ศาสนา...
มนุษย์ ไม่
สามารถที่จะตัดขาดจากศาสนาได้ ศาสนาได้ให้แสงสว่างสติปัญญา
ความรู้ ความเข้าใจ นำทางหัวใจของเขาด้วยความเชื่อมั่น
ศรัทธา ปลุกพลัง กำลังต่างๆเพื่อให้มีความกระปรี้กระเปร่า
ในเรื่องของความจริงและความดีงาม และกำหนดแบบอย่างที่สูงส่ง
สมบูรณ์ที่สุด เพื่อที่มนุษย์จะได้ไม่เดินผิดเป้าหมายหรือหลงทาง
เราไม่รู้ว่า มีศาสนาหนึ่งศาสนาใด
ที่มุ่งไปสู่เป้าหมายต่างๆเหล่านี้ เพื่อที่จะนำพามนุษย์ไปสู่ความสูงส่งสูงสุด
นอกเหนือจากศาสนาอิสลาม ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทำให้มันสมบูรณ์
ทรงทำให้ความโปรดปรานของพระองค์ ครบถ้วนและทรงพอใจให้อิสลาม
เป็นศาสนาแก่มนุษย์ชาติทั้งหลาย
สุดท้าย อิสลามก็เป็นคำตอบสุดท้าย
ไม่มีความเป็นจริงทางศาสนาที่ไม่มีใครรู้จัก หรือการนำทางแห่งพระเจ้า
ที่ความมืดมิดไม่ได้ถอนตัวออกจากมัน
ในเวลาเดียวกัน ศาสนาเป็นแนวทางที่ไม่สามารถตัดขาดได้
ในการฝึกตัวตน และหมู่คณะให้เดินไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการปกครอง
ในขณะที่ต้องการฝังรากการปกครองของตนพื้นฐานของแนวทางที่ดี
และรูปแบบการปกครองที่ยุติธรรม
ในขณะที่อิสลามอยู่ในฐานะเช่นนี้
ช่วงนี้ อิสลาม ไม่ได้รับความสนใจที่จริงจัง ไม่ได้รับการเอาใจใส่ที่เหมาะสม
ในการตีแผ่ข้อคิด แจกแจงสิ่งเร้นลับ ให้ความกระจ่างและข้อเท็จจริง
ทำให้บทบัญญัติและพิธีกรรมต่างๆปรากฏ ซ้ำยังขาดความพยายามที่เพียงพอในการที่จะเรียกร้องและปลุกขึ้นมาเพื่อไปสู่
อิสลาม และไม่มีกลุ่มมุสลิมที่อุปถัมภ์ นำมาใช้ในการประพฤติปฏิบัติในทุกแง่
ทุกมุมของตน เพื่อที่จะได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มีการปฏิบัติและตัวอย่างที่มีชีวิตชีวา
เรียกร้องไปสู่การนำอิสลามมาเป็นทางนำ และเข้าไปอยู่ภายใต้ร่มเงาที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น
หลายสิ่งที่ได้กล่าวมา สงครามเหล่านั้นที่พวกศัตรูของอิสลามที่เฝ้าจ้องเล่นงาน
และวางแผน เพื่อเล่นงานอย่างแยบยล และเอาจริงเอาจัง สงครามนี้ได้ใช้รูปแบบต่างๆมากมาย
รูปแบบหนึ่งนั้น คือ การสร้างความสงสัย
ก่อความคลุมเครือเกี่ยวกับหลักการอิสลาม
การโฆษณาความเจริญรุ่งเรืองของตะวันตก
ประกาศการค้นพบทางด้านวิชาการ ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม
และความสุขสำราญที่พวกวัตถุนิยมเสพสุขอยู่
การ นำเอารสชาด ตัณหาต่างๆมาหลอกล่อ
นำมาแสดงในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรู้สึกอยากได้ ที่ทำให้หันเหออกจากทางนำ
และทำให้ตกลงไปอยู่ในความหลงผิด
สำหรับสงคราม ที่ประกาศตัวชัดเจนด้านหนึ่ง
กับท่าทีที่เป็นไปในทางลบ ที่บรรดามุสลิมเข้าใจอีกด้านหนึ่ง
มีผลกระทบระยะยาว ในการที่ทำให้หลักการยึดมั่นสั่นคลอน
ให้เกิดความกระเจิดกระเจิง เกิดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างความดี
กับความชั่ว ทำให้มีการแล่นไหลไปตามความใคร่ ตัณหาของตนเอง
จิตใจและการให้ได้มาโดยไม่สนใจในเรื่องของสิทธิ อุดมการณ์
หรือความเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ แต่ประการใด
ที่กล่าวมาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า บรรดาผู้นำ
ผู้ปรับปรุงแก้ไข ให้ใช้ความสามารถที่พวกเขามีอยู่ และปลุกตัวของพวกเขาให้ลุกขึ้นมา
เพื่อเปิดเผยสิ่งที่มีอยู่ในอิสลาม จากความสูงส่ง
ความสวยงาม เพื่อที่จะทำให้ของปลอมของพวกหลอกลวงเสียไป
และความจริงปรากฏตัวออกมา ในลักษณะที่ขาวสะอาด ต่อหน้าผู้ที่ต้องการจะให้ความเป็นมนุษย์ของเขาเป็นจริงขึ้นมา
และมุ่งหน้าสู่อัลลอฮ์ เพื่อจะได้มีความเข้าใจในพระองค์
และมีความสุขสำราญกับความพึงพอใจของพระองค์
อัสไซยยิด ซาบิก สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

นามและความหมาย
"อิสลาม"
อิสลามเป็นภาษาอรับ แปลว่า
สันติ หรือ การเข้าสู่สันติ ผู้ที่ดำเนินชีวิตไปตามแนวทางอิสลาม
เรียกว่า "มุสลิม" หรือ อีกนัยหนึ่ง มุสลิมคือผู้ที่มอบยอมตนที่จะดำเนินชีวิต
ไปตามบถวิถีหรือระบอบอิสลามซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยผู้เป็นเจ้า
แหล่งกำเนิด
ด้วยความเป็นจริงแล้ว
อิสลามหาได้เป็นเพียงศาสนา ที่ว่าด้วยเรื่องนรก-สวรรค์ หรือ
บุญๆ บาปๆ ซึ่งถูกประกาศขึ้น โดยศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะศัลลัม
= ขอความสันติสุขจากผู้เป็นเจ้าจงมีแด่ท่าน) เมื่อพันสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว
อย่างที่เราทั้งหลายมักเข้าใจกันไม่ หากแต่ อิสลาม เป็น
ดีน หรือ บถวิถี (แห่งการดำเนินชีวิต) ซึ่งผู้เป็นเจ้าได้เคยมอบให้แก่ประชาชาติต่างๆ
ในอดีตอันเนิ่นนานมาแล้ว ซึ่งดีนหรือบถวิถีแห่งชีวิตนี้
ได้ผ่านมาทางบรรดานาซีร-ผู้ตักเตือน หรือ นบี-ศาสดา ท่านต่างๆ
ของพระองค์ ที่ได้ส่งลงมายังหน้าแผ่นดินนี้ ตลอดทุกยุคทุกสมัยก่อนหน้านั้น
ด้วยจำนวนมากมายกว่าแสนท่าน ซึ่งบางท่านได้บอกไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอาน
แต่ส่วนมากแล้วมิได้บอกไว้
ด้วยเหตุนี้
จึงอาจกล่าวได้ว่า ทุกๆ ประชาชาติในอดีตก่อนการเกิดขึ้นของศาสดามุฮัมมัดนั้น
ล้วนได้รับทางนำ หรือ การนำทางจากผู้เป็นเจ้ากันมาแล้วทั้งสิ้น
(30/47, 10/47) ซึ่งทางนำ หรือ บถวิถี (แห่งการดำเนินชีวิต)
นี้ ได้มีการเรียกขานกันไปในชื่อนามต่างๆ ของท้องถิ่นภาษาที่ต่างกันไป
ชาวอรับเรียก ดีนุลอิสลาม ดีน = แนวทางหรือบถวิธี อิสลาม
= สันติ (ดีน+อัล-อิสลาม) จึงแปลว่า แนวทางแห่งสันติ หรือ
แนวทางที่นำไปสู่สันติ ชาวชมพูทวีปในอดีตเรียก สันติบถ หรือ
สันติวรบถ - แนวทางที่นำไปสู่สันติ หรือ แนวทางอันประเสริฐที่นำไปสู่สันติ
และบางครั้งบทบัญญัติของบถวิถีนี้ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างในบางครั้งบางประการ
(16/101, 2/106) ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่
หรือ ความเป็นจริงของผู้คนที่ดำรงอยู่ในสถานที่และยุคสมัยนั้นๆ
แล้วที่สุดลำธารสายนี้ ก็มาสิ้นสุดสมบูรณ์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
