปลี่ยนลำดับเดือน ที่ตั้งกันไว้แต่โบราณ ก็จะทำให้เกิดความสับสนได้ จึงกำหนดปีแรกของปฏิทินอิสลาม เป็นปีที่มีการอพยพ (ฮิจเราะห์) และคงเดือนอัลมุฮัรรอมไว้เช่นเดิม ในลำดับเดือนอาหรับที่หนึ่ง เพราะเรื่องของเรื่องอยู่ที่การกำหนด  “ปี” มิใช่การกำหนด “เดือน” แต่อย่างใด

แต่เดิมชาวอาหรับ ก็เคยอาศัยเหตุการณ์สำคัญ ในประวัติศาสตร์ เป็นตัวกำหนดปีศักราชเหมือนกัน กล่าวคือลูกหลานของศาสดาอิสมาอีล (อล.) – คือชาวอาหรับลูกผสมนั่นเอง- นับปีที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อล.) ถูกจับโยนลงในกองเพลิง สมัยกษัตริย์นัมรูซแห่งบาบิโลน ต่อมาก็เปลี่ยนมาใช้ ปีที่ท่านศาสดาทั้งสองสร้างอัลกะอ์บะห์ ครั้นต่อมาก็ใช้ปีที่ท่านกะอฺบ์ อิบนุ ลุอัยย์ เสียชีวิต เป็นปีปฏิทิน แล้วก็เปลี่ยนมาใช้ปีช้าง (คือปีที่อับรอฮะห์ กษัตริย์เยเมน ยกกองทัพช้าง หมายทำลายอัลกะอ์บะห์ ซึ่งศาสดา (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะซัลลัม) ถือกำเนิดในปีนั้น เรียกว่า ปีช้าง แล้วก็ได้ข้อยุติ ในการนับปีแห่งการอพยพ (ฮิจเราะห์) เป็นศักราชที่ 1 ในสมัยท่านค่อลีฟะห์ อุมัร (รฎ.) ดังที่กล่าวมา จวบจนทุกวันนี้ อนึ่งปีปฏิทินฮิจเราะห์ศักราช มิใช่ปีที่กำหนดอายุของศาสนาอิสลาม เพราะอิสลามได้อุบัติขึ้น ก่อนการอพยพมาแล้วถึง 13 ปี โดยประมาณ ณ นครมักกะห์


ที่มา อัลบิดายะห์ วันนี่ฮายะห์ อัลฮาฟิซ อิบนุ กะซีร

ที่มาของเดือนอาหรับ (ชื่อเดือน)

เขียนโดย อ.อาลี เสือสมิง

ชาวอาหรับ นับแต่สมัยโบราณ ได้อาศัยดวงจันทร์ ในการกำหนดปฏิทินของตน (ด้วยการดูจันทร์เสี้ยว เพื่อกำหนดการเริ่มเดือนใหม่) ปฏิทินของชาวอาหรับ จึงเป็นแบบจันทรคติ (Lunation) ในขณะที่ปฏิทินสากล ที่นิยมกันเป็นแบบสุริยคติ (Calender)? จำนวนเดือนของชาวอาหรับ มี 12 เดือน และกำหนดชื่อเดือน จากสภาพภูมิอากาศ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวอาหรับ ในยุคโบราณ ซึ่งมักจะสอดคล้อง กับช่วงเวลา ในการตั้งชื่อเดือน ในจำนวนสิบสองเดือนนั้น

มีอยู่สี่เดือนด้วยกัน ที่มีลักษณะพิเศษ เรียกขานกันว่า บรรดาเดือนต้องห้าม อันได้แก่ เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์ , ซุ้ลฮิจยะห์ , อัลมุฮัรรอม เดือนทั้งสามนี้ มีช่วงเวลาต่อเนื่องกัน และเดือนที่สี่ คือ เดือนร่อญับ ซึ่งเว้นช่วงเป็นเอกเทศ ในช่วงเดือนทั้งสี่นี้ ถือเป็นช่วงเวลาปลอดสงคราม และการรุกราน ในระหว่างชนชาติอาหรับด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อบัญญัติ ที่เป็นมรดกตกทอด ในการจัดระเบียบสังคม นับจากยุคของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.ล.) และท่านศาสดาอิสมาอีล (อ.ล.) และรายชื่อของแต่ละเดือน ที่ชาวอาหรับเรียกขานในภาษาตน เรียงตามลำดับได้แก่

