Custom Search

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาของบรรดาผู้ศรัทธา (2)

โดย...ฟารีดะห์   โต๊ะทอง

ความรู้ของท่านหญิงอาอิชะห์

หากมีการรวบรวมความรู้ของสตรีทั้งหมดในโลกนี้ (รวมทั้ง บรรดาภริยาของท่านนบี ) ความรู้ของท่านหญิงอาอิชะฮฺนั้น มากกว่าความรู้ของพวกเขาเหล่านั้น(บันทึกโดยติรมีซีย์และอัลฮากิม)

         เนื่องจากท่านหญิงอาอิชะฮฺได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวให้เป็นผู้ใฝ่ ศึกษาหาความรู้ตั้งแต่วัยเยาว์  โดยเฉพาะวิชาอัลกุรอาน อัลฮะดีษ ประวัติศาสตร์ ศาสนบัญญัติ วิชาการแพทย์ บทกวีและวรรณคดี กอปรกับการที่นาง เป็นผู้ที่ฉลาด มีความจำที่ดีเลิศ และเป็นผู้ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ จึงทำให้ป็นผู้ที่มีความรอบรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ อย่างกว้างขวาง

          ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เป็นภรรยาที่สนับสนุน และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ สัจธรรมคำสอนของอัลอิสลาม ท่านเป็นครูให้แก่บรรดาเหล่าซอฮาบะห์ และตาบิอีน  เป็นผู้ที่สนับสนุนการใช้เหตุผล เป็นผู้ที่มีความสามารถสูง ในการอธิบายปัญหาศาสนาต่างๆ ทั้งปัญหาด้านกฎหมาย ตลอดจนหลักธรรมคำสอนของท่านนบี   รวมทั้งเรื่องที่ยากๆ อาทิเช่น ให้การฟัตวา ( การวินิจฉัยปัญหาศาสนา) ซึ่งความสามารถดังกล่าวนั้น นางมีความเหนือกว่าบรรดาผู้หญิงทั้งหมด รวมถึงสาวกบางคนด้วย

การศึกษาและการแสวงหาความรู้

          ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เริ่มการศึกษาอัลกุรอาน ประวัติศาสตร์ชาวกุรอยซฺ การสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล และบทกวีอาหรับ จากท่านอบูบักรผู้เป็นบิดา (Al-Afghani, Said. n.d. : 21; Fadl Ahmad,1981: 19 อ้างใน พาตือเม๊าะ หงะหงอ, 2547) และเมื่อท่านหญิง ได้เข้ามาอยู่บ้านท่านนบี ในฐานะภรรยา  เนื่องจากนางเป็นผู้หญิงที่ฉลาด และพร้อมที่จะศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ อีกทั้งท่านนบี เป็นคนที่มีความอดทน และพร้อมเสมอที่จะตอบคำถามต่างๆ จนทำให้นางได้รับความกระจ่าง ในปัญหาที่สลับซับซ้อนทางด้านศาสนา และสังคม จึงทำให้นางกล้าที่จะซักถามหรือถกปัญหายากๆ กับท่านนบี จนกว่านางจะพอใจ

ครั้งหนึ่ง ท่านนบี ได้กล่าวว่า ใครก็ตามที่ถูกเรียกมาสอบสวน ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ จะถูกลงโทษเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ แต่อัลลอฮฺ ทรงกล่าวว่า"เขาจะถูกสอบสวนอย่างง่ายดาย (กุรอาน 84:8)”ท่านนบีจึงได้อธิบายให้ฟัง โดยกล่าวว่า "นี่หมายถึงคนที่ถูกสอบสวนอย่างหนัก ดังนั้น เขาจึงต้องลงนรก" (รายงานโดยบุคอรีย์)

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ มีรายงานในมุสนัดอะหมัดว่า ครั้งหนึ่งเมื่อท่านหญิง ได้อ่านอายะห์กุรอานที่กล่าวว่า วัน ซึ่งแผ่นดินจะถูกเปลี่ยนเป็นอื่นจากแผ่นดินนี้ และชั้นฟ้าทั้งหลายก็เช่นกัน และสิ่งถูกสร้างทั้งหลายจะปรากฏต่อหน้าอัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิต(กุรอาน 14:48)

