หลักฐานที่ยึดถือในการปฏิบัติศาสนา
1.) ที่มาของการยึดมั่น(อะกีดะฮ์) คือ อัลกุรอาน แบบฉบับ(ซุนนะฮ์)ของท่านเราะซูลลุลลอฮ์
อันถูกต้อง และมติเป็นเอกฉันท์ของบรรดาสลัฟ
2.) แบบฉบับท้งมวลที่ถูกต้องของท่านเราะซูล
ถือเป็นวายิบ(จำเป็น)ที่จะต้องปฏิบัติตาม แม้จะเป็นฮะดิษอาฮาด ที่มีผู้รายงานเพียงคนเดียว หรือสองคนก็ตามที่เชื่อถือได้
3.) ที่มาของการเข้าใจอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ คือการอรรถาธิบายอัลกุรอาน และอัลฮะดิษ รวมทั้งความเข้าใจของบรรดาสลัฟ ต่ออัลกุรอานและอัลฮะดิษ และแนวทางของบรรดาอิมามต่างๆ เช่น มัซฮับ อัล-ฮะนาฟียะฮ์ , มัซฮับ อัลมาลิกียะฮ์ , มัซฮับ อัช-ชาฟิอียะฮ์ , มัซฮับ อะหมัด อิบนุ ฮัมบัร ที่ได้เดินตามแนวของบรรดาสลัฟ
4.) หลักการของศาสนาโดยส่วนรวม ตามที่ท่านนะบี
ได้แจกแจงไว้อย่างกระจ่างชัด โดยไม่เปิดช่องว่างให้ใครมาเพิ่มเติมสิ่งใดๆเข้าไปอีก
5.) การยอมจำนนต่ออัลลอฮ์ และต่อเราะซูลของพระองค์ ทั้งโดยเปิดเผยและเร้นลับ โดยไม่ต้องนำเอาการเปรียบเทียบ(การกิยาส) ความชื่นชอบส่วนตัว การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ คำกล่าวของนักวิชาการ หรือของอิมามใดๆมายกเลิกตัวบทถูกต้องเป็นอันขาด
6.) การใช้สติปัญญาอันรอบคอบที่ต้องสอดคล้องกับตัวบทของหลักฐานที่สืบทอดมาจาก สลัฟ โดยทั้งตัวบทและการใช้สติปัญญาจะต้องไม่ขัดแย้งกัน ในกรณีที่ขัดแย้งกันให้ถือเอาการปฏิบัติตามตัวบทเป็นหลัก
7.) จำเป็นต้องทำอามัลอิบาดะฮ์ ตามถ้อยคำที่มีตัวบทสนับสนุน โดยหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่แต่งเติมเสริมขึ้น ส่วนถ้อยคำใดที่มีความหมายคลุมเครือให้พิจารณาดูให้ถ่องแท้ถ้าพบว่าถูกต้อง ตามตัวบทถือว่าใช้ได้ ถ้าพบว่าไม่มีตัวบทรับรองก็ให้ละทิ้งไปเสีย
8.) ความบริสุทธิ์ไร้บาปและมลฑิน มีเฉพาะแต่กับเราะซูล
เป็นกรณีเฉพาะบุคคล ส่วนประชาชาติอิสลาม (อุมมะฮ์) โดยส่วนรวมนั้นจะไม่รวมตัวกันบนความเท็จและความหลงผิด หรือการกระทำผิดได้ ในกรณีที่มุสลิมมีความเห็นแตกต่างกัน หรือเห็นแตกต่างกับกลุ่มอื่นก็ให้หันกลับไปพิจารณาดู อัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ ในเรื่องที่ละเอียดอ่อนให้เป็นหน้าที่ของผู้มีคุณสมบัติของการอิจญติฮาดให้ เป็นผู้ชี้ขาด
9.) ในประชาชาติอิสลามนี้ มีผู้ได้รับการดลใจจากอัลลอฮ์ (อิลฮาม) ความฝันที่ดีงาม(ศอลิห์)เป็นสัจจริง เป็นการดลใจจากอัลลอฮ์ และเป็นส่วนหนึ่งที่อัลลอฮ์เคยประทานให้เป็นคุณสมบัติของนะบี และเราะซูลทั้งหลายมาแล้ว การ ดูรูปร่างลักษณะ เพื่ออ่านนิสัย ใจคอ เป็นสัจจริง โดยมีข้อแม้ว่า กะรอมาต(สิ่งที่อัลลอฮ์ให้กับบ่าวที่ดีบางคน) และคุณสมบัติเหล่านี้ จะต้องสอดคล้องกับชะรีอะฮ์ อิสลามียะฮ์(บทบัญญัติของศาสนาอิสลาม) และต้องไม่ใช้เป็นหลักฐานทางอะกีดะฮ์ หรือชะรีอะฮ์
