คัมภีร์อัลกุรอ่าน     คือหนทางแห่งชีวิต    คือแนวทางแห่งความสำเร็จ

อาดิบ  อับดุลเลาะห์

        มุสลิมมีอัลกุรอ่านอยู่ในมือ พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายให้นำมาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต แต่เปล่าเลย กลับเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ พวกเขา(และรวมทั้งเราด้วย)อาจจะขยันอ่าน แต่ถามว่ารู้ความหมายนัยที่แอบแฝงในทุกอายะฮ์ไหม เปล่าเลย เพราะส่วนใหญ่อ่านเพื่อให้ได้บุญได้กุศล เน้นปริมาณจำนวนหน้าของคัมภีร์อัลกุรอาน มีจำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถเข้าใจ และนำความรู้ที่มีในอัลกุรอ่านมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต

          เป็นเรื่องตลกและน่าขำมากที่อ่านแล้วแต่กลับไม่รู้ความหมายอะไรเลย อ่านแบบเจ้านกขุนทอง อ่านอัลกุรอ่านมีอะไรมากกว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งบุญกุศล มันมีมากกว่านั้น มิน่าละจนป่านนี้สังคมมุสลิมยังดำรงชีวิตภายใต้สภาวะที่เรียกว่าไม่ก้าวหน้า จมปลักในวังวนแห่งอวิชชา เพราะละทิ้งสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตของพวกเขา เปรียบเปรยเสมือนคนเดินทางที่มีเข็มทิศติดตัว แต่ไม่ยอมใช้เป็นแนวทางจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะหลงทาง และไปไม่ถึงเป้าหมาย

          ถึงตรงนี้ ต่อคำถามของนักปราชญ์มุสลิมจากเกาะบอร์เนียวท่านหนึ่งที่เขียนจดหมายไปถาม เชค รอซีด ริฏอ(ในฐานะบรรณาธิการอัล-ริสาละห์)เมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐ ข้อความและเนื้อหาในจดหมายมีใจความว่า “ทำไมมุสลิมจึงล้าหลัง และทำไมคนอื่นจึงเจริญ” น่าจะตอบได้แล้วว่า เป็นเพราะเหตุใด

          บุคคลอื่นสามารถรู้คุณค่าอันมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกๆ อายะฮ์ของอัลกุรอ่าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อ Maurice Buicaille นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า "The Bible, Al-Qur’an and Science” ซึ่งได้พูดถึงความมหัศจรรย์แห่งอัลกุรอ่าน และท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า “Al-Qur’an is the reliable word of God”

          หากเรายึดอัลกุรอ่านเป็นทางดำเนินแห่งชีวิต แน่นอนเราจะไม่หลงทางและหลงกลเล่ห์เหลี่ยมของ"กลุ่มคน"ที่จ้องจะทำร้ายพี่น้องเรา

          เหมือนดั่งนิทานปรัมปราเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” ที่ ไม่ทันเล่ห์กลของเจ้าหมาป่าตัวแสบ เพราะหนูน้อยหมวกแดงลืมคำสั่งสอน คำตักเตือน และคำแนะนำของแม่ที่สั่งหนักสั่งหนาว่า อย่าเดินเถลไถลออกนอกเส้นทางถนนใหญ่ แต่ด้วยวัยอันปวกเปียกที่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทันใดที่สายตาของเด็กน้อยเห็นพุ่มดอกไม้ริมทางอันสวยงาม เธอก็อดใจไม่อยู่ที่จะเด็ดมันใส่ตะกร้าไว้ แต่หารู้ไม่ว่าเสี้ยววินาทีนั้นเอง ทำให้เธอเสียเวลาและจะไปถึงบ้านคุณยายช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้

          เพื่อเลี่ยงมิให้เป็นเช่นนั้น หนูน้อยหมวกแดงจึงเลือกที่จะใช้เส้นทางลัดทันที เธอลืมสิ่งที่แม่ได้บอกไว้ เป็นเหตุให้เธอต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่เห็นเธอเป็นอาหารอันโอชะ ได้มาตีสนิทพูดจาอ่อนหวาน ด้วยความไร้เดียงสาของหนูน้อยหมวกแดง รู้ไม่ทันเจ้าหมาป่า สุดท้ายเธอก็ตกเป็นเหยื่อจนได้

         ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ในสังคมมุสลิมทุกมุมโลก การทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งทางความคิดและอุดมการณ์ การแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า คงเพราะมาจากมูลเหตุอันเดียวกัน คือ การละทิ้งหลักคำสอนที่มีอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านนั่นเอง ไม่พยายามและไม่ยอมเข้าใจเนื้อหาทั้งในและระหว่างบรรทัด

          ทำไมหรือ ? ใน เมื่อเราทุกคนสามารถทุ่มเทมันสมองและวันเวลาเพื่อให้เข้าใจในแนวคิดและ ทฤษฏีในศาสตร์ต่างๆ นานาได้ ไฉนเล่ากลับไม่สามารถสละเวลาสักเสี้ยวหนึ่ง เพื่อมานั่งอ่านและเข้าใจความหมายของอัลกุรอ่านให้ทะลุปรุโปร่งและลึกซึ้ง

        ครั้งหนึ่งในรัฐสภาอังกฤษ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในสมัยนั้น คือ Gladstone เคยปรารภ (พร้อมกับชูอัลกุรอ่านที่อยู่ในมือ) ว่า “ตราบใดที่ชนชาวมุสลิมมีหนังสือเล่มนี้ (หมายถึงคัมภีร์อัลกุรอ่าน) อยู่ในมือ ตราบนั้นเราไม่สามารถพิชิตพวกเขาได้”

          เป็นเรื่องแปลกมากที่ต่างอ้างว่าเป็นมุสลิม แต่กลับละทิ้งมรดกอันล้ำค่าที่สุดที่ตนเองมีอยู่ ขณะเดียวกันกลับตะบี้ตะบันเพื่อไขว่คว้าสิ่งอื่น เสมือนว่ายอมทิ้งเพชรเม็ดงามที่มีอยู่ในมือ เพราะ "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว"

          เราทุกคนต่างเสียเวลากับสิ่งเหล่านี้มามากแล้ว แต่พูดก็พูดเถอะ มนุษย์ปุถุชนอย่างเรามักจะเจ็บแล้วไม่รู้จักจำ เหมือนดังสุภาษิตที่กล่าวว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา"

        ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องมาทบทวนตัวเองว่า ณ วินาทีนี้เรายืนอยู่ ณ จุดใด "จุดยืน"ที่ ยืนอยู่มันตรงตามเข็มทิศที่อัลกุรอ่านกล่าวไว้หรือไม่ หากยังไม่ตรงก็ปรับเสียใหม่ หันย่างก้าวให้มุ่งไปยังเป้าหมายแห่งชีวิตที่แท้จริง ทั้งชีวิตในโลกนี้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตในโลกหน้า เพราะนั่นคือที่พำนักพักพิงอันเที่ยงแท้สำหรับมุสลิมทุกคน

          โลกใบนี้เป็นเพียงมายา ไม่จีรังยั่งยืน ไฉนเล่าจึงลืมตัวไปได้ เสมือนว่าเราจะอยู่ยงคงกระพัน จะไม่มีวันจากโลกนี้ไป สิ่งที่ติดตัวเราไปสู่วันปรโลกมิใช่อื่นใด นอกจากอามัลอิบาดะฮ์(ความดี)ที่ได้สั่งสมไว้ เป็นเสบียงที่เราต้องเพียรพยายามหาเพื่อเตรียมพร้อมไว้บริโภคในวันอาคิเราะ ฮ์                   

         เป็นจริงดังที่ปราชญ์กล่าวไว้ว่า โลกดุนยาคือที่ที่เราแวะเพียงชั่วครู่ยามเพื่อเก็บเสบียงอาหารก่อนที่จะเดิน ทางไปสู่วันอาคีเราะห์

          หนูน้อยหมวกแดง ตกเป็นเหยื่อของหมาป่าเจ้าเล่ห์ฉันใด เราก็จะกลายเป็นผู้ที่ขาดทุนที่สุดฉันนั้น หากเราไม่พยายามอ่านและเข้าใจทุกถ้อยคำ ทุกอายะฮ์ ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน

         โอ้ ! บรรดามุสลิมทั้งหลาย

         บรรดานักวิชาการผู้มีมันสมองอันปราดเปรื่อง บรรดานิสิตนักศึกษาอันเป็นความหวังแห่งอนาคต พึงรู้เถิด อัลกุรอ่านมีไว้ไม่ใช่เพื่อประดับตู้และหิ้งหนังสือเท่านั้น แล้วยืดอกบอกว่า ฉันมีอัลกุรอ่านอยู่แล้ว แต่กลับไม่เคยอ่าน หรือ หากเคยอ่าน แต่ก็ไม่รู้ความหมาย ช่างน่าหัวเราะเยาะเสียเหลือเกิน

