หน้าหลัก
อิสลามเบื้องต้น
รอมฏอนกะรีม
เกร็ดความรู้
บันได7ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ
ศรัทธา
อัลกุรอาน
อัลหะดีส
หลักการอิสลาม
วันนี้ในอดีต
ไขข้อข้องใจ
คลังความรู้

ประวัติศาสตร์อิสลาม
มุมผู้ที่สนใจอิสลาม
ศัพท์เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม
บอร์ดเพื่อการศึกษา


ซูเราะฮฺอัดดุฮา

ซูเราะฮฺที่ 93 "อัดดุฮา" หรือ แสงสว่างจ้าในยามแรกของวัน บัญชาที่พระนครมักกะฮฺ มี 11 อายัด ถัดจากซูเราะฮฺ อัลฟัจร์ สัมพันธ์กับซูเราะฮฺก่อนซึ่งกล่าวว่า "ผู้ที่เกรงกลัวนั้น เขาก็จะปลีกตัวของเขาออกห่างจากไฟ" ในซูเราะฮฺนี้ อัลลอฮฺ ซ.บ. ก็ได้กล่าวถึงความโปรดปรานของพระองค์ต่อรอซูลของพระองค์

ซูเราะฮฺนี้ ในเมื่อได้บัญชาลงมาแล้ว รอซูล ช.ล. ก็ได้ตักบีร ในเมื่อได้อ่านจบซูเราะฮฺแล้ว ฉะนั้น จึงสุนัตให้ ตักบีร ในเมื่อได้อ่านซูเราะฮฺนี้จบแล้ว และมีคำริวายะฮฺว่า รอซูล ช.ล. ใช้ให้ตักบีร ในเมื่ออ่านซูเราะฮฺจบลง และยังใช้ให้ตักบีรทุกครั้งการจบซูเราะฮฺหลังจากซูเราะฮฺนี้อีก คำตักบีรนั้นคือ "อัลลอฮุอักบัร" หรือ "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร"

คำบรรยาย

นักริวายะฮฺมีความเห็นพ้องต้องกันว่า สาเหตุที่ลงซูเราะฮฺนี้มา เนื่องด้วยวะฮีย์ ได้หยุดชงักไปชั่วคราว ซึ่งกระทำให้รอซูล ช.ล. เศร้าสลดเสียใจ ถึงกับท่านได้เวียนขึ้นไป บนภูเขาที่สูงๆ หลายครั้ง เพื่อรอการลงวะฮีย์ และที่ท่านเศร้าเสียใจนั้น ก็เพราะท่านเกรงว่า พระผู้เป็นเจ้าจะโกรธ หรือเกลียดท่าน แต่ก็ไม่นานนักก็มีวะฮีย์ลงมาอีก อัลลอฮฺ ซ.บ. ได้ลงซูเราะฮฺนี้มา พร้อมทั้งบรรทุกเอาความเป็นมนุษย์อันประเสริฐ มาประทานให้ด้วย และให้รอซูลของเรา พบกับความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ และให้พบกับความกรุณาของพระองค์อย่างมากมาย เสมือนพระองค์ได้กล่าวกับรอซูลของพระองค์ ไว้ดังนี้ "แท้จริงเราได้โปรดปรานท่านแล้ว ด้วยการลงวะฮีย์นี้มาให้อีก การที่เราได้ให้วะฮีย์หยุดชงักไปชั่วคราวนั้น มิได้ทอดทิ้งท่าน และโกรธเกลียดท่าน หรือลืมท่านดอก เป็นด้วยเราต้องการ จะไม่ให้ท่านลืม ที่จะรับอะมานะฮฺของเราไว้ และเพื่อให้ท่านเตรียมตัวไว้ ให้เข้มแข็งในการที่จะรับหน้าที่ ในการเป็นรอซูลต่อไป ท่านอย่าได้เสียใจต่อไปอีกเลย! และอย่าได้ทำให้มันเป็นบาดแผลขึ้นในใจของท่าน การที่ได้ให้วะฮีย์หยุดชงักไปชั่วคราวนั้น ก็มิใช่อย่างอื่นเลย นอกจากจะให้จิตใจของท่าน แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และกระทำให้ตัวของท่านแข็งแรง ในการที่จะแบกเอาความยากลำบาก ไว้ให้ได้เท่านั้น"