1. เดือนอัลมุฮัรรอม (اَلْمُحَرَّمُ) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า เดือนที่ถูกต้องห้าม สิ่ง ที่ถูกต้องห้าม ในเดือนนี้ คือ การทำสงคราม ตลอดจนการละเมิดในชีวิตทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย การปล้นสะดมภ์ เป็นต้น เดือนนี้ มีช่วงเวลาการติดต่อ กับเดือนแห่งการประกอบพิธีฮัจญ์ (เดือนซุ้ลฮิจญะห์) ดังนั้น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์ ในเดือนซุ้ลฮิจญะห์แล้ว ชาวอาหรับจากทุกสารทิศ ที่มุ่งมาประกอบพิธีฮัจญ์ ก็จำต้องอาศัยช่วงเวลา ในเดือนมุฮัรรอม เพื่อเดินทางกลับสู่มาตุภูมิของตน โดยได้รับความปลอดภัย จากการคุกคามในทุกรูปแบบ ตามเส้นทางขากลับ ทั้งนี้ เดือนอัลมุฮัรรอม นับเป็นเดือนลำดับที่ 1 ของปฏิทินอาหรับ ? อิสลาม อยู่ระหว่างเดือนซุ้ลฮิจญะห์กับเดือนซอฟัร

2. เดือนซอฟัร (صَفَر) เป็นเดือนลำดับที่สอง ของปฏิทินอาหรับทางจันทรคติ อยู่ระหว่างเดือนอัลมุฮัรรอม กับเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ เพราะมีรากศัพท์เดิมว่า "ว่างเปล่า" , "ปราศจาก" ทั้งนี้คำว่า อัซซอฟรุ่ , อัซซุฟรุ , อัซซิฟรุ มีความหมายว่า "ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย" หรือ "ศูนย์" นั่นเอง บ้างก็แปลว่า "หิวโหย" หรือ "ความหิว"  ชาวอาหรับ มักจะกล่าวว่า อัซซ่อฟารอนี่ (الصَّفَرَانِ) ซึ่งหมายถึงเดือนอัลมุฮัรรอม และเดือนซ่อฟัร บ้างก็กล่าวว่า ถ้าหากชาวนครมักกะห์ เดินทางในช่วงเดือนนี้ นครมักกะห์ก็จะร้างผู้คน หรือแทบจะหาคนอาศัย ในมักกะห์ไม่ได้เลย เพราะชาวมักกะห์โดยส่วนใหญ่ จะออกเดินทางไปยังเขตปริมณฑล นอกนครมักกะห์ บ้างก็อธิบายว่า ชาวอาหรับที่ถูกรุกราน และปล้นสะดมภ์ เรียกว่า ริบทุกอย่าง จนไม่มีเหลือ

3. เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล (رَبِيْعُ الأَوَّل) เป็นเดือนลำดับที่สาม เหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ เป็นไปได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ตรงกับฤดูกาลแรก ที่ต้นไม้ใบหญ้าผลิใบ เต็มท้องทุ่ง ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ เพราะคำว่า ร่อบีอุนฺ (رَبِيْعٌ) มีรากศัพท์ที่หมายถึง อุดมสมบูรณ์ , เขียวชอุ่ม และชาวอาหรับซึ่งนิยมเลี้ยงอูฐ และปศุสัตว์ชนิดอื่นๆ มักจะนำเอาสัตว์ ออกไปยังทุ่งหญ้า ในช่วงเวลาของเดือนนี้ เมื่อสมัยโบราณ ที่มีการตั้งชื่อเดือน

4. เดือนร่อบีอุ้ลอาคิร (رَبِيْعُ الآخِر) หรือ ร่อบีอุซซานีย์ (رَبيْعُ الثَّانِيْ) เป็นเดือนอาหรับลำดับที่ 4 เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ ก็คงเป็นเพราะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ อันอุดมสมบูรณ์ ต่อเนื่องจากเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล ซึ่งจะมีฝนตกชุกมากกว่าเดือนอื่นๆ