และในอีกรายงายหนึ่ง กล่าวว่า “และแผ่นดินนี้ทั้งหมดเป็นเพียงกำมือหนึ่งของพระองค์ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และชั้นฟ้ าทั้งหลายจะถูกม้วนในพระหัตถ์ขวาของพระองค์”  (กุรอาน 39:67)

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้ถามว่า เมื่อไม่มีโลกและไม่มีฟ้าแล้ว คนจะอยู่ที่ไหน?ท่านนบี ตอบว่าบนศิรอต

โดยภาษาแล้ว คำว่า ศิรอต หมายถึง “ทาง” ในที่นี้หมายถึงสะพาน ข้ามไฟนรก ซึ่งเล็กยิ่งกว่าเส้นผมและบางยิ่งกว่าคมดาบ คนที่ทำความดี จะผ่านสะพานนี้ไปได้ แต่คนชั่วจะตกลงไปในนรกข้างล่าง (บันทึกโดยอะฮฺหมัด และอัดดาริมี)

          คำแนะนำและคำตอบเช่นนี้ระหว่างอาอิชะฮ์ กับท่านนบี มีอยู่เป็นประจำทุกวัน เพราะความใฝ่รู้ของนางนั่นเอง จึงทำให้ปัญหาต่างๆโดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับผู้หญิงและเรื่องยากๆเกี่ยวกับกุรอานและคำสอนของท่านนบี ได้รับการคลี่คลาย

 ตัวอย่างคำถามที่เกี่ยวกับสตรี ซึ่งแสดงถึงความเฉลียวฉลาดของอาอิชะฮ์ อาทิ เช่น อาอิชะฮ์ได้ถามว่าโอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ สตรีควรจะออกสู่สนามรบ เช่นเดียวกับผู้ชายด้วยหรือท่านนบี ตอบว่า ไม่ควร และการทำฮัจย์ เป็นสิ่งที่เพียงพอสำหรับเธอ(บันทึกโดยบุคอรีย์)

และอาอิชะฮ์ได้ถามว่าโอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ การยินยอมพร้อมใจของผู้หญิง เป็นสิ่งจำเป็นไหมก่อนที่เธอจะแต่งงานท่านนบี ตอบว่า แน่นอน แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงมีความกระดากอาย เกินที่เธอจะบอกว่าเธอยินยอมท่านนบี ได้อธิบายต่อไปว่า การนิ่งเงียบของเธอ คือ สิ่งที่บอกว่าเธอยินยอม(บันทึกโดยบุคอรีย์)

         นอกจากการได้รับคำแนะนำจากท่านนบี โดยการซักถามปัญหาข้อสงสัยต่างๆ แล้ว ท่านหญิงอาอิชะฮ์ จะคอยติดตามรับฟังคำสั่งสอนของท่านนบี ในขณะที่ท่านนบี ได้สอนเหล่าบรรดาซอฮาบะฮฺทั้งหลาย และที่สำคัญคือ ห้องของนางในบ้านของท่านนบี นั้น เป็นที่รู้จักกันในนาม “มะฮฺบะฏุลวะฮีย์” ซึ่งหมายถึง สถานที่ลงวะฮีย์หรือโองการของอัลลอฮฺ เนื่องจากมีการประทานวะฮีย์ จากอัลลอฮฺมายังท่านนบี  ในขณะที่ท่านนบี อยู่ภายในห้องนี้บ่อยมาก (Fadl Ahmad, 1981: 25;Tahmaz, Abd Al-Hamid, 1410/1990: 35-36 อ้างใน พาตือเม๊าะ หงะหงอ, 2547)

          และท่านหญิงอาอิชะฮ์ จะซักถามท่านนบี ในความหมายของอายะฮฺกุรอาน ที่ถูกประทานลงมา ท่านนบี ก็จะอธิบายให้นางได้รับความกระจ่าง ดังนั้น นางจึงได้ยินได้ฟัง และจดจำทุกถ้อยคำของท่านนบี ได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถนำความรู้มากมายมหาศาล และทรงคุณค่าเหล่านั้น มาเผยแผ่ให้แก่เหล่าบรรดาซอฮาบะฮฺ และสาวกทั้งหลาย ซึ่งมีจำนวนน้อยคนนักที่สามารถเรียนรู้ และเข้าใจอัลกุรอาน ตลอดจนซุนนะห์ของท่านนบี ได้เท่าเทียมกับท่านหญิงอาอิชะฮ์

