แนวทางของนักปราชญ์ (มุฮัดดิซีน) ในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ

โดย  ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข
د.عبدالله نومسوك

บทนำ

               ฮะดีษในนิยามของนักปราชญ์ทางฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) คือสิ่งที่พาดพิงถึงท่านนบี  ในทุกๆด้าน เช่น คำพูด การกระทำ การยอมรับ ในคุณลักษณะทั้งในด้านสรีระ และจริย ตลอดจนชีวประวัติของท่าน ทั้งก่อนและหลังการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี *( ดูมุสตอฟา อัสซิบาอีย์ : “อัซซุนนะห์วะมากานะตุฮา” หน้า 47 ) ฮะดีษมีองค์ประกอบสำคัญอยู่สองส่วน คือตัวบท (มะตัน متن ) และสายรายงาน  (สะนัด  سند)

             ฮะดีษในยุคของท่านนบี  เป็นเพียงตัวบทที่เหล่าสาวก (ซอฮาบะห์) ได้รายงานและจดบันทึกไว้ ครั้นต่อมาไม่นานนักก็ได้มีการกำหนดสายรายงานสำหรับการรายงานทุกๆฮะดีษ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแอบอ้างและกล่าวเท็จต่อท่านนบี  สายรายงาน (สะนัด) จึงเป็นส่วนสำคัญต่อการพิจารณาตัวบทฮะดีษว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร

             ท่านอิบนุซีรีน *(ซอฮีฮฺ มุสลิม 1/15 บางรายงานระบุว่า เป็นรายงานของท่านอับดุลลฮฺ บินนุ มุบาร็อก ฮ.ศ.181) (สิ้นชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.ที่ 110)  กล่าวว่า :
              สายรายงาน (อิสนาด) นับเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา (อิสลาม) หากไม่มีสายรายงานแล้ว บุคคลก็สามารถพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด

             ตัวบทและสายรายงานฮะดีษได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง จากเหล่านักปราชญ์ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ทั้งในแง่ของการบันทึก การรวบรวม การกลั่นกรอง การวิพากษ์วิจารณ์ และการอรรถาธิบายในแง่มุมต่างๆ

            ใน ส่วนของสายรายงานนั้น นักปราชญ์ (มุฮัดดิซีน) ได้วางมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาไว้อย่างละเอียดและพิสดารยิ่ง จนสามารถกล่าวได้ว่ามุสลิมเป็นประชาชาติเดียวที่สามารถรักษาตัวบทที่ถ่ายทอด จากท่านนบี  ด้วยระบบสายสืบและวิธีการกลั่นกรองที่ไม่เคยมีประชาชาติใดเคยกระทำมาก่อน

ศาสตร์ต่างๆของฮะดีษ เช่น วิชาที่ว่าด้วยทฤษฎีและหลักในการพิจารณาฮะดีษ (อัลมุสฏอละฮ์) วิชาที่ว่าด้วยการประเมินคุณสมบัติของผู้รายงาน (อัลญัรฮฺวัตตะอฺดีล) วิชาที่ว่าด้วยไวรัสของฮะดีษ (อัลอิลัล) ศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นศาสตร์อันละเอียดอ่อน ที่เหล่านักปราชญ์ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ในอดีตคิดขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองฮะดีษ และส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสายรายงาน อันประกอบด้วยบุคคลผู้รายงาน กระบวนการรายงาน และสำนวนที่ใช่ในการรายงาน จนทำให้ดูประหนึ่งว่านักปราชญ์ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีนนั้น) นั้น สนใจในการพิจารณาสายรายงานแต่เพียงด้านเดียว ไม่สนใจพิจารณาในส่วนของตัวบท (มะตัน) ซึ่งก็หมายความว่า ฮะดีษที่ใช้ได้นั้น คือ ฮะดีษที่มีสายรายงานถูกต้องเพียงอย่างเดียว ส่วนตัวบทจะเป็นอย่างไรไม่พิจารณา  ความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ คลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้อง *(เป็นความเข้าใจของนักปราชญ์ตะวันตก Orientalist และของ ด.ร. อะห์หมัด อะมีน ในหนังสือ “ฟัจญรุลอิสลาม” หน้า 217,218 (ดูอัซซุนนะห์ ก็อบลัดตัดวีน หน้า 254)  เนื่องจากนักปราชญ์ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) มีแนวทางที่ชัดเจนในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ และได้ให้ความสำคัญต่อตัวบทไม่แตกต่างจากสายรายงานแต่อย่างใด

          บทความนี้จึงขอมีส่วนในการให้ความกระจ่างต่อประเด็นดังกล่าว เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไป  (والله المستعان )

ขั้นตอนของนักปราชญ์ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ

            มีข้อเท็จจริงสองประการที่นักปราชญ์มุฮัดดิซีนเห็นตรงกัน คือ :