อีกต่อไป ในยุคสมัยของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ ซึ่งเป็นชาวอรับ
เกิด ณ ประเทศซาอุดิอารเบีย เมื่อประมาณ 1,400 กว่าปีมาแล้ว
ตรงกับ ค.ศ.610 หรือ พ.ศ.1151
อาจกล่าวได้ว่า
บถวิถีแห่งการดำเนินชีวิตที่ผู้เป็นเจ้าได้มอบให้แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด
ศ็อลฯ ในยุคนี้นั้น เป็นบทวิถีที่ครอบคลุมไว้หมดทุกๆ ด้าน
ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในโลกนี้ และด้านอื่นๆ
ที่มา
อลีย์ - อิมรอน
พื้นฐานแห่งอิสลาม
ความหมายของคำว่า "อิสลาม"
อิสลามในด้านภาษานั้น คือ การสยบ
การน้อมนำ จะมีการกล่าวว่า ผู้นั้นเป็นผู้ที่ปลอดภัย คือ
คนนั้นได้เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม ดังที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า
"แล้ว ด้วยอื่นจากศาสนาของอัลลอฮ์
กระนั้นหรือ ที่พวกเขาต้องการ และผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าต่างๆและแผ่นดิน
ยอมสยบแด่พระองค์ ด้วยความสมัครใจ และไม่สมัครใจ และยังพระองค์พวกเขาจะต้องกลับไป" (อาละอิมรอน
/ 83)
คำว่า อิสลาม เมื่อพูดออกมาจะหมายถึง
กลุ่มหลักธรรรม คำสอนต่างๆ ที่อัลลอฮ์
ทรงดลใจมายังท่านนะบีมุฮัมมัด
ผู้นำของมนุษย์ชาติ
เพื่อเรียกร้องไปสู่การให้เอกภาพแด่อัลลอฮ์
การน้อมนำต่อข้อชี้ขาดของพระองค์
การสยบแด่หลักการ ที่บรรดานะบีได้นำมาก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงตรัสว่า
"พระองค์
ได้ทรงวางให้แก่พวกเจ้า จากศาสนา ซึ่งสิ่งที่พระองค์
ได้ทรงสั่งใช้แก่นูห์ และสิ่งที่เราดลใจมายังพวกเจ้า
และสิ่งที่เราได้สั่งใช้แก่อิบรอฮีม มูซา และอีซา คือ
ให้พวกเจ้าได้ดำรงไว้ซึ่งศาสนา และอย่าได้แตกแยกกันในศาสนา" (อัชชูรอ
/ 13 )
หลังจากนั้น คำว่า มุสลิม ได้นำมาเรียกขาน
แก่ผู้ที่ดำเนินตามหลักธรรม คำสอน ของอิสลาม จะมีการกล่าวว่า
นูห์เป็นมุสลิม อิบรอฮีมเป็นมุสลิม มูซาเป็นมุสลิม และอีซาเป็นมุสลิม
เช่นเดียวกัน ผู้ที่ดำเนินตามพวกเขา และน้อมนำต่อหลักธรรม
คำสอนต่างๆที่บรรดานะบีเหล่านั้นได้นำมา พวกเขาจะถูกเรียกด้วยชื่อนี้
เช่นกัน
เมื่อผู้นำของเรา มุฮัมมัด
ซึ่งเป็นนะบีท่านสุดท้าย
ที่ได้นำเอาหลักธรรมคำสอนต่างๆ มาเผยแพร่ และเรียกร้องไปสู่
ท่านได้รับการเรียกชื่อว่า มุสลิม และบรรดาผู้ที่เดินตามท่านจะได้รับการเรียกชื่อว่า มุสลิม และศาสนาที่ท่านได้เรียกร้องไปสู่
ได้รับการเรียกชื่อว่า อิสลาม และการเรียกชื่อนี้
มิได้เกิดมาจากการประดิษฐ์ของคนหนึ่งคนใด แต่ทว่า ชื่อนี้ได้รับการเรียกขานมาจาก
พระองค์ อัลลอฮ์
"วันนี้
ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้า สมบูรณ์แก่พวกเจ้า และได้ทำให้ความเมตตาของข้าครบถ้วนแก่พวกเจ้า
และได้พอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า " (อัลมาอิดะฮ์
/ 3)
"แท้จริง
ศาสนา ณ อัลลอฮ์ คือ อิสลาม" (อาละอิมรอน / 19)
ทุก สิ่งที่ค้านกับแนวทางนี้
ก็ไม่ถือว่า เป็นศาสนาของอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงรับการงานหนึ่ง การงานใด