แท้จริงมิใช่เพื่ออื่นใดทั้งนั้น แต่จงอ่าน และจงอ่าน ด้วยพระนามของอัลลอฮ์   ผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง

คัมภีร์ที่มีผู้อ่านและท่องจำมากที่สุด

แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัล-กุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน (อัล-หิจรฺ : 9)

         สื่อและวิธีการในการรักษาอัล-กุรอานตามนัยแห่งโองการนี้ ในปัจจุบันจะอยู่ในรูปของการท่องจำ การบันทึกในกระดาษ จัดพิมพ์เป็นหนังสือ บันทึกเสียงและภาพ และจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ปัจจุบัน อัล-กุรอานกลายเป็นหนังสือที่มีการจัดพิมพ์ มีผู้ใช้อย่างกว้างขวาง มีการจำหน่ายและซื้อ มีผู้อ่าน และท่องจำมากที่สุด เมื่อเทียบกับคัมภีร์อื่นๆ

         ที่ประเทศอังกฤษ ทุกวันหลังเลิกเรียน จะมียุวชนมุสลิมกว่าหนึ่งพันคนเดินทางไปเรียนและท่องจำอัล-กุรอานตามมัสยิด ต่างๆทั่วประเทศประมาณ 700 กว่ามัสยิด ยุวชนเหล่านี้เป็นอนุชนรุ่นที่สามของมุสลิมเชื้อสายอินเดีย ปากีสถานและบังกลาเทศ และที่ประเทศอังกฤษจะมีโรงเรียนท่องจำอัล-กุรอานจำนวนมาก ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่มาจากซาอุดีอารเบีย แอฟริกา เอเซียและชาวอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีโรงเรียนเอกชนอิสลามประมาณ 120 กว่าโรง ในจำนวนนี้ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอังกฤษจำนวน 5 โรงเท่านั้น

         ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น ประชาคมชาวยุโรปได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับความพยายามในการท่องจำอัล-กุรอานและ พิทักษ์รักษาอัล-กุรอานอย่างลึกซึ้งและแนบแน่นมาก จะเห็นว่า อัล-กุรอานเล่มแรกถูกจัดพิมพ์ที่เมืองวานีเซีย ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ.1537 เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบอัล-กุรอานเล่มที่ถูกตีพิมพ์เล่มที่เก่าแก่ที่สุดที่โบสถ์แห่ง หนึ่งในประเทศอิตาลี ส่วนคัมภีร์อัล-กุรอานที่ถูกจัดพิมพ์ในรูปแบบสมัยใหม่และมีความสวยงาม มีการจัดพิมพ์ครั้งแรกที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมัน ในปี ค.ศ.1694 ตามมาด้วยการจัดพิมพ์ที่รัสเซียในปี ค.ศ.1787 ด้วยรูปเล่มสวยงามมากสำหรับสมัยนั้น หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1877 จึงได้มีการจัดพิมพ์อัล-กุรอานในประเทศมุสลิม ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอุสมานียะฮฺ(ออตโตมัน)

          พึง ทราบเถิดว่าในปัจจุบันนี้ มีสถาบันแห่งหนึ่งที่จัดพิมพ์อัล-กุรอานเป็นการเฉพาะและมีขนาดใหญ่ที่สุดใน โลกตั้งอยู่ที่นครมาดีนะห์ ประเทศซาอุดีอารเบีย และเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปี ค.ศ.1984

          เหล่านั้นคือข้อมูล ที่บ่งชี้ว่า อัล-กุรอานถูกพิทักษ์ไว้ ถึงระดับที่มีผู้คนนับล้านทั่วโลกที่ท่องจำอัล-กุรอานได้ ตามรายงานของนิตยสารมุจตามาอ์ พบว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 ในประเทศปากีสถานได้เกิดกระแสนิยมทางศาสนาที่สูงมากในสังคมของประเทศนี้ จากข้อมูลพบว่า มีผู้ท่องจำอัล-กุรอานสามครัวเรือนต่อคน และทั่วประเทศมีผู้ท่องจำคัมภีร์อัล-กุรอาน (ฮาฟิซ) ตลอดทั้งเล่ม 7 ล้านกว่าคน ซุบฮานัลลอฮฺ

อิกเราะฮ์ออนไลน

ที่มา http://www.islammore.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่านอีเมล :piwdee@hotmail.com,  husna@piwdee.net

ฟรี สถิติเว็บไซต์