     1.         ฮะดีษที่ซอฮีฮฺนั้น จะต้องซอฮีฮฺ ทั้งสายสืบ (สะนัด) และตัวบท (มะตัน) 

            สายสืบซอเฮี๊ยะ หมายถึง สายสืบที่ติดต่อกันไม่ขาดตอนและผู้รายงานทั้งหมดต้องมีคุณธรรมและความจำเป็นเลิศ 
            ส่วนตัวบทที่ซอฮีฮฺ หมายถึง ไม่ขัดแย้งกับสายอื่นที่น่าเชื่อถือมมากกว่า หรือมีจำนวนมากกว่า หรือที่รู้กันในหมู่นักวิชาการว่า “ชูซู๊ซ” และไม่มีข้อบกพร่องที่ซ่อนเร้นอยู่ (ไวรัส) หรือที่รู้จักกันในหมู่นักวิชาการว่า “อิลละห์”

     2.          สายสืบที่ซอฮีฮฺ ไม่จำเป็นว่าตัวบทจะต้องซอฮีฮฺเสมอไป เนื่องจากตัวบทอาจมีลักษณะชูซู๊ซ หรือมีอิลละห์ และเช่นเดียวกัน ตัวบทที่ซอฮีฮฺก็ไม่จำเป็นว่าสายสืบจะซอฮีฮฺเสมอไป เพราะบางครั้งพบว่า ฮะดีษหลายบทมีสายรายงานที่ไม่ซอฮีฮฺ เนื่องจากขาดเงื่อนไขหนึ่งเงื่อนไขใดของความเป็นซอฮีฮฺ แต่ตัวบทกลับเป็นตัวบทที่ซอฮีฮฺ เนื่องจากมีสายรายงานอื่นๆที่ซอฮีฮฺรายงานตัวบทนั้นๆ

            อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าฮะดีษส่วนใหญ่ได้รับการประเมินโดยพิจารณาสายสืบ เป็นสำคัญ เนื่องจากความน่าเชื่อถือของผู้รายงาน (สายสืบ) แสดงถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล (ตัวบท) ยกเว้นในบางกรณีที่จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลที่รายงาน(ตัวบท) เนื่องจากมีกรณีแวดล้อมบ่งบอกถึงความไม่น่าเชื่อถือ

 ท่านอิมามชาฟีอีย์ (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.ที่ 204) ได้อธิบายเรื่องดังกล่าวด้วยสำนวนวิชาการว่า :

             “ความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือของฮะดีษส่วนใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือของผู้รายงาน และมีฮะดีษอยู่จำนวนน้อยที่ความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือขึ้นอยู่กับตัวบท เช่นเป็นตัวบทที่ไม่น่าจะเป็นฮะดีษจากท่านนบี  หรือเป็นตัวบทที่ขัดแย้งกับหลักฐานต่างๆที่ชัดเจน” *(ท่านอัลบัยฮะกีย์ ได้รายงานคำพูดนี้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า “มะอฺริฟะตุซซุนัน วัลอาซ๊าร” หน้า 50)

        จากข้อความข้างต้นนั้นพอสรุปได้ว่า นักปราชญ์ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) มีแนวทางในการพิจารณาฮะดีษอยู่สองแนวทางคือ

     1.     พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้รายงานเป็นเกณฑ์ที่ใช้กับฮะดีษโดยส่วน ใหญ่ และเป็นเกณฑ์ธรรมชาติที่บุคคลทั่วไปนำไปใช้ในการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของ ข้อมูลข่าวสาร

     2.     พิจารณาตัวบท เมื่อมีกรณีแวดล้อมเบี่ยงเบนความน่าเชื่อถือ

             นักปราชญ์วิชาอัลมุสฏอละห์ ได้กำหนดกรอบไว้อย่างชัดเจนในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ กรอบดังกล่าวได้แก่สิ่งที่ถูกระบุไว้ในเงื่อนไขของการพิจารณาฮะดีษซอฮีฮฺสอง ประการคือ หนึ่ง : ลักษณะที่เรียกว่า “ชูซู๊ซ” และสอง :คือลักษณะที่เรียกว่า “อิลละห์” สองลักษณะดังกล่าวนี้ นับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวบทไม่น่าเชื่อถือ (ฏ่ออีฟ) ทั้งๆที่สายรายงานมีความน่าเชื่อถือ

 และต่อไปนี้คือรายละเอียดของขั้นตอนการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