ที่ไม่สอดคล้องกับศาสนาของพระองค์
อัลลอฮ์ ทรงตรัสความว่า
"และผู้ใด
ปราถนาศาสนาใดอื่น จากอิสลาม เขาจะไม่ถูกรับ และในโลกหน้า
เขาจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ขาดทุน" (อาละอิมรอน
/ 85)
ใครที่แสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใด นอกจากอิสลาม
ที่เป็นศาสนาของบรรดานะบีทั้งหมด ก็จะไม่มีการรับจากเขา
และด้วยเหตุนี้ ในโลกหน้าเขาจึงเป็นผู้ที่ขาดทุน ในทุกความดี
อายะฮ์ที่กล่าว รวมถึงมนุษย์ทั้งหมด ดังนั้น
คนหนึ่งคนใดที่ยอมรับในอิสลาม ไม่เชื่อในอิสลาม ข้อชี้ขาดของอายะฮ์นี้
จะมีผลต่อเขา และในโลกหน้าเขาก็เป็นผู้ที่ขาดทุน เนื่องจากการที่เขาไม่นำพาต่ออิสลาม
เขาจึงเป็นผู้ออกนอกแนวทาง ของบรรดานะบี บรรดาเราะซูลทุกท่าน
อิสลาม มาเพื่อที่จะนำเอาความผ่องใส
กลับคืนสู่หลักธรรม คำสอน และทำให้ศาสนาบริสุทธิ์ ผุดผ่องจากสิ่งที่ติดพันอยู่
จากสิ่งที่เป็นเศษเดน และสิ่งที่มีการบิดเบือน
ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ และการเรียกร้องไปสู่การสมานสามัคคีของประชาชน
ความใกล้ชิดของประชาชาติต่างๆ การทำให้โลกมีเอกภาพ การเรียกร้องผู้คนทั้งหลายไปสู่แนวทางเดียวกัน
ในหลักการเชื่อมั่น และความประพฤติ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขสันติ
ความรัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือกัน จุนเจือกัน เพื่อที่จะให้สังคมมนุษย์ได้ไปสู่ระดับที่สูงส่ง
โดย
เชค ไซยยิด อัสซาบิก
จาก วารสารชี้นำสู่สันติสุข
หลักความเชื่อในอิสลาม
แปลโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
หลักความเชื่ออิสลาม
ซึ่งเป็นหลักความเชื่อที่อัลลอฮ์
ได้
ส่งบรรดาเราะซูลของพระองค์ลงมาด้วยความจริง และพระองค์ได้ประทานคัมภีร์ลงมา
และได้กำหนดให้มนุษย์ทั้งหมดรวมทั้งญิน ตอบรับหลักความเชื่อนี้
ดังดำรัสของพระองค์ที่ความว่า
และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า
อัลลอฮ์
ได้ตรัสไว้ว่า
และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า
พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น
อัลลอฮ์
ได้ตรัสไว้ความว่า
และโดยแน่นอน
เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ์
และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด
บรรดาเราะซูล
ได้มาทำการเรียกร้องสู่หลักความเชื่ออัลอิสลาม
และคัมภีร์ทั้งหมดของอัลลอฮ์
ได้
ประทานลงมาเพื่ออธิบายชี้แจง และอธิบายถึงสิ่งที่จะมาทำลายหลักความเชื่ออิสลามให้ต้องเสียหาย
ทุกคนที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ จะถูกใช้ให้ตอบรับหลักความเชื่อด้วยกับความสำคัญของหลักความเชื่ออิสลาม
และสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นประการแรก
ด้วยเฉพาะหลักความเชื่อที่จะมาทำให้เกิดความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
อัลลอฮ์
ทรงตรัสความว่า
ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ
