
ยิวในอัลกุรอาน
กล่าวได้ว่า อัลกุรอานที่ไม่ปรากฏความเท็จใดๆ ทั้งเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง เป็นตำราเล่มเดียว ที่ได้เปิดโปงพฤติกรรมโฉดของยิว ได้อย่างละเอียด และถูกต้องที่สุด นับเป็นเหตุผลลึกๆ ประการหนึ่งในอิสลาม ที่บัญญัติให้มุสลิมผู้บรรลุศาสนภาวะทุกคน ให้ทวนอ่านซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ ซึ่งเป็นปฐมซูเราะฮฺในอัลกุรอาน อย่างน้อยวันละ 17 ครั้ง ตามจำนวนร็อกอัตละหมาดภาคบังคับ โดยในตอนท้ายของซูเราะฮฺนี้ อัลกุรอานได้พูดถึงกลุ่มชนที่อัลลอฮ์ ทรงกริ้ว ที่มุสลิมทุกคน จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และอย่านำเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มชนดังกล่าว ก็คือยิวนั่นเอง นักอรรถาธิบายอัลกุรอานได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่อัลลอฮ์ ทรงโกรธกริ้วพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเป็นกลุ่มปัญญาชน มีความรอบรู้ เปี่ยมด้วยวิชาการ แต่พวกเขา ไม่เคยปฏิบัติตามความรู้ที่ได้มาเลย เป็นซาตานในคราบบัณฑิต จิตทรามในคราบนักบุญ ตั้งแต่ยุคแรกจวบจนปัจจุบัน
ชาวยิวได้บิดเบือนศาสนาคริสเตียน นับตั้งแต่ยุคแรกๆ ของคริสตร์ศตวรรษ ด้วยการดัดแปลงตัดต่อเพิ่มเติมศาสนาคริสเตียน จนไม่เหลือเนื้อความเดิม และพวกเขาได้ใช้ความพยายาม ในการบิดเบือนศาสนาอิสลาม ในยุคแรกของฮิจเราะฮฺศักราชเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากอัลลอฮ์ ได้ประกันที่จะพิทักษ์รักษาศาสนานี้ จนกระทั่งวันกิยามะฮฺ (วันสิ้นโลก) พวกเขาจึงไม่สามารถดัดแปลงศาสนาอิสลาม ตามแผนการที่ได้วางไว้ ถึงแม้จะมีกลุ่มมุสลิม ในบางยุคบางสมัย หลงผิดติดอยู่ในกับดักคำสอนอันแปลกปลอม ที่อุตริโดยยิวอยู่บ้าง แต่ก็มีนักวิชาการมุสลิมผู้บริสุทธิ์ ลุกขึ้นมาตอบโต้ และทำหน้าที่ชำระขยะคำสอนของผู้อุตริ แยกกระพี้ออกจากแก่นแกนอยู่ตลอดเวลา
ผู้ใดก็ตามที่ศึกษาเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก ไม่ว่าการปฏิวัติ การฆาตรกรรมอันลึกลับสลับซับซ้อนกระฉ่อนโลก หรือแม้กระทั่งสงครามโลกทั้งสองครั้ง ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีเงาทมึนของยิวเข้าไปเกี่ยวข้องทุกครั้ง ไม่ว่าในฐานะผู้ปฏิบัติ ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือผู้ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์ที่แท้จริง
สำหรับยิวแล้ว พวกเขาถือมั่นว่า ชาวยิวคือกลุ่มชนที่อัลลอฮ์ ได้คัดสรรแล้ว อัลลอฮ์ ได้สร้างพวกเขาจากธาตุดินชนิดพิเศษ ที่แปลกจากธาตุดิน อันเป็นส่วนประกอบของมนุษย์ทั่วไป อัลลอฮ์ ได้สร้างพวกเขาในรูปแบบของมนุษย์ ในลักษณะเฉพาะ ในคัมภีร์โตราห์ที่ถูกบิดเบือนระบุว่า ชนที่ไม่ใช่ยิวเกิดจากน้ำอสุจิของลา พวกเขามีฐานะเท่าเทียมกับสัตว์ ที่มีหน้าที่คอยให้บริการ และอำนวยความสะดวกแก่ยิวเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้การบริการนี้สะดวกขึ้น อัลลอฮ์ จึงสร้างกลุ่มชนที่ไม่ใช่ยิว เป็นรูปมนุษย์แทน บ้านและที่อยู่อาศัยของชนที่ไม่ใช่ยิว เปรียบเสมือนคอกสัตว์เท่านั้น จึงไม่แปลกสำหรับพวกเขาที่จะยึดครอง และทำลายทรัพย์สินของคนอื่น ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม พวกเขาจึงสามารถย่ำยี บุกรุก รุกรานราวีใครก็ได้ตามอำเภอใจ