อธิบายประโยค
ประโยค 1 - 2 - 3

 "โดย - แสงสว่างจ้า ในยามแรกของกลางวัน และโดยเวลากลางคืน ที่เงียบสงัด (ยามุฮัมมัด) พระเจ้าของท่าน ไม่ได้ทอดทิ้งท่าน และมิได้ไม่พอใจท่านดอก"

การที่อัลลอฮฺ ซ.บ. ใช้ประโยค "กอซัม" สาบานกับรอซูลของพระองค์นั้น ตามหลักการของวิชามะอานีย์ แจ้งให้เราทราบได้ว่า เท่ากับพระองค์ได้ยืนยัน ในรอซูลของพระองค์ว่า อันที่จริง พระองค์อัลลอฮฺมิได้ทอดทิ้ง หรือโกรธเกลียดท่าน (รอซูล ช.ล.) ตามที่ท่านคิดดอก

ประโยคที่ 4

"และแน่แท้สำหรับท่านนั้น บั้นปลายดีกว่าเบื้องต้น" คือ พระผู้เป็นเจ้า กล่าวปลอบรอซูลของพระองค์ เพื่อให้จิตใจของรอซูล มั่นคงเข้มแข็ง และบอกอีกว่า ในตัวของรอซูลนั้นมี "อัตตอมะอฺนีนะฮฺ" อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งมีความเป็นมนุษย์ อย่างสมบูรณ์ด้วย ซึ่งหมายความว่าชีวิตของรอซูล ช.ล. ต่อจากนี้ไป จะมีความดียิ่งกว่าที่แล้วมา และความประเสริฐของท่าน ก็จะเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน และต่อไปฐานะของท่าน ก็จะถูกยกให้สูงเด่นขึ้น ยิ่งกว่าที่แล้วมาด้วย และจะประทานความยิ่งใหญ่ เหนือความยิ่งใหญ่ ให้แก่ท่านตลอดกาล ทั้งจะยกฐานะให้สูงเด่น เหนือความสูงเด่นทั้งหลาย ตลอดกาลด้วย เสมือนพระผู้เป็นเจ้าได้พูดกับรอซูลของพระองค์ดังนี้ "ยามุฮัมมัด ท่านไม่ต้องสงสัยอีกแล้วว่า ฉันเกลียดท่านหรือทอดทิ้งท่าน แต่ท่านจงมั่นใจเถิดว่า ท่านนั้นเป็นผู้ที่ฉันรักใคร่มากที่สุด และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดของฉันด้วย"

ความจริงนั้น อัลลอฮฺ ซ.บ. ได้รักษาคำมั่นสัญญาของพระองค์เสมอมา ในไม่ช้าพระองค์ก็ได้ประทานให้เป็น "นบี" และได้ยก "ดาร่อยัต" ให้สูงขึ้นทุกๆ วัน จนไม่มีใครจะเท่าเทียมท่าน ต่อมาก็ให้เป็น "รอซูล" ที่ให้ความร่มเย็น แก่ชาวโลกทั้งหลาย เป็นรอซูลที่แนะนำหนทางอันถูกต้อง แก่ชาวโลก เป็นรอซูลที่มีรัศมีฉายไปทั่วโลก และเป็นผู้ที่รักใคร่ของพระองค์ ยิ่งกว่านี้ ถ้าผู้ใดได้เอาเยี่ยงอย่าง ตามแบบฉบับของท่านแล้ว อัลลอฮฺ ซ.บ. ก็จะให้เขาผู้นั้น ได้รับชัยชนะ คือ ได้รับ "เนี๊ยะมัต" (ความโปรดปราน) ของพระองค์ตามไปด้วย ทั้งนี้ อัลลอฮฺ ซ.บ. ได้ให้ "อุมัต" ของพระองค์ ได้เป็นตัวอย่างกับมนุษย์ทั้งหลาย ที่จะต้องเอาอย่างตาม และให้ศาสนาของรอซูลของพระองค์ แพร่หลายไปทั่ว และให้ "ดุอา" ของรอซูล ทั่วไปรอบโลก อย่างนี้จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกหรือ? "เนี๊ยะมัต" (ความโปรดปราน) อันใดจะวิเศษกว่านี้? และเกียรติยศอันใด จะเหนือไปกว่าเกียรติยศอันนี้? นี่แหละความดีอันประเสริฐที่สุดแล้ว ที่พระองค์ ซ.บ. ได้ประทานให้รอซูลของพระองค์ ในตัฟซีร "ยลาลีน" อธิบายว่า "ในอาคีรัตนั้นดีกว่าดุนยา"