ตัวอย่างการอธิบายอัลกุรอาน

          ท่านหญิงอาอิชะฮฺ มีความเฉลียวฉลาดเฉียบแหลม ในการให้ความหมายของอัลกุรอาน โดย วิธีการอธิบายอัลกุรอานของนางนั้น จะใช้วิธีการอธิบาย โดยการอาศัยอายะห์กุรอานอายะห์หนึ่ง มาอธิบายอัลกุรอานอีกอายะห์หนึ่ง, การอาศัยอัลฮะดีษมาอธิบายอัลกุรอาน, อาศัยสาเหตุของการประทานอัลกุรอาน มาอธิบายอายะห์กุรอาน, อาศัยความหมายทางภาษา มาอธิบายอายะห์อัลกุรอาน และอาศัยความพยายามของท่านหญิงอาอิชะฮ์ ในการวินิจฉัยมาอธิบายอัลกุรอาน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

     1) การอาศัยอายะห์กุรอานอายะห์หนึ่ง มาอธิบายอัลกุรอานอีกอายะห์หนึ่ง

ตัวอย่าง นี้เป็นการอธิบายอัลกุรอาน โดยการนำอายะห์ที่เกี่ยวกับการที่ท่านนบีสามารถ มองเห็นท่านญิบรีลในสภาพที่เป็นจริง คือ อายะห์ในซูเราะห์อัตตักวีร อายะห์ที่  23 ความว่า และโดยแน่นอน เขา (มุฮัมหมัด) ได้เห็นเขา (ญิบรีล) ณ ขอบฟ้าอย่างชัดแจ้ง(กุรอาน 61:23)

และซูเราะห์อันนัจมฺ อายะห์ที่  13 ความว่า และโดยแน่นอน เขาได้เห็นญิบรีลในการลงมาอีกครั้งหนึ่ง(กุรอาน 53:13)

ซึ่งท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้อธิบายว่า ท่านนบี สามารถมองเห็นท่านญิบรีล มิใช่มองเห็นอัลลอฮฺตามที่ซอฮาบะฮฺบางคนเข้าใจ

     2) การอาศัยอัลฮะดีษ มาอธิบายอัลกุรอาน

         ตัวอย่างเช่น การที่ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ปฏิเสธท่านอิบนุ อับบาส ว่าท่านนบีไม่เคยเห็นอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นการอธิบายอัลกุรอาน โดยนำอัลฮะดีษมาอธิบายอัลกุรอาน ดังนี้

ครั้งหนึ่ง ท่านอิบนุ อับบาส ได้ถามนางว่า “ท่านนบีสามารถมองเห็นอัลลอฮฺหรือ”  เนื่องจากท่านอิบนุ อับบาส ได้อ่านอายะห์กุรอานที่เหมือนกันในซูเราะห์ที่ต่างกัน ทำให้ท่านหญิงอาอิชะฮ์ปฏิเสธทันที และกล่าวว่าผู้ใดก็ตามที่สงสัยว่าท่านนบี สามารถมองเห็นอัลลอฮฺ แสดงว่าผู้นั้นกำลังทำบาปใหญ่” (บันทึกโดยบุคอรีย์)

    3) การอาศัยสาเหตุของการประทานอัลกุรอาน มาอธิบายอายะห์กุรอาน

          ตัวอย่างการอาศัยสาเหตุของการประทานอัลกุรอาน มาอธิบายอายะห์กุรอาน ของท่านหญิงอาอิชะฮ์ เกี่ยวกับซูเราะห์อัลบะเกาะเราะห์ อายะห์ที่ 158 ความว่า

แท้จริงภูเขาศอฟา และภูเขามัรวะฮฺนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาเครื่องหมายของอัลลอฮฺดังนั้น ผู้ใดประกอบพิธิฮัจย์หรืออุมเราะห์ ณ บัยตุ้ลลอฮฺ ก็ไม่มีบาปใดๆ แก่เขา ที่จะเดินวนเวียนไปมา ณ ภูเขาทั้งสองนั้น(กุรอาน 2:158)

โดยอุรวะฮฺ อิบนุ อัซซุบัยรฺ ได้กล่าวถามนาง เกี่ยวกับอายะห์ดังกล่าว่า ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับภูเขาศอฟาและมัรวะฮฺ”ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ได้อธิบายถึงสาเหตุของการประทานอายะฮฺดังกล่าวว่า