อัฎ-ฎอฆูตและศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว
ความหมายคือ ใครที่ละทิ้งหลักความเชื่ออิสลาม
การยึ่ดมั่นของเขาก็อยู่กับสิ่งที่ไม่แน่นอนและสิ่งที่เป็นเท็จ
ดังนั้นไม่มีอะไรหลังจากสัจธรรมนอกจากความหลงผิด
เช่นนั้นแหละ
เพราะว่าอัลลอฮ์
คือผู้ทรงสัจจะและแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์
มันเป็นเท็จ
และเช่นนั้นที่พำนักของเขาคือนรกญะอันนัม และเป็นที่พำนักที่เลวร้ายยิ่ง
สำหรับอากีดะห์หรือหลักความเชื่อ คือ การที่บ่าวนั้นเชื่อมั่นด้วยกับหลักความเชื่ออิสลาม
และได้ยึ่ดมั่นเป็นศาสนา หากหลักความเชื่อตรงกับหลักการที่อัลลอฮ์
ได้ส่งบรรดาเราะซูลให้นำมา
และตรงตามหลักความเชื่อที่ถูกระบุไว้ในอัลกุรอาน ถือว่าหลักความเชื่อนั้นเป็นหลักความเชื่อที่ถูกต้อง
เขาจะได้รับความปลอดภัยและรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์
จะ
ได้รับความสุขในโลกดุนยา และอาคีเราะฮ์ (โลกหน้า) และหากใครที่มีหลักความเชื่อสวนทางขัดแย้งกับหลักความเชื่อที่ถูกส่งมา
และค้านกับหลักความเชื่อที่ถูกประทานลงมาในคัมภีร์ของพระองค์
ดังนั้นใครที่มีอากีดะห์ค้านกับบรรดาเราะซูลและค้านกับคัมภีร์ต่างๆ
เขาก็สมควรที่จะได้รับการลงโทษและความลำบากทั้งโลกนี้และโลกหน้า
ถ้ามีหลักความเชื่อที่ถูกต้องและบริสุทธิ์
ทรัพย์สมบัติและเลือดเนื้อของเขาจะได้รับการปกป้อง และห้ามการเป็นศัตรูสร้างความเดือดร้อนให้แก่เขา
เหมือนดังคำพูดของท่านนะบี
ความว่า
ฉันได้ถูกใช้ให้ทำการสู้
รบกับผู้คน จนกว่าเขาจะกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์
เมื่อพวกเขาได้กล่าวคำปฏิญาณ (ชะฮาดะฮ์) พวกเขาจะได้รับการปกป้องจากฉัน
เลือดเนื้อของพวกเขา สมบัติของพวกเขา นอกจากสิทธิของมัน (หมายถึงหมายถึงสิทธิที่อิสลามอนุญาตในเรื่องเลือดเนื้อ
และทรัพย์สิน- ผู้แปล )
และท่านเราะซูล
ได้กล่าวไว้ความว่า
ใครที่ได้กล่าวปฏิญาณว่า
ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกเคารพโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์
และเขาได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกเคารพนอกจากอัลลอฮ์ สมบัติของเขาและเลือดเนื้อของเขาเป็นที่ต้องห้าม
และจะได้รับการปกป้อง ส่วนการคิดบัญชีของเขาเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์
ผู้ทรงเกียติรที่สูงส่ง (บันทึกโดยมุสลิม)
และเช่นเดียวกันใครที่มีหลักความเชื่อที่ถูกต้อง
เขาจะรอดพ้นการลงโทษในวันกิยามห์
โดยมีรายงานจากอิหม่ามมุสลิม จากท่านญาบิรรอฏิยัลลอฮูอันฮู
แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์
ได้กล่าวความว่า
ใครที่ได้พบกับอัลลอฮ์
โดยที่เขาไม่เอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์(การทำอิบาดะห์ด้วยความบริสุทธิ์ใจและมอบต่ออัลลอฮ์องค์เดียว
) เขาจะได้เข้าสวรรค์ และใครที่ไปพบกับอัลลอฮ์โดยที่เขาได้ยึดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์(ชิริก)
เขาจะได้เข้านรก
ซอเฮี๊ยะอัลบุคอรีย์และมุสลิม
