หมวดว่าด้วยการอุปโภคบริโภค : การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระบบอิสลาม
ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อน และเกี่ยวพันกับปัจจัยเหตุหลายประการ ซึ่งแต่ละปัจจัยเหตุล้วนแต่มีความสัมพันธ์ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อการ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวม อาทิเช่น ปัญหาการเมืองการปกครอง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาค่านิยมของผู้คนในการบริโภค-อุปโภค ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาทางการศึกษา ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ฯลฯ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั้งสิ้น
ดังนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงต้องเป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นในระดับจุลภาคหรือมหัพภาค เศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจะมีความมั่นคงและรุดหน้าในการเจริญเติบโตอย่าง ยั่งยืนได้จำต้องพึ่งพาปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น รัฐบาลมีเสถียรภาพ ระบบราชการมีประสิทธิภาพ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ประชาชนมีเสรีภาพ และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รัฐและองค์กรของรัฐ มีธรรมาภิบาลในการบริหารการจัดการงบประมาณ ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น
หากประเทศใดมีรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ มีปัญหาการเมืองที่รุนแรง รัฐไม่ใส่ใจในการปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจัง มีนักการเมืองที่ทุจริต และแสวงหาประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้อง ประเทศนั้น ก็ย่อมมีความตกต่ำในด้านเศรษฐกิจ และต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้า อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย
ในปัจจุบันมีระบอบเศรษฐศาสตร์หลักอยู่ 3 แบบ กล่าวคือ แบบทุนเสรีนิยม ซึ่งกำลังประสบปัญหาวิกฤติอยู่ในขณะนี้ แบบที่สอง คือ ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งล่มสลายไปแล้ว แบบที่สามคือ ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม ซึ่งกำลังได้รับการพิสูจน์ และทดสอบจากสภาวการณ์ของโลกที่สูญเสียความเชื่อ มั่นต่อระบอบสองแบบแรก และกำลังมองหาทางเลือกที่สาม
และระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามก็คือ ทางเลือกที่สามนั้น สำหรับประชาคมโลกในอนาคตอันใกล้ ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐศาสตร์อิสลาม มีแนวทางและหลักการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร? เราสามารถนำเสนอแนวทางและหลักการดังกล่าวได้พอสังเขปดังนี้ คือ
การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจในระบบอิสลาม มีดังนี้
1. ด้านศีลธรรม-คุณธรรม
- ระบบเศรษฐกิจต้องมีมาตรฐานทางศีลธรรมเป็นตัวควบคุมจะแยกออกจากกันมิได้
- การอุปโภค-บริโภคต้องเป็นที่อนุมัติตามหลักศาสนบัญญัติ กล่าวคือ ผู้บริโภคและผู้ผลิตเครื่องอุปโภค-บริโภค ต้องหลีกห่างจากสิ่งต้องห้าม (หะรอม)
- รูปแบบการทำธุรกิจ, การค้าขายแลกเปลี่ยน, การทำสัญญาข้อตกลง การทำธุรกรรม ต้องสอดคล้องกับหลักศาสนบัญญัติ และปลอดดอกเบี้ย การทุจริตและการเอาเปรียบ
- ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจต้องมีคุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต, ผู้ใช้แรงงาน, นายจ้าง, ผู้ให้บริการและผู้บริโภค