 ขั้นตอนที่หนึ่ง : การพิจารณา “ชูซู๊ซ” และรูปแบบต่างๆของชูซู๊ซ

ความหมายของ “ชูซู๊ซ” ในตัวบท

               ชูซู๊ซ คือการที่รายงานของผู้เชื่อถือได้คนหนึ่งไปขัดแย้งกับรายงานของผู้ที่มีความ น่าเชื่อถือมากกว่า หรือขัดแย้งกับรายงานของผู้ที่มีความน่าเชื่อถือจำนวนมากกว่า ด้วยการเพิ่ม หรือสับเปลี่ยน หรือทำให้สับสน หรือเปลี่ยนรูปคำ หรือแทรกถ้อยคำ การขัดแย้งดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุของความผิดพลาด หรือความเข้าใจผิดของผู้รายงานก็ได้

นักปราชญ์ (มุฮัดดิซีน) มีวิธีค้นพบชูซู๊ซ สองวิธีคือ

    ก. รวบรวมสายรายงานและสำนวนของฮะดีษเพื่อเปรียบเทียบว่าสำนวนของแต่ละสายมีความสอดคล้องกันหรือขัดแย้งกันอย่างไร

    ข. ค้นหาทัศนะของผู้เชี่ยวชาญจากหนังสือ “อิลัลฮะดีษ” หรือหนังสืออธิบายฮะดีษ หรือหนังสืออื่นๆ

รูปแบบต่างๆของชูซู๊ซในตัวบท

1. การเพิ่มในตัวบท  (الزيادةفي المتن)

              คือ การที่ผู้รายงานคนหนึ่งรายงานตัวบทเพิ่มจากผู้รายงานคนอื่นๆ ที่รายงานฮะดีษเดียวกัน ในเรื่องนี้นักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) มีทัศนะแตกต่างกัน*(ดูอัลฮากิม : “มะอฺริฟัต อูลูมิลฮะดีษ” หน้า 130 และอิบนุศอลาห์ มูก็อดดิมะห์ หน้า 185)  ทัศนะที่ชัดเจนที่สุดคือ ทัศนะของ อิบนุศอลาห์ (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.643) โดยท่านได้แบ่งการเพิ่มในตัวบทออกเป็นสามประเภทคือ

              ประเภทที่หนึ่ง  : การเพิ่มที่ขัดแย้งกับรายงานต่างๆของผู้รายงานที่เชื่อถือได้ (อัซซิก็อต الثقات ) การเพิ่มประเภทนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ
 ตัวอย่าง : ฮะดีษที่รายงานโดยอิมามบุคอรีย์ ด้วยสายสืบดังนี้ :

             จากอับดุลเลาะห์กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ถามท่านนบี  ว่า : การกระทำอย่างไหนเป็นที่รักยิ่งสำหรับอัลเลาะห์ ?
ท่านนบีตอบว่า : “การละหมาดในเวลาของมัน” *(อัลบุอคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมานเลข 527)

              ท่านอัลฮาฟิซอิบนุหะญัร กล่าวว่า : ลูกศิษย์ทั้งหมดของ ชุอฺบะห์  (شعبة) รายงานฮะดีษบทนี้ตรงกันด้วยสำนวน “الصلاةعلى وقتها” ยกเว้นอะลี อิบนุ ฮัฟซฺ (على بن حفص) เพียงคนเดียวที่รายงานด้วยสำนวน “الصلاةفى أول وقتها” ซึ่งมีความหมายว่า “การละหมาดในตอนเริ่มของเข้าเวลา” *(อัล ฮากิม : อัลมุสตัดร็อก เล่ม 1 หน้า 188-189 อัลฮากิมถือว่าฮะดีษนี้ซอฮีฮฺ และอัซซะฮะบีย์ เห็นด้วย และอัดดารุกุฏนีย์ได้รายงานไว้ในหนังสืออัสสุนัน เล่ม 1 หน้า 246 )

             อัดดารุกุฏนีย์ได้วิจารณ์ว่า : ข้าพเจ้าไม่คิดว่าท่านอาลี จะจดจำฮะดีษนี้ดีพอ เนื่องจากเขาอายุมาก และความจำของเขาเปลี่ยนแปลง *(อิบนุฮะญัร : ฟัตฮุ้ลบารีย์ เล่ม 2 หน้า 10 )

              ในที่นี้จะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า การเพิ่มในตัวบทที่สองที่รายงานโดยอาลีนั้น ขัดแย้งกับตัวบทที่หนึ่งที่รายงานโดยผู้รายงานส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้ท่านอิมาม อันนะวะวีย์ (สิ้นชีวิตในปั ฮ.ศ.676) และนักฮะดีษท่านอื่นๆจึงได้ตัดสิน (ฮุก่ม) ตัวบทที่สองว่าเป็นรายงานฏ่ออี๊ฟ (อ่อน) *(ดูอันนะวะวีย์ : อัลมุจญ์มู๊อฺ เล่ม 3 หน้า 51)