เนื่องจากนบีดาวูด และนบีสุลัยมาน เคยเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งครอบครอง อาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล ในฐานะที่เป็นวงศ์วานของนบีทั้งสองท่าน ยิวจึงมีความรู้สึกว่า จำเป็นต้องสืบสานอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของบรรพบุรุษนี้ไว้ ถึงแม้จะต้องกดขี่ข่มเหง สร้างความเดือดร้อนแก่มนุษยชาติ ในทุกหย่อมหญ้าก็ตาม พวกเขาได้แอบอ้างการกระทำของนบีมูซา ครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่ม ซึ่งได้เข้าไปช่วยเหลือชาวอิสรออีล ซึ่งกำลังต่อสู้กับชาวอิยิปต์คนหนึ่ง นบีมูซาได้ฆ่าชาวอิยิปต์คนนี้ พวกเขาจึงบิดเบือนเหตุการณ์นี้ เพื่อเป็นใบเบิกทางสร้างความชอบธรรม ที่จะเข่นฆ่าใครก็ได้ ที่เป็นศัตรูของยิว ทั้งๆ ที่นบีมูซาไม่ได้ตั้งใจ ที่จะฆ่าชาวอิยิปต์คนนั้นเลย เพียงแค่ต้องการให้ความช่วยเหลือแก่พรรคพวกเดียวกัน จึงไปชกต่อยเข้าข้างชาวอิสรออีล ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ชาวอิยิปต์คนนั้นเสียชีวิตไป นบี มูซาก็สำนึกผิด และเสียใจกับการกระทำนี้ ถึงกับกล่าวว่า นี่คือเป็นการกระทำของมารร้าย แท้จริงมันคือศัตรูอันชัดแจ้ง นบีมูซาจึงขอลุแก่โทษจากการกระทำ ตามอารมณ์ชั่ววูบนี้ และอัลลอฮ์ ก็ทรงอภัย เกี่ยวกับเรื่องนี้อัลลอฮ์ ได้กล่าวในอัลกุรอาน ความว่า
“และ เมื่อเขา (มูซา) บรรลุความเป็นหนุ่มและเติบโตเต็มที่แล้วเราได้ให้ความเข้าใจและความรู้แก่ เขา และเช่นนั้นแหละ เราจะตอบแทนแก่บรรดาผู้กระทำความดี (14)
และ เขา (มูซา) ได้เข้าไปในเมือง ขณะที่ชาวเมืองกำลังพักผ่อน เขาได้เห็นชายสองคนต่อสู้กันอยู่ ในนั้น คนหนึ่งมาจากพวกพ้องของเขา และอีกคนหนึ่งมาจากฝ่าย (ที่เป็น) ศัตรูของเขา ดังนั้น คนที่มาจากพวกพ้องของเขา ได้ร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อให้ปราบฝ่ายที่เป็นศัตรูของเขา มูซาได้ต่อยเขาแล้วได้ฆ่าเขา เขากล่าวว่า “นี่มันเป็นการกระทำของชัยฏอน แท้จริงมันเป็นศัตรูที่ทำให้หลงผิดอย่างแจ้งชัด (15)
เขาจึงกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ได้อธรรมต่อตนเอง ดังนั้น ขอพระองค์ทรงอภัยให้แก่ข้าพระองค์ด้วย แล้วพระองค์ก็ได้อภัยให้เขา แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ (16)
เขาได้กล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ การที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่เป็นผู้สนับสนุนผู้กระทำผิดอีกต่อไป” (17) (อัลกอศ็อศ 28 : 14-17)