- ต้องยึดหลักความพอดีและความพอเพียง ไม่โลภโมโทสัน ไม่มักมาก, ไม่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย
2. ด้านการผลิต
- ผลิตภัณฑทุกชนิดต้องเป็นสิ่งที่อนุมัติตามหลักศาสนบัญญัติและมีประโยชน์ในการอุปโภค-บริโภค
- กระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ต้องสอดคล้องกับหลักศาสนบัญญัติ กล่าวคือ ต้องไม่มีสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนบัญญัติ เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการได้มาซึ่งวัตถุดิบ แหล่งเงินทุน สถานประกอบการ เป็นต้น
- สถานประกอบการ จะต้องมีมาตรการที่เข้มงวด และรัดกุมในการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และหลีกห่างจากการสร้างมลภาวะเป็นพิษ เพราะหลักคำสอนของศาสนาถือว่าการทำลาย สิ่งแวดล้อม และการสร้างมลภาวะ เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากเป็นการสร้างความวิบัติเสียหายบนหน้าแผ่นดิน
3. ด้านการตลาด
- การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและผลิตภัณฑ์ตลอดจนเครื่องอุปโภค ต้องสอดคล้องกับหลักศาสนาที่บัญญัติเอาไว้
- ผู้เกี่ยวข้องกับกลไกลตลาดต้องมีคุณธรรม กล่าวคือ มีความซื่อสัตย์ ไม่ทุจริตหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นการทำโฆษณาสินค้า การนำเสนอสินค้า การชั่งตวงสินค้า ไม่เอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการกักตุนสินค้าหรือแสวงหาผลกำไรเกินจริง ทั้งนี้การโฆษณาเกินจริง การนำเสนอสินค้าโดยหลอกลวงผู้บริโภค และการกักตุนสินค้าในยามวิกฤติถือเป็นสิ่งต้องห้ามตามศาสนบัญญัติ
- จัดตั้งกลุ่มคณะบุคคลหรือองค์กรที่ ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้า การกำหนดราคาสินค้า และมาตราชั่งตวงให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เรียกกลุ่มคณะบุคคลหรือองค์กรนี้ว่า อัล-ฮิสบะฮฺ (اَلْحِسْبَةُ)
- กลไกตลาด จะต้องไม่ถูกแทรกแซง หรือบิดเบือนจากสภาพความเป็นจริง โดยปล่อยให้กลไกตลาด ดำเนินไปตามหลักอุปสงค์และอุปทาน ยกเว้นในกรณีเกิดวิกฤติรัฐสามารถเข้าแทรกแซงกลไกตลาดได้ตามความจำเป็น
- ส่งเสริมการตลาดภายในประเทศให้มีความมั่นคง ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าด้วยการสนับสนุนภาคการผลิตภายในประเทศ ทั้งนี้ในระบบเศรษฐกิจอิสลามจะเน้นการพึ่งพาตนเองด้วยการสร้างบุคลากรผู้ ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ การสนับสนุนกลุ่มองค์กรทางการค้าและพาณิชย์โดยใช้หลักฟัรฎูกิฟายะฮฺ กล่าวคือ สังคมหนึ่งหรือประชาคมหนึ่งต้องมีบุคลากรที่พอเพียงในการตอบสนองความต้องการ ของสังคมหรือประชาคมนั้น ๆ หากมีการละเลยในสิ่งดังกล่าว ก็ถือว่าสังคมและประชาคมนั้นต้องรับผิดชอบโดยทั่วกัน ในกรณีนี้รัฐจึงต้องสนับสนุนให้มีการสร้างผลิตภัณฑ์สินค้าและเครื่องอุปโภค ที่ผลิตโดยประชาชนของรัฐ อาทิเช่น รถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อุปกรณ์อิเลคโทรนิค ฯลฯ
- เปิดตลาดการค้ากับกลุ่มประเทศใกล้เคียงที่มีเส้นพรมแดนติดต่อกันโดยผ่านระบบ คมนาคมที่เชื่อมต่อเป็นโครงข่ายถึงกัน ทั้งนี้เป็นการประยุกต์ใช้หลักคำสอนของอัลกุรอาน และการทำการค้าของชาวอาหรับที่ระบุเอาไว้ในสูเราะฮฺกุรอยช์และสูเราะฮฺอื่น ๆ
4. ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
- สำรวจแหล่งทรัพยากรภายในประเทศ และกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและรัดกุมในการใช้ทรัพยากรเหล่านั้น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- ทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นสิ่งถูกสร้างที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่ มนุษย์ในการใช้สอยและเอาประโยชน์ ดังนั้น รัฐจึงมีภารกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ และ เข้มงวดในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ จากการทำลายและการผูกขาดของนายทุน