ประโยคที่ 5

"และต่อไป พระผู้เป็นเจ้าของท่าน ก็จะประทานให้กับท่าน แล้วท่านก็พอใจ"

คือว่า ต่อไปพระผู้เป็นเจ้าของท่าน จะให้เนี๊ยะมัตของพระองค์กับท่าน ปรากฏขึ้นมา และให้รางวัลตามมาภายหลัง คือให้ "วะฮีย์" ลงมาเรื่อยๆ ด้วย "วะฮีย์" นี่แหละ จะแนะนำให้รอซูลของเราฉลาดยิ่งขึ้น และพวกเราพลอยฉลาดไปด้วย จนกระทั่งจะได้พาให้พวกเรา ได้มีความประเสริฐ ทั้งดุนยาและอาคีรัต ทั้งศาสนาที่รอซูลนำมานี้ ก็จะเป็นศาสนาที่สำคัญที่สุดของโลก วาจาของรอซูล ก็จะดังกว่าวาจาของคนทั้งหลาย และเกียรติของรอซูล จะสูงกว่าคนทั้งหลาย ทั้งปวง ใน "ยลาลีน" อธิบายว่า "ในวันอาคีรัตนั้น รอซูลของเรา จะได้รับความดีตอบแทน อย่างมากมาย"

ประโยคที่ 6

"อัลลอฮฺไม่ได้พบท่านเป็นลูก "ยะตีม" หรือ แล้วก็ให้ที่พึ่ง"

ประโยคนี้ เป็นการถามแบบยืนยันว่า อัลลอฮฺได้พบ หรือได้ทราบแล้วว่า นบี ช.ล.นั้น เป็นลูก "ยะตีม" กำพร้าพ่อ ซึ่งต้องการรับเลี้ยงดู พระองค์อัลลอฮฺได้คุ้มครอง ให้ได้รับความปลอดภัย และให้พ้นเสียจากความสกปรกโสมมของพวก "ยาฮิลียะฮฺ" จนกระทั่งนบีของเรา ได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด

ความจริงนั้นมีดังนี้ ท่านนบี ช.ล. มีชีวิตเป็นลูก "ยะตีม" มาแต่กำเนิด เพราะบิดาของท่านได้ถึงแก่กรรมเมื่อท่านยังอยู่ในท้องแม่ เมื่อท่านได้กำเนิดมาแล้ว อัลลอฮฺก็ให้จิตใจของ "อับดุลมุตตอเล็บ" ผู้เป็นปู่ของท่าน เอ็นดู และรักใคร่ท่าน จึงได้เอาท่านนบี ช.ล. ไปเลี้ยงดูเป็นอย่างดี จนถึงเวลาที่ท่านต้องจากไป อย่างไม่มีวันกลับ ในขณะที่ท่านนบีของเราอายุได้ 8 ขวบ แล้วต่อมา "อบูตอเล็บ" ผู้เป็นอา จึงได้เอาท่านนบี ช.ล. ไปเลี้ยงดูต่อ ตามคำ "วุซียัต" ของท่าน "อับดุลมุตตอเล็บ" ที่ได้ฝากไว้ "อบูตอเล็บ" ก็ได้รับการฝากนั้น เป็นอย่างดี และด้วยความเต็มอกเต็มใจ การระวังรักษา และการเลี้ยงดูอย่างดีของท่าน "อบูตอเล็บ" คงเรื่อยมา จนท่านนบี ช.ล. เติบโตเป็นหนุ่ม และจนกระทั่งได้เป็นรอซูลของอัลลอฮฺ ซ.บ. ท่าน "อบูตอเล็บ" ก็ยืนหยัดช่วยเหลือท่านนบีของเรา อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งป้องกัน และระวังรักษาไม่ให้พวกกุเรซมาทำร้าย ข่มเหงนบี ช.ล. จนกระทั่งตัวของท่านตาย ครั้นเมื่อ "อบูตอเล็บ" ได้ตายไปแล้ว พวกกุเรซจึงสามารถข่มนบี ช.ล.ได้ โดยวิธีการที่พวกเขาจ้างคนที่เลวๆ มาข่มเหง และใช้ให้คนมาทำร้าย จนกระทั่งนบี ช.ล. ต้องอพยพหนีภัย ไปยังเมืองมะดีนะฮฺ