“เนื่องจากชาวมะดีนะห์ ได้เวียนรอบระหว่างภูเขาทั้งสอง ตั้งแต่พวกเขายังไม่ได้เป็นมุสลิม พวกเขาได้ถามท่านนบี เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อพวกเขาเข้ามารับนับถือศาสนาอิสลาม พวกเขาจึงลำบากใจ ในการเดินเวียนรอบเขาทั้งสองอัลลอฮฺ จึงประทานอายะห์ดังกล่าว ลงมาแก่ท่านนบี ดังนั้น ท่านนบี  ก็ได้เชิญชวนผู้ที่บำเพ็ญฮัจย์ ให้มีการเวียนรอบระหว่างสองภูเขาดังกล่าวด้วย(บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)

     4) การอาศัยความหมายทางภาษา มาอธิบายอายะห์อัลกุรอาน

          สำหรับการอธิบายอัลกุรอานโดยอาศัยความหมายทางภาษานั้น ท่านหญิงฯได้อธิบายคำว่า“กุรุอฺ” ในซูเราะห์อัลบะเกาะเราะห์ อายะห์ที่ 228 ความว่า และบรรดาหญิงที่ถูกหย่าร้าง พวกนางจะต้องรอคอยตัวของตนเองสามกุรูอฺ” (อัลกุรอาน 2:228)

          โดยท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้อธิบายคำว่า “กุรูอฺ” หมายถึง สะอาดปลอดจากมีเลือดประจำเดือน ซึ่งก็คือผู้หญิงที่ถูกหย่าจากสามีจะต้องรอ อิดดะห์ หมายถึง ระยะเวลาระหว่างการเริ่มหย่าจากสามีถึงเวลาที่อนุมัติให้สมรสใหม่่เป็นเวลา สามกุรูอฺ ก็คือให้ผู้หญิงรอคอยจนกว่ามดลูกของนางสะอาดสามครั้ง หรือนางประจำเดือนมาสามครั้งนั่นเอง

การรายงานอัลฮะดีษ และวินิฉัยปัญหาทางศาสนา

          ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เป็นนักรายงานอัลฮะดีษ ที่สำคัญผู้หนึ่ง เนื่องจากนาง มีความรอบรู้สามารถจดจำอัลฮะดีษของท่านนบี ได้อย่างมากมาย ซึ่งถือเป็นผู้จดจำอัลฮะดีษรุ่นแรกในตัวบท และผู้รายงานฮะดีษมากที่สุด และจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของผู้รายงานฮะดีษ รองจากท่าน อบูฮุรอยเราะห์, อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร, อนัส อิบนุ มาลิก และอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส แต่นางจะมีความพิเศษกว่าบรรดาศอฮาบะฮ์ เพราะนางมีโอกาสได้ฟังจากท่านนบี โดยตรง

          จากการรายงานของนักวิชาการพบว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺเป็นนักรายงานฮะดีษที่มีความจำแม่นยำและรายงานฮะดีษมากถึง 2,210 ฮะดีษ ซึ่ง ตัวบทฮะดีษในจำนวนนี้มี 174 ฮะดีษที่คอลีฟะห์ทั้งสี่ คือ ท่านอบูบักร อุมัร อุษมาน และอาลี เห็นพ้องด้วย ท่านอิมามบุคอรีนำไปรายงาน 54 ฮะดีษ และอิมามมุสลิมนำไปรายงาน 54 ฮะดีษ

           เหล่าบรรดาซอฮาบะฮฺและผู้รู้หลายทั้งหลายต่างก็มาขอคำวินิจฉัยปัญหาทางด้าน ศาสนา รวมทั้งกฎหมาย และศาสนาบัญญัติจากนางอยู่เสมอ และใช้คำวินิจฉัยของนางเป็นแหล่งอ้างอิง นอกจากนี้ บรรดาผู้รู้ทั้งหลายต่างก็ยกย่องนางว่าเป็นสตรีที่เปี่ยมไปด้วยความรู้และเป็นผู้ทรงคุณธรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้

- ท่านอบูมูซา อัลอัชอารี ได้กล่าวว่า “ไม่มีฮะดีษไหนที่เป็นเรื่องเร้นลับสำหรับพวกเรา (บรรดาซอฮาบะฮ์) หลังจากเราได้ถามจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ และพวกเราได้รับรู้ว่านางเป็นผู้ที่รอบรู้ในฮะดีษดังกล่าว