ทั้งๆ ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อครั้นที่มูซายังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนบี และนบีมูซาก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งเจตนารมณ์ว่า จะไม่สนับสนุนผู้กระทำผิดเยี่ยงตนเองอีกแล้ว คล้ายกับเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ให้กับชาวยิว แต่ชาวยิวก็ดัดแปลงคำสอน และหยิบยกเหตุการณ์นี้ เพื่อสร้างความชอบธรรม และเป็นต้นแบบสำหรับการฆ่าคนอื่น ได้อย่างไม่ละอายฟ้าดิน
บนพื้นฐานแนวคิดนี้ ยิวจึงสามารถขโมยทรัพย์สินผู้อื่น หลอกลวง โกหกมดเท็จ กินดอกเบี้ย ผิดประเวณี ปฏิบัติตนต่อมนุษย์ด้วยวิธีการ ที่ฝ่าฝืนคุณธรรม และจริยธรรมอันดีงาม หรือแม้กระทั่งการเข่นฆ่าชีวิต ที่บริสุทธิ์ก็ตาม จึงไม่เห็นแปลกที่เราพบว่า ยิวได้ปฏิบัติต่อชาวโลกที่ทารุณโหดเหี้ยมเช่นใด และสร้างความเจ็บแค้น เอือมระอาให้กับชาวโลก ตามปรากฏในประวัติศาสตร์อันมากมายแค่ไหน เมื่อมีการนึกถึงความสุดยอดของความชั่วร้ายของคนๆ หนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยความอิจฉาริษยา การหลอกลวง ชอบยุแหย่ผู้คน เข้าทำนองยุให้รำตำให้รั่ว เอารัดเอาเปรียบ ตระหนี่ขี้เหนียว เจ้าเล่ห์เพทุบาย เป็นคนร้อยลิ้นกะลาวน ลิ้นกระด้างคางแข็ง ระยำตำบอน เกือบทุกสังคมในโลกนี้ จะต้องนึกถึงและชี้หน้าไปที่ชาวยิว พวกเขาจึงเป็นตำนานแห่งความชั่วร้าย ที่ยังมีชีวิตที่สามารถพิสูจน์ได้ ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน และอัลลอฮ์ ได้เปิดโปงสันดานโฉดนี้ ในอัลกุรอาน ให้ผู้ศรัทธาได้ทบทวนอ่าน เพื่อจำไว้เป็นบทเรียนจนกระทั่งวันกิยามะฮ์
ชาวยิวถูกขับไล่ออกจากประเทศปอร์ตุเกสและสเปน ยิวถูกไล่ออกจากประเทศอังกฤษ เมื่อปี คศ.1290 และจากประเทศฝรั่งเศส สองครั้ง คือครั้งแรกในปี คศ. 1306 และครั้งที่สองในปี คศ.1394 พวกเขาถูกเนรเทศจากเบลเยี่ยม เมื่อคศ.1370 จากเชคโกสโลวาเกียใน คศ.1380 ฮอลแลนด์ขับไล่พวกยิวออกจากประเทศ เมื่อคศ.1444 อิตาลีขับไล่ออกมา เมื่อคศ.1540 พวกเขาถูกขับจากเยอรมัน ในคศ. 1551 ส่วนรัสเซียเนรเทศออกมา เมื่อปีคศ.1510 การถูกเนรเทศ กลายเป็นธรรมเนียมชีวิตของชาวยิว มาตั้งแต่ต้นแล้ว และถ้าเรามองดูประวัติศาสตร์ของยิวตอนต้นๆ ก็จะพบว่าพวกเขา ได้พบชะตาชีวิตอย่างเดียวกันมาตลอด มันเป็นโทษทัณฑ์ และคำสาปแช่งของพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเรียกตัวเอง อย่างหลอกตัวเองว่า “ประชาชาติที่พระเจ้าทรงเลือก” ก็ตามที
การที่พวกเขาถูกเนรเทศ และได้รับการดูถูกเหยียดหยาม จากประชาคมโลกนี้ เป็นเพราะพวกเขาปฏิเสธ คำสอนของอัลลอฮ์ สร้างศัตรูกับมวลมนุษย์ และเข่นฆ่าบรรดาศาสดา มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ ซึ่งได้กล่าวในอัลกุรอานว่า ความว่า
"ความต่ำช้าได้ถูกฟาดลงบนพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเขาถูกพบ นอกจากด้วยสายเชือกจากอัลลอฮฺ (พวกเขาจะพ้นจากความต่ำช้าได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขายึดมั่นคำสอนของอัลลอฮ์ เท่านั้น) และสายเชือกจากมนุษย์ (การมีชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกับผู้ศรัทธา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ตั้งตนเป็นศัตรูและบ่อนทำลาย) และพวกเขาจะนำความกริ้วโกรธจาก อัลลอฮฺกลับไป และความขัดส นก็จะถูกฟาดลงบนพวกเขา นั่นก็เพราะว่าพวกเขาเคยปฏิเสธ บรรดาโองการของอัลลอฮฺ และฆ่าบรรดานบีโดยปราศจากความเป็นธรรม นั่นก็เนื่องจากการที่พวกเขาดื้อดึง และเคยทำการละเมิด" (อาละอิมรอน 3 : 112)