               ประเภทที่สอง : การเพิ่มที่ไม่ขัดแย้งกับรายงานของผู้อื่น การเพิ่มประเภทนี้ได้รับการยอมรับ
               ตัวอย่าง : ฮะดีษที่ผู้รายงานจำนวนหนึ่งรายงานจาก อัลอะอฺมัช (الأعمش ) จากอะบีรอซีน (ابى رزين ) และ อะบีซอและห์ (ابى صالح ) และอบีฮุรอยเราะห์ (ابى هريرة )  จากท่านนบีกล่าวว่า :“ادا ولغ الكلب فى اناءأخدكم فليغسله سبع مرات”   “เมื่อสุนัขเลียในภาชนะของท่าน ท่านจงล้างมันเจ็ดครั้ง

*(อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 172 , มุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 729 และมาลิก : อัลมูวัฏเฏาะห์ ฮะดีษ หมายเลข 35)

               ลูกศิษย์ของอัลอะฮฺมัชทั้งหมดรายงานด้วยสำนวนนี้ตรงกัน ยกเว้นอาลี อิบนุ มุสฮิร (على بن مسهر ) เพียงคนเดียวที่รายงานฮะดีษนี้โดยเพิ่มคำว่า “فليرقه” แปลว่า “จงเทมันทิ้งไป” ก่อนคำคำว่า “فليغسله” *(มุสลิม อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 279 และอันนะซาอีย์ : อัสสุนัน เล่ม 1 หน้า 22,63)  การ เพิ่มในตัวบททั้งสองนี้ไม่ถือว่าขัดแย้งกับตัวบทที่หนึ่งแต่ประการใด การเพิ่มดังกล่าวจึงไม่ถือว่าฎ่ออีฟ ตราบใดที่ผู้รายงานเป็นผู้เชื่อถือได้ (ซิเกาะห์ ثقة)


              ประเภทที่สาม : การเพิ่มที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สอง คือมีความเหมือนกับประเภทที่หนึ่งในด้านหนึ่ง และมีความเหมือนกับประเภทที่สองในอีกด้านหนึ่ง

                          ตัวอย่างเช่น : ฮะดีษที่รายงานโดยอบูมาลิก อัลอัชญะอีย์ จากริบอีย์ จากฮุซัยฟะห์ จากท่านนบี ได้กล่าวว่า

وجعلت لناالأرض كلهامسجد وجعلت تربتهالناطهورا

          “และเขาได้ให้พื้นดินทั้งหมดเป็นมัสยิด (ที่ละหมาด) แก่เรา และเขาได้ให้ดินฝุ่นของมันสะอาดแก่เรา

*(มุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 522   อะห์หมัด : อัลมุสนัด เล่ม 5 หน้า 383  และอัลบัยฮะกีย์ “มะอฺริฟัต อัสสุนันวัลอาซ๊าร” เล่ม 1 หน้า 213)

             ฮะดีษบทนี้มีอบูมาลิกเพียงคนเดียวที่รายงานโดยเพิ่มคำว่า (تربتها) ในขณะที่ผู้รายงานคนอื่นๆไม่มี

             สำหรับความก้ำกึ่งของตัวอย่างดังกล่าวอธิบายได้ดังนี้ คือ :

     ก.         การเพิ่มคำว่า (تربتها) เหมือนการเพิ่มในประเภทที่หนึ่ง กล่าวคือ คำว่า (تربة) ซึ่งมีความหมายว่าดินฝุ่น แตกต่างจากคำว่า (الأرض) ซึ่งแปลว่าพื้นดินทั่วไป ดังนั้น ตัวบทที่มีเพิ่มคำว่า (تربة) จึงมีความหมายว่าให้ทำความสะอาด (ตะยัมมุม) ด้วยดินฝุ่น ในขณะที่ตัวบทที่ผู้รายงานส่วนใหญ่รายงานมีความหมายว่า ให้ทำความสะอาด (ตะยัมมุม)ด้วยทุกส่วนของพื้นดินไม่ว่าจะเป็นดินฝุ่นหรืออื่นๆก็ตาม

    ข.         การเพิ่มคำว่า (تربتها) เหมือนการเพิ่มในประเภทที่สอง กล่าวคือ ไม่มีการขัดแย้งกันระหว่างสองความหมาย เพราะดินฝุ่นก็มาจากพื้นดิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดิน ท่านอิบนุซซอลาห์ มิได้ชี้ชัดถึงฮุก่มการเพิ่มในประเภทที่สามนี้ ว่ารับได้หรือไม่อย่างไร บรรดานักปราชญ์ก็มีทัศนะแตกต่างกัน เช่น ท่านอิมามมาลิก และท่านอิมามชาฟิอีย์ มีทัศนะยอมรับ ส่วนท่านอีมามอบูฮะนีฟะห์ และผู้ที่เห็นด้วยกลับไม่ยอมรับ ดังนั้นในตัวอย่างข้างต้น ท่านอิมามมาลิก และท่านอิมามชาฟีอีย์ จึงอนุญาตให้ตะยัมมุมด้วยฝุ่นดินเท่านั้น ในขณะที่ท่านอิมามอบูฮานีฟะห์ อนุญาตให้ตะยัมมุมด้วยทราย หิน ก้อนกรวด หรืออื่นๆที่มาจากพื้นดิน