5. เดือนญุมาดา อัลอูดา (جُمَادٰىالأُوْلى) เดือนลำดับที่ 5 ตามปฏิทินทางจันทรคติ ในครั้งโบราณ เมื่อแรกตั้งชื่อเดือนนั้น ตรงกับช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง กันดาร และร้อนจัด จนกระทั่งแหล่งน้ำ ที่ได้จากตาน้ำนั้นเหือดแห้ง ฝูงอูฐและปศุสัตว์ที่ให้น้ำนมนั้น ก็จะมีอาการอืดอาด ยืดยาด เพราะขาดน้ำ น้ำนมที่ได้จากสัตว์ เช่น อูฐ เป็นต้น ก็พาลหายากไปด้วย เพราะสัตว์ไม่มีน้ำนม ฝนฟ้าก็ขาดช่วง

6. เดือนญุมาดา อัลอาคิเราะห์ (جُمَادٰىالآخِرة) เป็นเดือนลำดับที่ 6 อยู่ระหว่างเดือนญุมาดา อัลอูลา และเดือนร่อญับ เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ ก็คงเพราะยังอยู่ในช่วงฤดูร้อนจัด ที่แห้งแล้ง และน้ำที่ใช้ดื่มกิน และเลี้ยงปศุสัตว์ หายากเต็มที เนื่องจากฝนขาดช่วง มาตั้งแต่เดือนก่อนหน้านี้ ตาน้ำก็แห้งขอด เหมือนตาที่ไร้น้ำตาจะไหลริน ว่ากันอย่างนั้น

7. เดือนร่อญับ (رَجَب) เป็นเดือนลำดับที่ 7 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนญุมาดา อัลอาคิเราะห์ กับเดือนชะอ์บาน คำว่า ร่อญับ มีรากศัพท์ในภาษาอาหรับ ที่หมายถึง ละอาย , เกรงกลัว , ครั่นคร้าม ชาวอาหรับเรียกเดือนนี้ว่า ร่อญับ เพราะยกย่อง และให้ความสำคัญต่อเดือนนี้ เป็นอันมาก นับแต่ยุคอัลญาฮีลียะห์ (ยุคก่อนอิสลาม อันเป็นยุคแห่งอวิชชา) และถือว่า เดือนนี้เป็นหนึ่งในสี่เดือนต้องห้าม ที่แยกเป็นเอกเทศ เมื่อชาวอาหรับเรียกเดือนนี้ว่า อัรร่อญะบานี (اَلرَّجَبَانِ)

เดือนร่อญับทั้งสอง ก็หมายถึง เดือนร่อญับกับเดือนชะอ์บานที่ถัดมา ในเดือนร่อญับนี้ ชาวอาหรับมักจะหาไม้ หรือนั่งร้าน มาค้ำยันต้นอินทผลัม เพราะลำต้นของมันจะอ่อนแอ และโยกคลอน เพราะขาดน้ำ ในช่วงเดือนก่อนหน้านี้ ชาวอาหรับมีสุภาษิตอยู่ประโยคหนึ่ง ว่า "อิช ร่อญ่าบัน ต้ารอ อะญะบัน  (عِشْ رَجَبًاتَرَعَجَبًا)" ซึ่งแปลได้ว่า "จง มีชีวิตอยู่ในช่วงเดือนร่อญับ ท่านก็จักประจักษ์ความแปลกประหลาด อันชวนพิศวง"  หรือในอีกสำนวนหนึ่ง แบบขาโจ๋ว่า "อยู่ให้ถึงร่อญับ ก็จักได้เห็นดี (แบบคาดไม่ถึงทีเดียวเชียว)"

8. เดือนชะอ์บาน (شَعْبَانُ) เดือน ลำดับที่ 8 ตามปฏิทินจันทรคติ กล่าวกันว่า แรกเริ่มเดิมทีเมื่อตอนตั้งชื่อเดือนนั้น ชาวอาหรับจะพากันออกจากเผ่า เพื่อแยกย้ายกันออกค้นหาแหล่งน้ำ เพื่อใช้ในการดื่มกิน และเลี้ยงสัตว์ หลังจากที่ต้องทนลำบาก กับช่วงฤดูร้อน ที่ขาดแคลนน้ำ และต้องระวังรักษาตัว ให้ห่างไกลจากความผิดใดๆ อันจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนร่อญับ ซึ่งเป็นเดือนต้องห้าม คำว่า ชะอ์บาน มีรากศัพท์ในภาษาอาหรับ ซึ่งหมายถึง "การกระจาย" , แยกย้าย การส่งคนออก ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง และการห่างไกลจากเพื่อนฝูง

