ความจำเป็นในการเรียนสำหรับมุสลิมทุกคน

เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปแล้วว่า การเรียนนั้น เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุง เพื่อให้ได้รูปแบบที่ดีที่สุด และสอดคล้องกับการพัฒนาการทางด้านสติปัญญา และร่างกาย สิทธิเสรีภาพ และความสำนึกที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า และสิ่งถูกสร้างทั้งหลายในโลกนี้ การเรียนนั้น สามารถทำได้ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ทั้งนี้ เนื่องจากว่าความหมายของการเรียนนั้น คือ กระบวนการแสวงหาความรู้ และเสริมสร้างทักษะ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนลักษณะนิสัย ที่บุคคลแต่ละคนสามารถกระทำได้

ดังอัลลอฮฺตรัสในอัลกุรอาน ความว่า จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของเจ้า ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้น ผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนให้ใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

จากพระดำรัสของอัลลอฮฺข้างต้น สามารถเข้าใจได้ว่า การที่พระองค์ทรงบัญชาให้เรียนนั้น เป็นการเรียกร้องที่ต้องสนองตอบให้ได้ และการได้มาซึ่งความรู้นั้น จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การอ่านผลงานวิชาการของผู้รู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การโต้ตอบ การศึกษาวิจัย เพื่อหาความรู้ในสาขาใดสาขาหนึ่ง เป็นต้น

แหล่งความรู้เพื่อการเรียนรู้นั้น มีหลายแหล่ง ซึ่งอัลกุรอานได้รับการถือว่า เป็นแหล่งการเรียนรู้หลัก โดยเฉพาะสำหรับมุสลิม และมนุษยชาติโดยทั่วไป ในขณะที่หะดิษได้รับการถือว่า เป็นแหล่งลำดับที่ 2 ซึ่งโดยหลักการแล้วหะดิษหมายถึง สิ่งที่มาจากท่านรอซูล ทั้งที่เป็นคำพูด การกระทำ และการยอมรับ สำหรับแหล่งการเรียนรู้ลำดับที่ 3 คือ สติปัญญาซึ่งเป็นอวัยวะที่มีอยู่จริง แต่มิอาจสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ และไม่อาจล่วงรู้ถึงขอบเขตของมันได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามผลที่เกิดจากสติปัญญานั้น สามารถสัมผัสได้ หลังจากผ่านกระบวนการคิดอย่างสมบูรณ์แล้ว และแหล่งที่ 4 คือ ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นที่อ้างอิงทบทวนกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งประวัติศาสตร์นั้น เป็นความรู้ที่มีลักษณะพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่อำนวยประโยชน์ แก่มนุษย์ชาติมากมาย

ส่วนหนึ่งของประโยชน์จากการหาความรู้ สาขาใดสาขาหนึ่งนั้น คือ ด้วยการใช้ความรู้นั้น มนุษย์สามารถตัดสินใจกระทำการใดๆ ได้อย่างถูกต้อง สามารถก่อให้เกิดผลดีต่อตนเอง สังคมโดยรวม ทั้งยังช่วยสนับสนุนให้สังคม และประเทศชาติ ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อผลประโยชน์ของชนในชาติทุกคน และด้วยความรู้นั้น จะเป็นสาเหตุให้ปัจเจกบุคคล และสังคม มีความเข้มแข็ง และมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ศึกษาหาความรู้ ทั้งภาคบังคับต่อตนเอง ( Fardu ain ) และภาคบังคับต่อสังคม ( Fardu kifayah ) นั้น จะเป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮฺ รอซูลของพระองค์ และมวลมนุษย์ทั้งหลาย อีกทั้งได้รับเกียรติในชีวิต ทั้งโลกนี้และโลกหน้า และยังได้รับเกียรติ และการยกย่องจากสังคมอีกด้วย

ในอีกด้านหนึ่งด้วยการมีความรู้นั้น มนุษย์จะเข้าใจถึงคุณลักษณะอันสูงส่ง การมีอำนาจสูงสุด และความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ อีกทั้งยังสามารถเข้าใจ ถึงวิทยาปัญญาของการสร้างโลก และจักรวาลนี้ ส่งผลให้ผู้ที่มีความรู้นั้น มีความศรัทธาและยำเกรงต่ออัลลอฮฺมากขึ้น ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า หน้าที่ในการเรียนรู้นั้น เป็นหน้าที่หนึ่งที่สำคัญยิ่ง ต่อการพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติ อันเป็นการสอดคล้องกับการพัฒนา ตามการเรียกร้องของอิสลาม ทั้งอัลกุรอานและอัลหะดิษ ต่างก็กำชับประชาชาติมุสลิมให้แสวงหาความรู้ ดังปรากฏในหลายแห่งเช่น อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ ความว่า ผู้ที่เขาเป็นผู้ภักดีในยามค่ำคืนในสภาพของผู้สุญูด และผู้ยืนละหมาด โดยที่เขาหวั่นเกรงต่อโลกอาคีเราะห์ และหวังความเมตตาของพระเจ้าของเขา (จะเหมือนกับผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺกระนั้นหรือ) จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) บรรดาผู้รู้ และบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นจะใคร่ครวญ และอัลลอฮฺทรงตรัสไว้ ความว่า และเรามิได้ส่งผู้ใดมาก่อนหน้าเจ้า นอกจากเป็นผู้ชายที่เราได้วะฮีย์แก่พวกเขา ดังนั้น พวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้หากพวกเจ้าไม่รู้

ในส่วนของหะดิษนั้นมีรายงานหลายหะดิษเช่น ท่านรอซูลได้กล่าวไว้ความว่า การแสวงหาความรู้นั้นเป็นหน้าที่ของบรรดามุสลิมทุกคน

และในอีกหะดิษหนึ่งท่านรอซูลกล่าวไว้ความว่า มนุษย์มี 2 จำพวก คือ ผู้มีความรู้และผู้แสวงหาความรู้และไม่มีความดีใดๆนอกจากคน 2 จำพวกดังกล่าว

คัดลอกจาก : www.fathoni.com

หน้าหลัก

พฤศจิกายน 04, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

ฟรี สถิติเว็บไซต์