เพื่อให้ท่านผู้อ่าน เข้าใจ เข้าถึง ธาตุแท้ถึงสันดานยิว ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษา อัลกุรอานในอายะฮฺที่จะกล่าวนี้
ความว่า และเราได้แจ้งแก่วงศ์วานของอิสรออีลในคัมภีร์ว่า พวกเจ้าจะก่อการเสียหายในแผ่นดินสองครั้ง และแน่นอน พวกเจ้าจะโอหังยโสยิ่ง (4)
ดังนั้น เมื่อสัญญาหนึ่งในสองครั้ง ได้มาถึง เราได้ส่งบรรดาบ่าวของเรา ผู้มีอำนาจเข้มแข็ง เข้าครอบครองพวกเจ้า แล้วพวกเขาได้บุกเข้าค้นตามบ้านเรือน และมันเป็นสัญญาที่ได้เกิดขึ้นแล้ว (5)
และเราได้ให้พวกเจ้า กลับมีอำนาจเหนือพวกเขา และเราได้ให้พวกเจ้า มีทรัพย์สินและบุตรหลาน และเราได้ทำให้พวกเจ้ามีรี้พลมากมาย (6)
หากพวกเจ้าทำความดี พวกเจ้าก็ทำ เพื่อตัวของเจ้าเอง และหากว่าพวกเจ้าทำความชั่ว ก็เพื่อตัวเอง ดังนั้น เมื่อสัญญาอีกข้อหนึ่งได้มาถึง เพื่อพวกเขาก่อความอับอายขายหน้าแก่พวกเจ้า และเพื่อเข้าไปในมัสยิด เช่นที่พวกเขาได้เข้าไปแล้วในครั้งแรก และเพื่อทำลายสิ่ง ที่พวกเขาได้ชัยชนะอย่างหมดสิ้น (7)
หวังว่าพระเจ้าของพวกเจ้า จะทรงเมตตาแก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้ากลับมา (ก่อกวน )อีกเราก็โต้กลับ และเราได้ให้นรก เป็นที่คุมขังสำหรับผู้ปฏิเสธศรัทธา (8) (อัลอิสเราะอฺ 17 : 4-8)
อัลกุรอานจำนวน 5 อายะฮฺดังกล่าวข้างต้น ได้อธิบายให้เราทราบว่า วงศ์วานของอิสรออีล ซึ่งได้แก่ยิว เป็นผู้ก่อความเสียหายบนแผ่นดิน ทุกครั้งที่พวกเขามีอำนาจ ก็จะเหิมเกริม ยโสโอหัง และสร้างความวุ่นวายบนผืนแผ่นดิน หลังจากนั้น อัลลอฮ์ ก็จะส่งบ่าวของพระองค์ที่เข้มแข็งเข้าไปปราบปรามพวกเขา จนพวกเขาต้องกระจัดกระจาย บนพื้นแผ่นดิน ดังที่ อัลกุรอานกล่าว ความว่า " และเราได้แยกพวกเขา ออกเป็นกลุ่มๆ ในแผ่นดิน (คือให้กระจัดกระจาย ไปอยู่ทุกประเทศในแผ่นดิน)" (อัลอะร็อฟ7 : 168)
หลังจากนั้น พวกเขาก็กระจัดกระจายทั่วทุกมุมโลก แต่ด้วยความฉลาดแกมโกงของพวกเขา จึงสามารถกลับมีอำนาจขึ้นมาใหม่พร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง และเหล่าบริวารรี้พลอันมากมาย พวกเขาก็จะหวนกลับกระทำความเดือดร้อนแก่ชาวโลกอีกครั้ง แต่อัลลอฮ์ ก็สัญญามั่นว่า หากพวกเขากลับมาก่อกวนอีก อัลลอฮ์ ก็โต้กลับด้วยการลงโทษทัณฑ์พวกเขาจากพระองค์เช่นเดียวกัน อัลลอฮ์ ได้กล่าวไว้
ความว่า "และ จงรำลึกขณะที่พระเจ้าของเจ้า ได้แจ้งให้ทราบว่า แน่นอนพระองค์จะส่งมา ให้มีอำนาจเหนือพวกเขา จนถึงวันกิยามะฮฺ ซึ่งผู้ที่จะบังคับขู่เข็ญพวกเขา ด้วยการทรมานอันร้ายแรง แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้น ทรงเป็นผู้รวดเร็วในการลงโทษ และแท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตา" (อัลอะร็อฟ 7 : 167)