ประโยคที่ 7
"และได้พบท่านลังเลใจ ก็ได้ฮิดายะฮฺทางอันง่ายดาย และทางอันราบรื่นให้"

อัลลอฮฺ ซ.บ. ได้พบท่านนบี ช.ล. แปรปรวนวุ่นวาย ในกิจการอย่างหนึ่ง คือ นบี ช.ล. ได้มองดูในพวกของท่าน ก็เห็นว่าพวกของท่านนี้ ช่างไร้สติเสียจริงๆ ไปอิบาดัตกราบไหว้ กับสิ่งที่ที่เสียหาย ไร้สาระ คือ อิบาดัตกับรูปปั้น เทวรูป การเชื่อถือของพวกท่านก็ใช้ไม่ได้ ครั้นเมื่อหันไปตรึกตรอง ในศาสนาของ "ยะฮูดี" ก็เห็นว่า "พวกยะฮูดี" ก็มีสภาพไม่ดีไปกว่าพวกของท่านเลย เพราะว่าพวกยะฮูดีนั้น ได้เปลี่ยนศาสนาของพวกเขาเสีย และประพฤติผิดไปจากรอซูลของเขา การออกนอกคอกก็ขยายตัวออกไปทุกที

เมื่อตรึกตรองดูศาสนาของนบีอีซา ก็ได้พบเห็น "พวกนัสรอนี" มีสภาพเลวยิ่งกว่าสภาพของพวกยะฮูดีไปอีก จึงหันไปตรึกตรองในตัวของท่านดู ก็พบว่าในตัวของท่านนั้น เป็นอุมมีย์ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และไม่ "ฮุกม" และ "ซะเราะฮฺ" ของศาสนาเหล่านั้น อย่างถี่ถ้วนด้วย

ในเมื่ออัลลอฮฺ ซ.บ. ได้พบนบีของเรา อยู่ในสภาพที่แปรปรวนวุ่นวายเช่นนี้แล้ว พระองค์อัลลอฮฺจึงได้ชี้แจงทางอันแจ้งชัดให้ ดังคำตรัสที่มีความหมายดังนี้

"เช่นนี้แหละ เรา (อัลลอฮฺ) ได้วะฮีย์กุรอ่าน ซึ่งเป็น อัมริน ของเรามาให้ท่าน ซึ่งแต่ก่อนนั้น ท่านยังไม่ทราบว่า กุรอ่านนั้น คืออะไร และยังไม่ทราบว่า อิหม่าน (การศรัทธา) คือ อย่างไร" 42/52

ประโยคที่ 9
"เพราะฉะนั้น ท่านอย่าได้เหยียดหยาม หรือเกรี้ยวกราดกับลูก "ยะตีม" เป็นอันขาด"

คือกำชับสั่งกับท่านนบีว่า "อย่าเหยียดหยามหรือเกรี้ยวกราด กับลูก "ยะตีม" (ลูกกำพร้า) และอย่าได้กดขี่ลูกยะตีม ให้ต่ำต้อย เป็นอันขาด และให้ทำในด้านตรงกันข้าม คือ ให้ยกฐานะลูกยะตีม ให้สูง พร้อมทั้งกระทำกับลูกยะตีม ด้วยมารยาทอันดีงาม และฝึกฝนให้เป็นผู้มีมารยาทอันดีด้วย เพื่อว่าต่อไป เขาจะได้เป็นสมาชิกที่ดีของท่าน และนำประโยชน์มาให้ต่อสังคมของท่าน แล้วเขาก็จะได้ไม่เป็นเชื้อโรค ที่จะทำให้ประชาชนของท่าน เสื่อมเสียเดือดร้อน