จากหะดีษของท่านอุตบาน บิน มาลิก รอฏิยัลลอฮูอันฮู
แท้จริงอัลลอฮ์จะห้ามจาก
ไฟนรก ผู้ที่ได้กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกเคารพโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์
โดยที่เขาแสวงหาความพอพระทัยจากอัลลอฮ์
หลักความเชื่อที่ถูกต้องต่ออัลลอฮ์
จะมาลบล้างความผิด
ได้มีรายงานจากอัตติรมีซีย์ และท่านอิหม่ามอัตติรมีซีย์ถือว่าเป็นหะดีษที่ดี
จากท่านอะนัส
กล่าวว่า
อัลลอฮ์
ได้ตรัสไว้ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย หากเจ้าได้มาพบฉัน ในสภาพที่นำพาบาปมาเต็มแผ่นดิน
โดยที่เจ้ามาพบฉันและไม่นำสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นภาคีต่อฉัน
แน่นอนฉันจะให้การอภัยโทษแก่เจ้า (เต็มแผ่นดิน)
การอภัยโทษมีจำนวนเต็มแผ่นดิน หรือเกือบเต็มแผ่นดิน
แต่มีเงื่อนไขที่จะได้รับการอภัยโทษอันนี้ คือ การมีหลักความเชื่อที่บริสุทธิ์ปราศจากการตั้งภาคี(ชีริก)
ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งภาคีเล็กหรือ การตั้งภาคีที่ใหญ่
ซึ่งอัลลอฮ์
ได้ตรัสไว้ความว่า
วันที่ทรัพย์สมบัติและลูกหลานจะไม่อำนวยประโยชน์ได้เลย เว้นแต่ผู้มาหาอัลลอฮ์ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส
ท่านอิบนูกอยยิมรอฮิมาอุลลอฮ์ได้กล่าวเกี่ยวกับความหมายของหะดีษ
ท่านอุตบาน
จะได้รับการอภัยโทษแก่บรรดาผู้ที่ มีหลักเตาฮีด
การให้เอกภาพต่อพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีการเจือปนของการตั้งภาคีใดๆ
และผู้ที่ไม่มีหลักเอกภาพเหมือนที่กล่าวมาจะไม่ได้รับการอภัยโทษให้
ถึงแม้ผู้ที่มีหลักเตาฮีดที่บริสุทธิ์ ไปพบพระเจ้าของเขาในสภาพที่เขามีบาปเต็มแผ่นดิน
แต่อัลลอฮก็จะการอภัยโทษให้แก่เขาเท่าเต็มผืนดิน และผู้ที่หลักความเชื่อของเขาบกพร่องจะไม่ได้รับการอภัยนี้
เพราะแท้จริงหลักเอกภาพ(หลักความเชื่อ)ที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีการตั้งภาคี(ชีริก)เข้ามาปะปน
บาปต่างๆจะไม่เหลืออยู่ เนื่องจากหลักเตาฮีดที่ถูกต้องนั้น
จะมารวมไว้ซึ่งความรักต่ออัลลอฮ์ และการสดุดีต่อพระองค์
และให้ความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ และมีความกลัวต่อพระองค์
มีความหวังต่อพระองค์ เพียงพระองค์เดียว เมื่อเป็นเช่นนั้นบาปต่างๆ
ก็สมควรที่จะได้รับการลบล้างถึงแม้จะมีบาปมากเต็มแผ่นดิน
สำหรับสิ่งสกปรกที่มันเกิดขึ้น และสิ่งที่ขจัดสิ่งสกปรกแข็งแรงกว่า....จนจบคำพูด
ของอิบนูกอยยิม
การงานที่เกิดขึ้นจากหลักความเชื่อที่ถูกต้องจะถูกตอบรับ
และผู้กระทำงานนั้นจะได้รับประโยชน์
ผู้ใดปฏิบัติความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม
โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นเราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดีและแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาซึ่งรางวัลของ
พวกเขา ที่ดียิ่งกว่าที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้
และในทางตรงกันข้าม