- ส่วนมัสรูก กล่าวถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “ฉันเห็นผู้อาวุโสในหมู่ซอฮาบะฮ์ ต่างพากันไปถามหาคำตอบของปัญหา การจัดแบ่งมรดกจากอาอิชะฮฺ”

- อะฏออ์ ยกย่องท่านหญิงอาอิชะฮ์ว่า อาอิชะฮฺเป็นผู้มีความเข้าใจสูงสุด มีความรู้สูงสุด และเป็นผู้ให้ความเห็นที่ดีที่สุด”

- ครั้งหนึ่ง อิบนุซะต์ ได้กล่าวว่า “ภรรยาของท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้รู้ฮะดีษจำนวนมากจากท่านรอซูลุลลอฮฺ แต่ไม่มีใครเหมือนกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ และอุมม์สะละมะห์

และท่านหญิงอาอิชะฮฺ เคยให้ข้อคิดเห็นของเธอ ในสมัยของอุมัร และอุษมาน จนกระทั่งเธอเสียชีวิต”

- ขณะที่อิมามซะฮฺรี ซึ่งเป็นนักนิติศาสตร์ชั้นนำ ในบรรดาผู้ปฏิบัติตามสาวกของท่านนบีกล่าวว่า “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เป็นผู้ที่มีความรู้ดีคนหนึ่ง แม้ผู้อาวุโสและสาวกผู้ทรงความรู้ ก็ยังเคยปรึกษาขอคำแนะนำจากนาง” และ “ความรู้ของท่านหญิงอาอิชะฮฺ มากยิ่งกว่าความรู้ของผู้ชายทั้งหมด และบรรดาแม่ของศรัทธาชน รวมกันเสียด้วยซํ้า

-  ท่านอิบนุ สะอฺด ได้รายงานว่า ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ได้ทำการอิจติฮาด (การวินิจฉัยปัญหาทางศาสนา) หากมีเหตุการณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยที่ไม่ปรากฏตามหลักฐานที่มีอยู่ในอัลกุรอานหรืออัลฮะดีษ ดังที่ท่านอบูสะละมะฮฺ อิบนุ อับดุรเราะห์มาน กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นผู้ใดที่มีความรู้เกี่ยวกับซุนนะห์ (แนวทาง) ของท่านรอซูล มีความเข้าใจเกี่ยวกับทัศนะ มีความรู้เกี่ยวกับอายะห์ที่ถูกประทานลงมาว่าเกี่ยวกับเรื่องใด ตลอดจนบทบัญญัติต่างๆ มากกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ” (บันทึกโดยอัลฮากิม)

          แม้ภายหลังจากที่ท่านนบี ได้เสียชีวิตไปแล้ว สาวกของท่านบางคน ได้นำเอาคำถามที่มีเหตุผล ขัดแย้งกับศาสนา และการอธิบายความหมายของหลักการบางอย่าง ที่ขัดแย้งกับศาสนา มาถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ นางได้อธิบายปัญหานั้น อย่างมีเหตุผล และเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย จนสามารถทำให้คนธรรมดาทั่วไปเข้าใจได้ ตัวอย่างเช่น “ปัญหาที่ว่าคนตายได้ยินเสียงคนที่มีชีวิตหรือไม่” ท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้อธิบายว่า นางไม่เชื่อว่าผู้ตายสามารถได้ยินคนมีชีวิต

           โดยความเชื่อในเรื่องนี้ มาจากคำบอกเล่าที่ว่าครั้งหนึ่ง ท่านนบี ได้พูดกับศพของบรรดาผู้ปฏิเสธศาสนา ในสมรภูมิบะดัรว่า “พวกเจ้าเห็นหรือยังว่าสัญญาของพระผู้อภิบาลของพวกเจ้านั้นเป็นจริง” มีรายงานว่าอุมัรได้ถามว่า “ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ท่านพูดกับคนตาย ที่ไม่ได้ยินเรากระนั้นหรือ?”