10.) การโอ้อวดเป็นสิ่งที่น่าตำหนิในศาสนา ส่วนการกล่าวโต้แย้งโดยใช้เหตุผลที่ดีเป็นสิ่งที่ชะรีอัตส่งเสริม และได้มีหลักฐานที่แข็งแรงห้ามมิให้อ่อนข้อต่อความมดเท็จ ดังนั้นจึงต้องถือปฏิบัติตามนั้น ควรหลีกเลี่ยงการพูดจาในเรื่องที่ตนไม่มีความรู้ และมอบหมายสิ่งนั้นไว้กับอัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา
11.) จำเป็นที่เราต้องยึดถือวิธีการโต้ตอบ ตามแนวทางที่อัลลอฮ์ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา ได้ประทานวะหยูมาทางท่านนะบี
ทั้งนี้รวมไปถึง การมีความเชื่อมั่นในสิ่งนั้นด้วย และจะต้องไม่โต้ตอบสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์นอกจากการมีหลักฐานอันชัดแจ้ง และจะต้องไม่เผชิญหน้ากันให้เกิดความแตกแยก
12.) ทุกสิ่งที่อุตริขึ้นมาในศาสนานั้นล้วนเป็นบิดอะฮ์ และทุกๆความบิดอะฮ์ เป็นความหลงผิดทั้งสิ้น และทุกๆความหลงผิด(เฏาะลาละฮ์)นั้นจะอยู่ในไฟนรก
หลักการศรัทธา
รร.ศาสนูปถัมภ์ ประเวศ กทม
ลักษณะของ “กุฟรฺ”
ลักษณะที่ตรงกันข้ามกับ "มุสลิม" ได้มีบุคคลอีกจำพวกหนึ่ง ซึ่งถึงแม้จะเป็นมุสลิมโดยกำเนิดและต้องเป็นมุสลิมไปตลอดชีพก็ตาม อีกทั้งยังไม่ยอมที่จะใช้เหตุผล สติปัญญา วิจารณญาณที่สามารถจะรับรู้ ยอมรับนับถือพระผู้อภิบาล และผู้สร้างตัวของเขาเองขึ้นมา ทั้งยังใช้เสรีภาพในการเลือกของตนอย่างผิดๆ ในการเลือกที่จะปฏิเสธการยอมรับนับถือพระองค์ บุคคลผู้นั้นก็คือ"ผู้ปฏิเสธ" คือ การไม่ศรัทธาเชื่อถือใน อัลลอฮฺ
ในบทบัญญัติของพระองค์ และบรรดา นะบี
ของพระองค์ (ผู้แปล) หรือในศัพท์ของอิสลาม คนผู้นั้นก็ได้ชื่อว่า “กาฟิรฺ”
“กุฟรฺ” ถ้าแปลตามศัพท์แล้วย่อมหมายถึง “การปกปิด” หรือ “อำพราง” ผู้ซึ่งปฏิเสธความจริงไม่ยอมรับนับถือพระผู้อภิบาล ก็ย่อมได้รับการขนานนามว่า “กาฟิรฺ” เพราะเขาปิดบังอำพรางสิ่งที่เขาเป็นอยู่โดยกำเนิด และฝังอยู่ในวิญญาณของเขาเองด้วยความไม่เลื่อมใสศรัทธา เพราะอันที่จริงแล้วโดยกำเนิดและธรรมชาติเขาต้องเป็นอิสลาม ร่างกายของเขาทั้งร่าง เส้นเอ็นทุก ๆ เส้น และทุกส่วนก็ต้องเป็นไปตามสัญชาตญาณ ทุกๆอนุภาคของทุกๆสิ่ง ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิต ก็ต้องดำเนินไปตามกฎของอิสลาม และต้องทำหน้าที่ที่ได้กำหนดมาแล้ว
แต่ทว่า สายตาของคนผู้นี้ได้พร่ามัวเสียแล้ว สติปัญญา วิจารณญาณของเขาถูกความมืดมิดปกคลุมจนกระทั่งเขาไม่สามารถแลเห็นได้ สายตาของเขาไม่อาจจะมองเห็นสภาพที่แท้จริงของตัวเขาเองได้ เขาคิดและปฏิบัติไปโดยไม่สนใจใยดีเลย เขาห่างเหินความจริงออกไปทุกที และยังคงคลำหาลู่ทางอยู่ในความมืด ลักษณะนี้แหละคือลักษณะของ “กุฟรฺ”