             จากการแบ่งข้างต้นทำให้ทราบอย่างชัดเจนว่า การเพิ่มในตัวบทที่เข้าข่ายชูซู๊ซ คือการเพิ่มในประเภทที่หนึ่งเท่านั้น

2. การเปลี่ยนตัวบท (القلب في المتن)

              คือการสับเปลี่ยนคำในตัวบทฮะดีษ *(ดู อิบนุศอลาห์ : อัลมุก็อดดิมะห์ หน้า 216 , อิบนุกาซีร : อิคติศอรอูลูมิลฮะดีษ หน้า 87 และอัสซูยูฏีย์ : อัตตัดรีบ เล่ม 1 หน้า 219 ) 
 
             ตัวอย่างเช่น : ฮะดีษที่รายงานโดยมุสลิม จากอะบีฮุรอยเราะห์ในเรื่องเกี่ยวกับคนเจ็ดประเภทที่จะได้อยู่ใต้ร่มเงาของ อัลเลาะห์ในวันกิยามะห์ หนึ่งในเจ็ดคนนั้น ท่านนบีบอกว่า :

คือชายคนหนึ่งที่เขาบริจาคทาน และเขาปกปิดการบริจาคจนกระทั่งมือขวาของเขาไม่รู้สิ่งที่มือซ้ายได้บริจาค

                                       ورجل تصدق بصدقة فاخفاها حتى لاتعلم يمينه ماانفقت شمالها   
*(มุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 1031)

              ท่านยะห์ยา อิบนุซะอี๊ด อัลก็อฏฏอน ได้รายงานตัวบทนี้ โดยสับเปลี่ยนคำที่ขีดเส้นใต้ เพราะรายงานที่ถูกต้องคือจนกระทั่งมือซ้ายของเขาไม่รู้สิ่งที่มือขวาของเขาบริจาค

حتى لاتعلم شماله ماتنفق يمينه      

*(อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 1423 ฮะดีษสำนวนดังกล่าวมีรายงานหลายกระแส)

              อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ฮะดีษของอบูฮุรอยเราะห์ รายงานจากท่านนบี ว่า : เมื่อท่านจะสุญูด ท่านอย่าคุกเข่าเหมือนอูฐ ท่านจงวางมือทั้งสองก่อนหัวเข่าทั้งสอง

اداسخد أحدكم فلايبرك البعير وليصع يديه قبل ركبتين

*(อบูดาวูด : อัซสุนัน ฮะดีษหมายเลข 840 อันนะซาอีย์ : อัซสุนัน เล่ม 1 หน้า 149 และ อัดดารีมีย์ : อัซสุนัน เล่ม 1 หน้า 303)

อิบนุลกอยยิม  (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.ที่ 751) กล่าวว่า :

             "ฮะดีษบทนี้มีการสับเปลี่ยนคำที่มีขีดเส้นใต้ รายงานที่น่าจะถูกต้องคือ“จงวางหัวเข่าทั้งสองก่อนวางมือ”

وليصع ركبتيه قبل يديه       *(ดูอิบนุลกอยยิม : ซาดุลมาอ๊าด เล่ม 1 หน้า 57)

              อย่างไรก็ตาม ตัวบทที่นักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) พบว่ามีการสับเปลี่ยน ถือว่าเป็นตัวบทที่อ่อน (ฏ่ออีฟ) เพราะการสับเปลี่ยนย่อมเกิดขึ้นจากความจำที่บกพร่องของผู้รายงาน

3. การสับสนในตัวบท (الاضطراب في المتن)

              หมายถึง ตัวบทที่รายงานขัดแย้งกันโดยไม่สามารถประสานกันได้ และแต่ละสายรายงานมีความเท่าเทียมกันในสถานภาพ *( ดู อัสสูยูฏีย์ : อัตตัดรีบ เล่ม 1 หน้า 262 และอิบนุสซอลาห์ : “อัลมูก็อดดิมะห์” หน้า 204) 

              จากนิยามข้างต้น การสับสน(اضطراب) จะเกิดขึ้นได้ด้วยสองเงื่อนไข คือ :

    ก. รายงานต่างๆที่ขัดแย้งกันนั้นมีความเท่าเทียมกันในสถานภาพ โดยที่ไม่สามารถให้น้ำหนัก (ตัรญีฮฺ ترجيح  ) กระแสหนึ่งกระแสใดได้