         คำบอกเล่านี้ คือที่มาของความคิดที่ว่าคนตายสามารถได้ยิน แต่ท่านหญิงอาอิชะฮ์ไม่ยอมรับฮะดีษนี้ โดยอาศัยหลักฐานจากกุรอาน ความว่า เจ้าไม่สามารถทำให้คนตายได้ยิน (กุรอาน 27:80) และ เจ้าไม่สามารถทำให้ผู้อยู่ในหลุมฝังศพได้ยิน (กุรอาน 35:22)

          ในทำนองเดียวกัน นางได้บอกปัดความคิด เรื่องการลงโทษคนตาย เพราะการร้องไห้คร่ำครวญของเครือญาติ โดยอาศัยหลักฐานจากอัลกุรอาน คือ “และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของอีกผู้หนึ่งได้” (กุรอาน 35:18)

          ซึ่งสิ่งที่นางชี้แจงนี้ ก็เป็นที่ยอมรับเป็นความจริง ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ความเห็นอะไรก็ตามที่หลายฝ่าย มีความแตกต่างกันในรายละเอียด ทุกฝ่าย ต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าความเห็นนั้น จะต้องได้รับการตัดสินโดย คัมภีร์อัลกุรอาน เพราะอัลกุรอาน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสงสัย และการศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานของมุสลิม ก็ยังคงไม่สั่นคลอน  ความแตกต่างกันอาจเกิดขึ้นได้ ในการอธิบายความหมาย แต่ทุกความเห็นต้องมาจากหลักฐาน ในคัมภีร์อัลกุรอาน และทัศนะที่มีเหตุผลของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ในเรื่องที่ขัดแย้งกันนั้น ก็วางอยู่บนพื้นฐานของอัลกุรอานทั้งสิ้น

          ในเรื่องของความเฉลียวฉลาดและการตัดสินที่ดีของท่านหญิงอาอิชะฮฺนั้น นาเบีย แอบบอท (Miss Nabia Abbot) นักเขียนชาวอเมริกัน และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้กล่าวว่า

           "อาอิชะฮ์ มีความเท่าเทียมกับนักกฎหมาย และนักบันทึกฮะดีษคนสำคัญๆ ในยุคของนางอย่างเช่น อบูฮุรอยเราะห์ อิบนุอุมัร และอิบนุอับบาส ความจำของนางเป็นเลิศ  ทำให้สามารถท่องจำฮะดีษได้นับพันตอน และในฐานะที่เป็นภรรยาของท่านนบี   นางได้รับอภิสิทธิ์ ได้อยู่ใกล้ชิดกับสามีผู้สูงส่งของนาง ดังนั้น ความรู้ของนาง เกี่ยวกับแบบอย่างคำสอนของท่านนบี  และ ความหมายของกุรอาน จึงดีกว่าคนอื่น และนางเป็นผู้บุกเบิก ในงานศิลปะของการสร้างระบบประสานกุรอาน และแบบอย่างคำสอนของท่านนบีเข้าด้วยกัน"

ความรอบรู้ในศาสตร์แขนงอื่น

          นอกจากความรู้ในเรื่องของอัลกุรอาน อัลฮะดีษ หลักการศาสนา และการแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องยากๆ ของศาสนา อาทิเช่น ลำดับของการประทานอัลกุรอาน เหตุผลของความสำเร็จของภารกิจอิสลามในมะดีนะห์ การอาบน้ำในวันศุกร์ เหตุผลสำหรับการนมาซย่อในขณะเดินทาง เหตุผลของการถือศีลอดในวันที่ 10 ของเดือนมุฮัรรอม ความสำคัญของฮัจย์และความหมายของการฮิจเราะห์แล้ว

ท่านหญิงอาอิชะฮฺยังมีความรอบรู้ในศาสตร์แขนงอื่น เช่น การแพทย์ ประวัติศาสตร์อาหรับ บทกวี วรรณกรรม ชนิดที่ยากจะหาผู้ใดมาเทียบได้

ด้านการแพทย์:

          เมื่อมีคนถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ ด้วยความฉงนว่า ท่านหญิงมีความรู้ในเรื่องวิชาการแพทย์มาจากไหน นางตอบว่า

 แท้จริงท่านนบี เจ็บไข้บ่อยมาก ดังนั้น จึงมีบรรดาแพทย์ที่เป็นชาวอาหรับ และมิใช่อาหรับมารักษาท่าน ฉันก็ได้เรียนรู้จากพวกเขาเหล่านั้น และจดจำไว้” (บันทึกโดยอัลฮากิม)

นอกจากนี้ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ยังได้กล่าวถึงฮะดีษของท่านนบีว่า “การปรุงแป้งผสมนมหรือน้ำผึ้งนั้น เป็นสิ่งที่บรรเทาทุกข์แก่ผู้ป่วย สามารถลดความเศร้าโศกได้” (บันทึกโดยมุสลิม)