9. เดือนร่อมาฎอน (رَمَضَانُ) เดือน ลำดับที่ 9 ตามปฏิทินจันทรคติของชาวอาหรับ อันเป็นเดือนสำคัญ สำหรับชาวมุสลิม ในการประกอบศาสนกิจประการที่ 4 จากมุขบัญญัติ ทั้ง 5 ประการ นั่นคือ การถือศีลอด (อัซซิยาม , อัเซาวมฺ) ชาวมุสลิมในบ้านเรา (สยามไงล่ะ) นิยมเรียกกันว่า "เดือนบวช" ซึ่งเป็นการเรียกแบบอนุโลม ตามจารีตของภาษา ที่ชาวมุสลิมบ้านเรารู้กัน มิได้หมายมุ่งจะเอาความหมาย ตามพจนานุกรมภาษาไทย แต่อย่างไร ทั้งนี้ เพราะคำว่า บวช เป็นกริยา หมายถึง ถือเพศเป็นภิกษุสามเณร หรือนักพรตอื่นๆ ในคำสอนของอิสลาม ไม่มีเพศของภิกษุ หรือนักพรต อย่างในศาสนาอื่น แต่คงอนุโลมใช้ ตามนัยยะที่บ่งว่า บวช นั้น หมายความกว้างๆ ถึงการสำรวมในอินทรีย์ (กาย , วาจา , ใจ) งดรับประทานอาหาร และการร่วมประเวณีกับภรรยาของตน ตามช่วงกำหนดเวลาที่แน่นอน กล่าวคือนับแต่แสงอรุณจริงขึ้น เรื่อยไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า โดยมีเจตนาที่แน่นอน

ซึ่งมองดูภาพในลักษณะ ที่ปรากฏจากการบวชของชาวมุสลิม ในช่วงเดือนร่อมาฎอน แล้ว ก็เคร่งครัด ไม่แพ้ผู้ถือเพศบรรพชิตทั้งหลาย เพียงแต่มุสลิมมิใช่บรรพชิต หรือนักบวช อย่างคนในศาสนาอื่นเท่านั้น สำหรับเหตุที่เรียกชื่อเดือนลำดับที่ 9 ตามปฏิทินของชาวอาหรับว่า "ร่อมาฎอน" นั้น กล่าวกันว่า เป็นเพราะเมื่อแรกตั้งชื่อเดือนนี้นั้น พอดีตรงกับช่วงเวลา ที่อากาศของเมืองอาหรับ ร้อนจัดเป็นที่สุด (ร้อนหูฉี่) ทั้งนี้ รากศัพท์ของคำว่า "ร่อมาฎอน" มีความหมาย "ร้อนจัด" (อัรร่อมัฎ - اَلرَّمَضُ) หรือ "ร้อนจนเกือบลุกเป็นไฟ" และ ดวงอาทิตย์ในช่วงเวลานั้น กระทำองศากับพื้นทรายในท้องทะเลทราย แบบจังๆ บ้างก็กล่าวว่า มีรากศัพท์มาจาก อัรรอมฎออฺ (اَلرَّمْضَاءُ) ซึ่งหมายถึงความรุนแร งของความร้อน (ร้อนจัดนั่นแหละ) บ้างก็บอกว่า เดือนนี้ซึ่งผู้คนทำการถือศีลอด และขะมักเขม้นประกอบคุณงามความดี จะเผาผลาญกิเลส และความชั่วทั้งปวง

10. เดือนเชาว๊าล (شَوَّال) เดือนลำดับที่ 10 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนร่อมาฎอน กับเดือนซุ้ลเกาะดะห์ ว่ากันว่า เหตุที่ชาวอาหรับ ตั้งชื่อเดือนนี้ว่า "เชาว๊าล" ก็เพราะอูฐตัวเมียจะยกหางของมัน ชี้เด่ในเดือนนี้ (อ่านแล้ว อย่าคิดลึกจนเกินเหตุ หางที่ว่าเนี๊ยะ หางอูฐนะจ้ะ) ในภาษาอาหรับ เรียกอูฐตัวเมียว่า อันนาเกาะห์ (اَلنَّاقَةُ) เพราะรูปทรงของนางอูฐนั้น สูงชะลูด และมักจะว่านอนสอนง่าย ฝึกฝนให้เชื่อง ไม่ลำบากนัก ซึ่งผู้เขียนก็มิอาจทราบได้ว่า ด้วยเพราะเหตุอันใด พอเวลาเข้าเดือน "เชาว๊าล" ทีไร คุณนางอูฐเธอ ถึงต้องกระดกหาง บางทีอาจจะเป็นการส่งสัญญาณ ให้ประดาอูฐหนุ่ม ได้กระชุ่มกระชวย ในเรื่องอย่างว่า ก็เป็นได้ (ฮิ!ฮิ!)

11. เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์ (ذُوالقَعْد) หรือ ซุ้ลกิอฺดะห์ (ذُوْالقِعْدَةِ) เดือนลำดับที่ 11 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนเชาว๊าล กับเดือนซุ้ลฮิจญะห์ คำว่า อัลเกาะอ์ดะห์ (اَلقَعْدَةُ) ใส่สระ ฟัตฮะห์ที่อักษรก๊อฟ หมายถึง "นั่งหนึ่งครั้ง" หรือเสื่อที่ปูนั่ง ส่วนคำว่า อัลกิอฺดะห์ (اَلقِعْدَةُ) - ใส่สระกัซเราะห์ที่อักษรก๊อฟ  หมายถึง ขนาดพื้นที่ซึ่งผู้นั่งกินพื้นที่เวลานั่ง แต่ถ้าอ่านว่า อัลกุอดะห์ (اَلقُعْدَةُ) ใส่สระฎอมมะห์ที่อักษรก๊อฟ จะหมายถึงสัตว์พาหนะที่ผู้เลี้ยง ใช้ขี่ทำธุระ

เหตุที่เรียกเดือนนี้ว่า ซุ้ลเกาะอ์ดะห์ หรือ ซุลกิอฺดะห์ (เรียกได้ทั้งสองชื่อนั่นแหละ บ่ผิดดอก) ก็เพราะว่า ชาวอาหรับจะนั่งจับเจ่า (คงจะหมายถึง ระงับ ละเลิก) จากเรื่องไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานเผ่าอื่น การพิพาท การปล้นสะดมภ์ ตลอดจนการออกเสาะแสวงหา ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์ นับเป็นหนึ่งในสี่ของเดือนต้องห้าม (อัลอัชฮุรุ้ล ฮุรุม) และในช่วงเวลาการประกอบพิธีฮัจญ์ ในเดือนถัดมา (ซุ้ลฮิจญะห์) ฉะนั้น จึงต้องมีช่วงเวลาที่ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน สำหรับผู้ที่เดินทาง สู่นครมักกะห์ ตามเส้นทางสู่ประกอบการพิธี "ฮัจญ์"

12. เดือนซุ้ลฮิจญะห์ (ذُوالحِْجَّةِ) เดือนสุดท้ายลำดับที่ 12 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์ กับเดือนมุฮัรรอม เหตุที่เรียกเดือนนี้ว่า ซุ้ลฮิจญะห์  (ذُوالحِْجَّةِ)  ก็เพราะว่า เป็นช่วงฤดูฮัจญ์ ที่ชาวอาหรับจากทุกสารทิศ จะเดินทางมุ่งสู่นครมักกะห์ เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ คำว่า อัลฮัจญ์ (اَلْحَجُّ) หมายถึง การเยี่ยมเยียน เช่น เยี่ยมเยียนสถานที่สำคัญ ส่วนคำว่ าอัลฮิจญะห์ (اَلْحِجَّةُ)  หมายถึง "ปี" เพราะการประกอบพิธีฮัจญ์ จะถูกกระทำตามศาสนบัญญัติ ในทุกๆ ปี ชาวอาหรับ บางทีก็นับจำนวนปี โดยอาศัยการประกอบพิธีฮัจญ์ เช่น อาศัยอยู่ในนครมักกะห์ มา 3 ฮัจญ์แล้ว เป็นต้น


ที่มา

อัลมุนญิด ฟิล ลิเฆาะฮ์ วัลอะอ์ลาม ดารุ้ลมัชริก ปี ค.ศ. 1988
ตัฟซีร อายาต อัลอะห์กามฺ (ร่อวาอิอุ้ล บะยาน)มูฮัมมัดอะลีอัซซอบูนีย์
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525

วันสำคัญทางศาสนาอิสลาม

หน้าหลัก

ธันวาคม 13, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

ฟรี สถิติเว็บไซต์