    ข. ไม่สามารถประสานรวมกันได้ (ญัมอฺ جمع  ) ในระหว่างสายรายงานต่างๆ

              หากไม่สามารถให้น้ำหนักได้ หรือประสานกันได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง การสับสน (اضطراب) ก็ไม่เกิดขึ้น การสับสนในตัวบทฮะดีษทำให้ฮะดีษอยู่ในสถานภาพอ่อน (ฏ่ออีฟ) เพราะแสดงว่าผู้รายงานไม่มีความจำที่มั่นคง

ตัวอย่าง : ฮะดีษที่รายงานโดยอิบนิอับบาส กล่าวว่า *(ดูอิบนุ อับดิลบัร : อัตตัมฮีด เล่ม 9 หน้า 26) :

มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบีและกล่าวว่า
ชายคนหนึ่ง : ฉันมีแม่ที่เสียชีวิตแล้ว แม่ฉันขาดการถือศีลอด ฉันจะถือศีลอดให้แม่ของฉันได้หรือไม่
ท่านนบี : เธอจงตอบฉันซิว่า หากแม่ของเธอมีหนี้สินติดอยู่ เธอจะใช้แทนให้หรือไม่?
ชายคนหนึ่ง : ครับ ฉันจะใช้แทนให้
ท่านนบี : หนี้ของอัลเลาะห์มีสิทธิ์ยิ่ง (กว่าหนี้ของมนุษย์ ) ในการชดใช

ฮะดีษบทนี้รายงานจากท่าน อัลอะอฺมัช(الأعمش ) ด้วยตัวบทที่ขัดแย้งกันดังนี้

 1.          ผู้รายงานหนึ่งรายงานด้วยสำนวนว่า : มีหญิงคนหนึ่งมาหาท่านนบี และกล่าวว่า : แท้จริงพี่สาวของฉันได้เสียชีวิตไป และเธอได้ขาดการถือศีลอด

*(อิบนุอับดิลบัร : “อัตตัมฮีด” เล่ม 9 หน้า 26 และอิบนุฮะญัร : ฟัตฮุลบารีย์ เล่ม 4 หน้า 195 ฮะดีษหมายเลข 1953)

2.           ผู้รายงานอีกส่วนหนึ่งรายงานว่า : มีหญิงคนหนึ่งมาหาท่านนบีและกล่าวว่า : แท้จริงมาราดาของเธอขาดถือศีลอด ฉันจะถือศีลอดแทนเธอให้ได้หรือไม่?

*(อบูดาวูด : อัซสุนัน ฮะดีษหมายเลข 3310)

3.           อีกรายงานหนึ่งบอกว่า ท่านสะอี๊ด อิบนุ อุบาดะห์ ได้ถามท่านนบีว่า : มารดาของฉันได้เสียชีวิต และเธอได้บนไว้ว่าจะถือศีลอด โดยยังไม่ได้ชดใช้ ท่านนบีกล่าวว่า : เธอจงชดใช้ให้มารดาของเธอ

*(อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 6698)

4.           อีกรายงานหนึ่ง เป็นรายงานของมาลิก จากอิบนุ อับบาส รายงานว่า : ท่านสอั๊ด อิบนุอุบาดะห์ ได้กล่าวถามท่านนบีว่า : โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ จะมีประโยชน์ไหมที่ฉันจะบริจาคทานให้มารดาของฉันที่เสียชีวิตไปแล้ว ?
ท่านนบีตอบว่า : ม
ท่านสอั๊ดถามว่า : แล้วท่านจะใช้ให้ฉันทำอะไรบ้าง ?
ท่านนบีตอบว่า : จงให้น้ำดื่มแก่คนทั้งหลาย

*(อับนุอับดิลบัร : อัตตัมฮีด เล่ม 9 หน้า 24 และดูอัชเชากานีย์ : “นัยลุลเอาฏ๊อร” เล่ม 8 หน้า 264)

             จะสังเกตได้ว่ารายงานทั้งหมดนี้มีความขัดแย้งกัน และรายงานจากซอฮาบะห์คนเดียวกันคือ อิบนุ อับบ๊าซ แต่ละสายรายงานก็มีสถานภาพไม่แตกต่างกัน ลักษณะดังกล่าวทำให้ฮะดีษเป็นมุฏฏอริบได้

             อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าเงื่อนไขของนักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ที่ว่า “ไม่สามารถให้น้ำหนักและไม่สามารถประสานระหว่างรายงานต่างๆ” นั้นเป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นยากในความเป็นจริง เนื่องจากไม่พบฮะดีษบทใดที่นักปราชญ์ (มุฮัดดิซีน) มีทัศนะตรงกันว่าเป็นฮะดีษมุฏฏอริบ แม้แต่ตัวอย่างข้างต้น กล่าวคือ ท่านอิบนุ อับดิลบัร (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.463) มีทัศนะว่าเป็นมุฏฏอริบ *(อิบนุ อับดิลบัร : อัตตัมฮีด เล่ม9 หน้ 27) ในขณะที่ท่านอิบนุฮะญัร (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ. 852) มีทัศนะว่าไม่เป็น เนื่องจากสามารถหาทางประสานกันได้*(อิบนุฮะญัร : ฟัตฮุลบารีย์ เล่ม7 หน้า 65 อธิบายฮะดีษหมายเลข 1852 และ 1953) และไม่มีฮะดีษบทใดที่ขัดแย้งกันนอกจากนักปราชญ์ (อุละมาอฺ) จะหาทางในการประสานความหมายหรือให้น้ำหนัก ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษบางคนจึงเห็นว่า ควรเปลี่ยนข้อความในเงื่อนไขใหม่จากคำว่า “ไม่สามารถ” เป็นคำว่า “ยาก” เพื่อจะได้มีตัวอย่างของฮะดีษในเรื่องดังกล่าว *(ดูอัดดะมีนีย์  : มากอยีซ นักดฺมูตูนิสซุนนะห์ หน้า 142-145)

รูปแบบต่างๆของชูซู๊ซในตัวบท  หมายถึงการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในตัวบทฮะดีษจากรูปเดิมที่ทราบกันดี เป็นรูปอื่น *(ด.ร.นูรุดดีน อะดัร : มันฮะญุลนักดฺ ฟีอูลูมิลหะอีซ หน้า 44)

4. การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในตัวบท (التصحيف فى المتن)

           สำหรับสาเหตุของการตัซฮีฟ นั้นเกิดขึ้นจากการเขียนผิด หรือฟังผิด *(อัลบัยฮะกีย์ : “มะอฺริฟัต อัสซุนัน วัลอาซ๊าร” เล่ม 1 หน้า 56) ซึ่ง สองประการต่อไปนี้ หากเกิดขึ้นกับผู้รายงานบ่อยครั้ง เขาจะถูกตำหนิและกลายเป็นผู้รายงานที่อ่อน (ฎออีฟ) ได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นบางครั้งก็ไม่ทำให้สถานภาพของเขาเสียหายแต่อย่างใด เพราะถือว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม รายงานของเขาที่มีตัซฮีฟถือเป็นรายงานที่อ่อนใช้ไม่ได้

ตัวอย่าง :
مارواه احمدعن شيخه اسحاق بن عيسى ثناابن لهيئة قال : كتب الي موسى بن عقبةيجبرنى عن بسر بن سعيدعن زيد بن ثابت ان رسول الله صلى الله عليه وسلم احتجم فى المسج

ฮะดีษรายงานโดยอะห์หมัด จากอิสหาก จากอิบนุลุฮัยอะห์ ว่า : แท้จริง ท่านรอซูลุลลอฮ์ ได้รับการกรอกเลือดในมัสยิด
*(อะห์หมัด : “อัลมุสนัด” เล่ม 5 หน้า 185 และดูอัสสูยูฎีย์ : อัตตัดรีบ เล่ม 2 หน้า 193)

               คำว่า  “احتجم”ซึ่งแปลว่า “รับการกรอกเลือด” เป็นคำที่ อิบนุลุฮัยอะห์รายงานผิดพลาด เพราะคำเดิมที่ถูกต้องคือ “احتجر”  ซึ่งแปลว่า ทำเป็นห้อง หรือกั้นเป็นห้อง คำสองคำนี้เขียนเหมือนกัน ต่างกันเพียงอักษรสุดท้าย ซึ่งที่ถูกต้องคือ อักษร “ر (รออฺ)” แต่ อิบนุ ลุฮัยอะห์ เขียนผิดเป็นอักษร “م (มีม)” ความหมายจึงเปลี่ยนไป
 
              การตัซฮีฟในลักษณะดังกล่าวมักเกิดขึ้นบ่อย ในการรายงานฮะดีษยุคหลังที่นิยมคัดลอกต่อๆกันมา แต่ก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายโดยวิธีกลับไปดูตัวบทเดิม สำหรับวิธีทั่วไปของนักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษ มุฮัดดิซีน ในการตรวจสอบนั้น จะใช้วิธีนำสายรายงานต่างๆของฮะดีษมาเปรียบเทียบ เช่นเดียวกับวิธีการหาอิลละห์ และจะต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับภาษา และการใช้ภาษาอีกด้วย
 
             สำหรับตัวอย่างข้างต้นนั้น พบว่า สายรายงานต่าง ๆที่รายงานมา ทั้งของท่านอิมามอะห์หมัด ท่านอิมามบุคอรีย์ และท่านอิมามมุสลิม นั้น รายงานจากคนเดียวกันคือ บิสรฺ อิบนฺ สะอี๊ด จากซัยดฺ อิบนุซาบิต ดังนี้
*(อะห์หมัด : อัลมุสนัด เล่ม 5 หน้า 187 และอัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 6113)