ด้านประวัติศาสตร์:

          ท่านหญิงอาอิชะฮ์ สามารถลำดับเหตุการณ์ของอาหรับ ก่อนหน้าอิสลาม วัฒนธรรม ประเพณี และการปฏิบัติของชาวอาหรับโบราณ รวมทั้งการสืบเชื้อสายของบรรพบุรุษอาหรับ เหตุการณ์สำคัญๆ ในยุคอิสลาม ก็ได้ผ่านการบอกเล่าจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ไว้มากมาย เช่น

          ลักษณะเริ่มต้นของการได้รับวะฮีย์ เหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับการฮิจเราะฮฺ  กรณีที่นางถูกปรักปรำ การประทานอัลกุรอานและการจัดเรียงลำดับ คำอ่านในการวิงวอนขอพร เรื่องการสิ้นชีวิตของท่านนนบี  การบอกเล่าเรื่องสงครามบะดัรฺ สงครามอุฮุด สงครามคอนดัก สงครามบนีกุรอยเซาะฮฺ ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ นอกจากนี้แล้ว นางยังได้เล่าเรื่องราว เกี่ยวกับการให้สัตย์ปฏิญาณ จงรักภักดีของผู้หญิง ในตอนที่มักกะฮฺถูกปิดล้อม เหตุการณ์สำคัญในการทำฮัจย์ ครั้งสุดท้ายของท่านนบี  ลักษณะและนิสัยของท่าน เรื่องราวต่างๆ ในสมัยการปกครองของคอลีฟะห์ และเรื่องอื่นๆ ที่ตกทอดมาถึงเราในปัจจุบันด้วย

ด้านวรรณกรรม:

          สำหรับเรื่องความรู้ทางด้านวรรณกรรมนั้น ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เป็นผู้ที่พูดจาไพเราะและพูดเก่ง  มูซา บิน ฏอลละห์ กล่าวว่า“ฉันไม่เคยเห็นใคร ที่พูดจาคล่องแคล่ว มากไปกว่าอาอิชะฮฺเลย”(บันทึกโดยฮากิม)

          ในด้านสำนวนโวหาร ถัดจากอุมัรและอาลีแล้ว ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ก็ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง เพราะคำพูดของนางนั้น ดีเยี่ยม ไม่มีใครเหมือนและมีพลังปลุกเร้า แม้ว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺจะไม่ใช่นักกวี แต่นางก็มีรสนิยมในบทกวี

          ครั้งหนึ่งฮัซซาน บินซาบิต กวีผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น ได้เคยมาหานาง เพื่อให้อ่านสิ่งที่เขาได้แต่งมาในหนังสือ “อะดะบุลมุฟรอด” อิมามบุคอรีย์กล่าวว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺ สามารถท่องจำคำกลอนที่แต่ง โดย กะอับ บินมาลิก ได้ทั้งหมดไม่น้อยกว่า 40 บท นอกจากนั้นแล้ว นางยังสามารถท่องจำบทกวี ทั้งก่อนหน้าอิสลามและในยุคอิสลาม และได้เคยอ่านในบางโอกาส ซึ่งเรื่องนี้มีกล่าวอยู่ในหลายฮะดีษ

           ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ไม่เพียงแต่จะมีความรู้เป็นอย่างดี ในความรู้สาขาต่างๆ เท่านั้น แต่เนื่องจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ มีชีวิตอยู่อีกนานหลายปี ภายหลังจากที่ท่านนบี  เสีย ชีวิต ดังนั้น นางจึงเป็นบรมครูผู้เชี่ยวชาญ และได้ช่วยสอนเหล่าบรรดาศานุศิษย์อีกมากมายให้ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้ด้วย ซึ่งในจำนวนนี้ก็มี อุร วะฮฺ บินซุเบร, กอซิม บินมุฮัมหมัด, อบูซัลมา บินอับดุรเราะห์มาน, มัสรูก อุมรอ, เศาะฟียะห์ บินติวัยบะฮฺ, อาอิชะฮฺ บินติ ฏอลละห์ และมุอะวา อัดวียะห์ เป็นต้น

http://www.islammore.com

มารดาของบรรดาผู้ศรัทธา 3  >>>Click

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

¿ÃÕ Ê¶ÔµÔàÇçºä«µì