- การพัฒนาใด ๆ ทางด้านเศรษฐกิจต้องคำนึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ตลอดจนต้องคำนึงถึงสภาพสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คน
- รัฐต้องสนับสนุนการใช้ประโยชน์ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อสร้างผลผลิต และ รายได้แก่ประชาชน ทั้งนี้ อาศัยหลักการว่าด้วยเรื่องอิหฺยาอุล-มะวาต ในนิติศาสตร์อิสลามมาประยุกต์ใช้ รวมถึงการใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นที่ดินทำกินแก่ชนชั้นล่างที่ยากจน เรียกหลักการนี้ว่า อัล-ฮิมา อันหมายถึง ที่ดินที่รัฐจัดสรรไว้เฉพาะผู้ยากจนในการอยู่อาศัยและทำกิน
5. ด้านแหล่งเงินทุน
- จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีระบบการบริหารการจัดการ ที่สอดคล้องกับหลักศาสนบัญญัติ
- สร้างระบบการเงินและการคลัง ตลอดจนการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่ปลอดดอกเบี้ย อาทิเช่น กองทุนกู้ยืมที่ปลอดดอกเบี้ย, ธนาคารอิสลาม, ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์วิถีอิสลาม เป็นต้น
- แหล่งที่มาของรายได้อันเป็นงบประมาณของรัฐต้องปลอดจากสิ่งต้องห้ามตามหลัก ศาสนบัญญัติ กล่าวคือ รัฐต้องไม่หารายได้เข้าสู่การคลังด้วยการมอมเมาประชาชน เช่น การพนันในรูปแบบต่าง ๆ ไม่สนับสนุนธุรกิจการค้าที่เกี่ยวข้องกับอบายมุข เช่น การผลิตสุรา ธุรกิจทางเพศ ฯลฯ เนื่องจากรายได้และเงินภาษีที่จัดเก็บจากธุรกิจการค้าและการมอมเมาประชาชนจะ สร้างผลเสียในระยะยาวและใหญ่หลวง ซึ่งรัฐต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากสิ่งที่ขัดต่อหลักศาสนบัญญัตินั้น มากกว่ารายได้และภาษีที่เก็บได้มากกว่าหลายเท่าตัว จึงถือว่าได้ไม่คุ้มกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียงบประมาณในด้านสาธารณสุขและความมั่นคงภายในประเทศอัน เกิดจากปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมและศีลธรรม ปัญหาคุณภาพชีวิต ฯลฯ
- จัดระบบซะกาตให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะทรัพย์ซะกาตถือเป็นแหล่งเงินทุนที่ประชาชนเข้าถึงได้มากที่สุด อีกทั้งทรัพย์ซะกาตยังถือเป็นแหล่งรายได้ของรัฐที่จะนำมาใช้ในด้านสวัสดิการ สังคม การบรรเทาทุกข์และสาธารณภัย ตลอดจนการพัฒนาสาธารณูปโภคอีกด้วย
6. ด้านแรงงานและการประกอบอาชีพ
- การประกอบอาชีพ และการใช้แรงงานในแต่ละสาขาอาชีพ ต้องเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับหลักศาสนบัญญัติ
- เจ้าของกิจการ ต้องมีคุณธรรมด้วยการจ่ายค่าแรงอย่างยุติธรรม และเหมาะสมกับสาขาอาชีพ ไม่เอาเปรียบและขูดรีด
- ผู้ใช้แรงงาน ต้องมีการพัฒนาฝีมือ และทักษะในการทำงาน ตามสาขาอาชีพของตนอยู่เสมอ ตลอดจนมีความซื่อสัตย์และขยันขันแข็งในการทำงาน เพราะการทำงานถือเป็นการประกอบศาสนกิจอย่างหนึ่ง หากผู้ใช้แรงงานมีเจตนาที่ดี และใช้แรงงานในสาขาอาชีพที่ถูกต้องตามหลักของศาสนบัญญัติ
- ผู้ใช้แรงงานต้องรู้จักอดออมมัธยัสถ์ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่ายในการใช้จ่าย และไม่ข้องแวะกับอบายมุข
- รัฐต้องสร้างงาน และกระจายการสร้างงาน สู่สังคมชนบทด้วยการสนับสนุนอาชีพเสริม แก่ผู้คนในท้องถิ่น โดยรัฐต้องรับผิดชอบในการจัดหา ตลอดรองรับผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากอาชีพเสริมนั้น เป็นต้น
- จบบทความกฎหมายอิสลามเบื้องต้น -
http://www.alisuasaming.com
หน้าหลัก