ประโยคที่ 10
"หรืออย่าได้ตะเพิด กับผู้ที่มาขอเป็นอันขาด"

และสั่งกำชับอีกว่า ผู้ที่มาขอนั้น อย่าได้ตะคอกเขา เป็นอันขาด แต่ท่านควรที่จะทำกับเขา ในด้านตรงกันข้าม คือ ต้อนรับเขาด้วยสิ่งใด สิ่งหนึ่ง หรือ ถ้าจะปฏิเสธเขา ก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ คำ "อัชชาอิล" (ผู้ที่มาขอ) บางทีก็หมายถึงผู้ที่มาขอคำแนะนำ อย่างไรก็ดี ก็ใช้ให้แสดงความเมตตาอารีย์ กับผู้ที่มาขอเสมอไป จะเป็นการมาขอเงิน หรือมาขอคำแนะนำก็ตาม

ประโยคที่ 11
"แต่ความโปรดปรานของพระเจ้าของท่าน ต่อท่านนั้น จงประกาศเถิด"

ใน "ตัฟซีรมุรอฆีย์" แปลว่า จงตอบแทนบุญคุณเถิด หมายความว่า จงทำใจให้เป็นบุคคลที่กว้างขวาง ในการที่จะยอมเสียสละ ในสิ่งที่ท่านมีอยู่นั้น และจงสนองความต้องการ ของผู้ที่มาขอนั้น ด้วย ไม่ควรใช้คำตอบกับผู้ที่มาขอว่า ไม่มีหรือไม่ได้

แต่ก็ยังเป็น "อาดัต" ของคน "บะคีล" (คนที่ตระหนี่) อยู่นั่นเอง ที่มักจะปิดบัง และตระหนี่ทรัพย์ของเขา เอาไว้ใช้ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนตัวของเขา ในทางที่จะกระทำของเขา ให้เด่นขึ้น หรือ ใช้ในทาง ที่จะทำให้เขามีอำนาจวาสนายิ่งขึ้น หรือกำอำนาจอันยิ่งใหญ่ มาไว้ในมือของเขาได้ เขาจึงจะยอมเสียสละ พวกเขาไม่เคยพบกับคำว่า "พอ" เสียเลย นอกจากว่า สงสัยว่ามันยังน้อยอยู่ร่ำไป ส่วนคนที่ใจบุญนั้น อาดัตของเขา หาเป็นไปตามคนตระหนี่ไม่ เขามีแต่การยอมเสียสละอยู่เสมอ อะไรที่เขาได้มาจากอัลลอฮฺ ซ.บ. เขาก็แจกจ่ายไป คำสรรเสริญเขาจึงกระจายไปทั่ว

มีอัลหะดีสมากมายได้แจ้งให้ทราบว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ช.ล. ของเรานั้น ได้จ่ายแจกทรัพย์ให้กับคนจน อย่างกว้างขวาง และท่านเคยบริจาคทุกๆ สิ่งที่เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน ให้กับคนจนมาแล้ว ทั้งท่านยังเคยนอนหิวโหย มาแล้ว ทั้งคืน เช่นเดียวกับคนที่ยากจน

หน้าหลัก

กันยายน 21, 2013


ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

ฟรี สถิติเว็บไซต์

เวลาละหมาดทั่วไทย
รอบรู้เรื่องสมุนไพร
อัคลาค
อิสลาม
ลักษณะทั่วไปของอิสลาม
เสา 5 ต้นของอิสลาม
อะไร คือ อิสลาม
ศาสนาที่เที่ยงแท้
ท่านถาม อัลกุรอานตอบ
คำถามที่คุณอยากรู้
ทิวทัศน์กระบี่
คลังความรู้ศาสนา
   
ซะกาต
จริยศาสตร์
คัดมาให้คิด
การละหมาด