นอกจากนี้ อัลกุรอานได้เปิดโปงนิสัยประจำตัวของยิว ส่วนหนึ่งได้แก่
1. ชอบละเมิดสัญญา อัลลอฮ์ กล่าว
ความว่า "และคราใดที่พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาใด ๆ ไว้ กลุ่มหนึ่งในพวกเขา ก็เหวี่ยงสัญญานั้นทิ้งเสียกระนั้นหรือ ? หามิได้ส่วนมากของพวกเขาไม่ศรัทธาต่างหาก" ( อัลบะเกาะเราะฮ 2 : 100)
2. ไม่มีความซื่อสัตย์ คดโกง โกหกตอแหล อัลลอฮ์ กล่าว
ความว่า "และเจ้าก็ยังคงมองเห็นอยู่ ในการคดโกงจากพวกเขา นอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น" (อัลมาอิดะฮ 5 :13)
3. บิดเบือนคัมภีร์ อัลลอฮ์ กล่าว
ความว่า" จากบางคนในหมู่ผู้เป็นยิวนั้น พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำ ให้ออกจากที่ของมัน "(อันนิสาอฺ 4: 46)
4. ฆ่าบรรดาศาสดา อัลลอฮ์ กล่าว
ความว่า "แท้จริงนั้นเราได้เอาสัญญาแก่วงศ์วานอิสราอีล และเราได้ส่งบรรดารอซูลมายังพวกเขา ทุกครั้งที่ รอซูลคนใดนำสิ่งที่จิตใจของพวกเขาไม่ชอบ มายังพวกเขาแล้ว กลุ่มหนึ่ง พวกเขาก็ปฏิเสธ และอีกกลุ่มหนึ่งพวกเขาก็ฆ่าเสีย" ( อัลมาอิดะฮ 5: 70)
5. ฆ่าบรรดาผู้เชิญชวนสู่อัลลอฮ อัลลอฮ์ ได้กล่าว
ความว่า "และพวกเขาฆ่าบรรดาผู้ที่ใช้ให้มีความยุติธรรม จากหมู่ประชาชนนั้น" (อาลิอิมรอน 3 : 21)
6. แสดงมารยาททรามต่ออัลลอฮ์ อัลลอฮ์ กล่าวว่า
ความว่า "แน่นอนยิ่ง อัลลอฮทรงได้ยินคำพูดของบรรดา (พวกยิว) ผู้ที่ กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ ยากจน และพวกเรานั้นเป็นผู้มั่งมี เราจะจารึกสิ่งที่พวกเขาได้กล่าวไว้ " (อาลิอิมรอน 3:181)
7. จิตใจแข็งกระด้าง อัลลอฮ์ กล่าว
ความว่า "แล้วหลังจากนั้น หัวใจของพวกเจ้าก็แข็งกระด้าง มันประดุจหิน หรือแข็งกระด้างยิ่งกว่า " (อัลบะเกาะเราะฮ 2 :74)
8. เคียดแค้นและเป็นศัตรูมุสลิม อย่างรุนแรง อัลลอฮ์ กล่าว
ความว่า "แน่นอนเจ้าจะพบว่า หมู่ชนที่เป็นศัตรูอันรุนแรงแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือชาวยิว และบรรดาผู้ที่ให้มีภาคีแก่อัลลอฮ์" (อัลมาอิดะฮฺ 5 : 82 )
นี่คือส่วนหนึ่งของคุณสมบัติประจำตัวชาวยิว ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถึงแม้วันเวลาผ่านไป แต่ประวัติศาสตร์ มักหวนกลับเข้าสู่วงจรเดิมอยู่เสมอ มาตรการ กลยุทธ และผู้แสดง อาจแตกต่างกันบ้าง ตามยุคสมัย แต่เค้าโครงเรื่อง ก็มาจากต้นฉบับอันเดียวกัน มีเป้าหมาย และวัตถุประสงค์อันเดียวกัน ซึ่งได้รับการตกผลึก มาจากพฤติกรรมทางสังคม ความเชื่อพื้นฐาน และทัศนคติอันเดียวกัน มีคำตอบที่คล้ายคลึงกัน และท้ายสุดแล้วก็จะได้รับการโทษทัณฑ์จากอัลลอฮ์ ในลักษณะเช่นเดียวกัน เพราะนี่คือวิถีแห่งอัลลอฮ์ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวันกิยามะฮ์ (วันสิ้นโลก)
ที่มา : จากหนังสือ"ปาเลสไตน์ แผ่นดินที่ไร้ประชาชน เพื่อทรชนผู้ไม่มีแผ่นดิน"
ผู้เขียน : มัสลัน มาหะมะ
الكاتب : مرسلان محمد
สถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
หน้าหลัก