การมีหลักความเชื่อที่ไม่ถูกต้องจะมาทำให้การงานทั้งหมดเป็นโมฆะ
และต้องเข้าไปอยู่ในนรกตลอดกาล อัลลอฮ์
ผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสไว้ความว่า
แท้จริงอัลลอฮ์
จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคี
ขึ้นแก่พระองค์และพระองค์ทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์
ทรงประสงค์
แท้จริงผู้ใดให้มีภาคีต่อ
อัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา
และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด
ๆ ( อัลมาอิดะห์ 72 )
สำหรับหลักความเชื่อที่บริสุทธิ์ถูกต้องมีผลที่ดีต่อจิตใจ
การใช้ชีวิตในสังคม มีกฏระเบียบในการดำเนินชีวิต
ในยุคของท่านนะบี
มีคนอยู่สองกลุ่มที่ทำการสร้างมัสยิด
หนึ่งในสองกลุ่มที่กล่าวมานั้น ได้สร้างมัสยิดด้วยเจตนาที่ดี
มีหลักความเชื่อที่ถูกต้องต่ออัลลอฮ์
อีกกลุ่มหนึ่งได้สร้างมัสยิดโดยมีเจตนาที่เลวร้าย และมีหลักความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง
อัลลอฮ์จึงมีคำสั่งใช้ให้นะบีของพระองค์ละหมาดในมัสยิดที่สร้างขึ้นบนรากฐาน
ของความยำเกรง และพระองค์ได้ห้ามท่านนะบีไม่ให้ไปทำละหมาดในมัสยิดที่สร้างขึ้นบนรากฐานของ
การปฏิเสธ และมีเจตนาที่เลวร้าย โดยที่อัลลอฮ์
ได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

และบรรดาผู้ที่ยึดเอา
มัสยิดหลังหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อนและปฏิเสธศรัทธาและก่อให้เกิด
การแตกแยกระหว่างบรรดามุมินด้วยกัน และเป็นแหล่งซ่องสุมสำหรับผู้ที่ทำสงครามต่อต้านอัลลอฮ์และเราะ
ซุลของพระองค์มาก่อนและแน่นอนพวกเขาจะสาบานว่า เราไม่มีเจตนาอื่นใดนอกจากที่ดี
และอัลลอฮ์นั้นทรงเป็นพยานยืนยันว่า แท้จริงพวกเขานั้นเป็นพวกกล่าวเท็จอย่างแน่นอน

เจ้าอย่าไปร่วมยืน ละหมาดในมัสยิดนั้นเป็นอันขาด
แน่นอน มัสยิดที่ถูกวางรากฐานบนความยำเกรงตั้งแต่วันแรกนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เจ้า
จะเข้าไปยืนละหมาดในนั้น เพราะในมัสยิดนั้นมีคณะบุคคลที่ชอบจะชำระตัวให้บริสุทธิ์
และอัลลอฮ์นั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ

ผู้ที่วางรากฐานอาคาร
ของเขาบนความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และบนความโปรดปรานนั้นดีกว่าหรือว่าผู้ที่วางรากฐานอาคารของเขาบนริมขอบเหว
ที่จะพังทลายลง แล้วมันก็พังนำเขาลงไปในนรก และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ชี้แนะทางแก่กลุ่มชนที่อธรรม
ดอกเตอร์
ซอและห์ บิน เฟาซาน
ที่มา http://www.islammore.com
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
ความต้องการของมนุษย์ชาติ
ต่อ บรรดานะบี
และ เราะซูล
อะไร?
คือ อิสลาม
ลักษณะทั่วไปของอิสลาม
อิสลามเบื้องต้น
เสา 5 ต้นของอิสลาม
อิสลาม
วิถีแห่งชีวิต
อะไร คือ
อิสลาม
ศาสนาที่เที่ยงแท้
มาเข้าใจอิสลามกันเถิด
อิสลามศาสนาแห่งสันติภาพ
คุณค่าของอิสลาม
อิสลามกับคำถามที่คุณอยากรู้
ศาสนาคือบูรณาการแห่งชีวิต
ผู้ปฏิเสธพระเจ้า...
หน้าหลัก