"กุฟรฺ" เป็นแบบหนึ่งของความโง่เขล่าเบาปัญญา ดูเหมือนจะเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาอันแท้จริง และเห็นได้ง่ายด้วยซ้ำ ความโง่เขล่าอะไรเล่าจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความโง่เขลาที่ไม่ยอมรับรู้ในพระผู้ อภิบาล พระผู้ทรงสร้าง ทรงเกรียงไกรในจักรวาล
มนุษย์ ศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆในธรรมชาติซึ่งเป็นเสมือนเครื่องจักรกลพิเศษที่ไม่มี วันหยุดหย่อน เป็นแบบอันยิ่งใหญ่ซึ่งแสดงทุกซอกทุกมุมถึงสิ่งที่ถูกสร้างเหล่านั้น เข้าศึกษาถึงเครื่องจักรกลใหญ่อันนั้น แต่เขาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้างและกำหนดสิ่งนั้นขึ้นมา
มนุษย์ หันกลับมามองตัวเขาเองดูร่างกายซึ่งทำงานได้อย่างวิเศษมหัศจรรย์ ตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้าย แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงพลังอำนาจซึ่งทำให้ตัวเขามีชีวิตขึ้นมา เขาไม่รู้จักวิศวกรผู้ซึ่งกำหนดและสร้างเครื่องจักรกลนั้นขึ้นมา เขาไม่สามารถจะเข้าใจพระผู้สร้างผู้ซึ่งได้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่ง ขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตต่างๆ เช่น คาร์บอน แคลเซียม โซเดียม และสิ่งอื่นอีก
มนุษย์ มองเห็นกฎเกณฑ์ในจักรวาล แต่ก็สามารถมองเห็นผู้ตั้งกฎนั้น เขามองเห็นความสวยงาม และความกลมกลืนในผลงานนั้น แต่มองไม่เห็นผู้สร้างงานชิ้นนั้น
มนุษย์ มองเห็นความสมบูรณ์แบบอันมหัศจรรย์ในธรรมชาติ แต่ไม่ได้สังเกตผู้ออกแบบในโลกอันกว้างใหญ่นี้ เขาสังเกตเห็นผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านเครื่องกลไก แต่เขาก็ปิดบังตัวเองโดยการที่ไม่ยอมรับรู้พระผู้สร้างสิ่งเหล่านั้น ไม่ยอมรับรู้พระผู้ซึ่งบันดาลให้เกิดจักรวาลอันกว้างใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันจะเข้าใจได้
ในเมื่อคนทั้งหลายหลอกตัวเอง (ปิดบังตัวเอง) ไม่ยอมรับรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่ข้อนี้ แล้วเขาจะเข้าถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ? คนที่ตั้งต้นผิดแล้วเขาจะสามารถบรรลุถึงปลายทางที่ถูกต้องได้กระนั้นหรือ?
เขา จะไม่สามารถค้นพบความจริงได้เลย ทางที่ถูกต้องก็ยังคงมืดมนเป็นความลับสำหรับเขา และไม่ว่าเขาจะพยายามศึกษาค้นคว้าในทางวิทยาศาสตร์หรือศิลปะมากมายปานใดก็ ตาม เขาก็จะไม่สามารถพาตัวเองออกมาสู่แสงสว่างแห่งปัญญาและความจริงได้เลย เขาจะต้องหลงคลำทางอยู่ในความมืด และเดินสะดุดความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเองตลอดไป.
ที่มา :
http://www.islammore.com
หน้าหลัก