ان رسول الله صلى الله عليه وسلم احتجر فى المسجدحجرة
 
และบางรายงานมีตัวบทดังนี้
*(อะห์หมัด : อัลมุสนัด เล่ม 5 หน้า 182 ,อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 731 และมุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 781)

 ان النبى الله صلى الله عليه وسلم اتخدحجرةفى المسجدمن حصير

ความว่า : ท่านนบีได้ทำห้องในมัสยิด จากเสื่อ

5. การแทรกในตัวบท (الادراج فى المتن)
 
              หมายถึง การที่ผู้รายงานได้นำส่วนที่ไม่ใช่ฮะดีษมาแทรกในฮะดีษ โดยไม่ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้เข้าใจว่าสำนวนทั้งหมดเป็นฮะดีษ
*(
ดูอัลฮากิม : มะอฺริฟัต อูลูมิลฮะดีษ” 39-41 และ 135-140 อิบนุสศอลาห์ : อัลมูก็อดดีมะห์ หน้า 208 และอัสสุยูฎีย์ : อัตตัดรีบ เล่ม 1 หน้า 268-274)

การแทรกในตัวบทฮะดีษนั้นมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น :
 
ก. การอธิบายศัพท์ กล่าวคือ ผู้รายงานต้องการอธิบายศัพท์ที่ปรากฏในตัวบทฮะดีษ แต่ผู้ฟังบางคนเข้าใจว่าเป็นฮะดีษและเล่าต่อยังผู้อื่นในฐานะเป็นฮะดีษ

ตัวอย่าง :
ฮะดีษของท่านหญิงอาอีชะห์ในเรื่องการเริ่มต้นของวะหฺยู โดยท่านหญิงอาอิชะห์เล่าว่า :

وكان صلى الله عليه وسلم يخلوبغارحراءفيتحنث وهوالتعبدالليالى دوات العددالحديث

คำ ว่า  “وهوالتعبد”  มิใช่เป็นคำพูดของท่านหญิงอาอิชะห์ แต่เป็นคำพูดของอัซซุฮฺรีย์ (ผู้รายงานฮะดีษคนหนึ่ง) ที่นำมาแทรกเพื่ออธิบายความหมายคำว่า “فيتحنث”
*(ดูอัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 3)

ข. การกล่าวถึงข้อบัญญัติศาสนาที่เกี่ยวข้องกับฮะดีษแล้วรายงานฮะดีษโดยไม่ได้แยกออกจากกัน

ตัวอย่าง :ฮะดีษของอบูฮุรอยเราะห์รายงานจากท่านนบีว่า :

أسبغواالوضوءويل للأ عقاب من النار

ความว่า : ท่านทั้งหลายจงอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ ความวิบัติจากไฟนรกได้ประสบกับส้นเท้า (ที่ล้างไม่ทั่วถึง)
*(อัล คอฏีบ ได้รายงานจากอบีกอฎอนและชะมามะห์ จากชุอฺบะห์ จากมุฮัมหมัด อับนุ ซียาด จากอบูฮุรอยเราะห์ ดูอัสศูยูฎีย์ : อัตตัดรีบ เล่ม 1 หน้า 271)
 
           คำว่า   “أسبغواالوضوء”  มิใช่เป็นคำพูดของท่านนบี แต่เป็นคำพูดของท่านอบูฮุรอยเราะห์ที่ต้องการบอกถึงข้อบัญญัติของฮะดีษ เพราะในรายงานของท่านอิมามบุคอรีย์ที่รายงานจากอาดัม (آدم) จากชัวอฺบะห์ (شعبة) จากมุฮัมหมัด อิบนุซิยาด (محمد بن زياد) จากอบูฮุรอยเราะห์ได้กล่าวว่า :

أسبغواالوضوء فان أبا القاسم صلى الله عليه وسلم قال : ويل للأ عقاب من النار

ความว่า : ท่านอบูฮุรอยเราะห์ กล่าวว่า : ท่านทั้งหลายจงอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ เพราะท่านอบุล กอเซ็ม (หมายถึงท่านนบี) ได้กล่าวว่า : ความวิบัติจากไฟนรกจะประสบกับส้นเท้า (ที่ล้างไม่ทั่วถึง) *(อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 165)

ค. การรายงานฮะดีษแล้วกล่าวถึงข้อบัญญัติ หรือข้อวินิจฉัยของฮะดีษหลังจากนั้น โดยไม่ได้แยกออกจากกัน

ตัวอย่าง :ฮะดีษที่รายงานจากอับดุลเลาะห์ อิบนุ มัสอู๊ด ว่า ท่านนบีได้จับมือเขา และได้สอนเขาอ่านตะชะห์ฮุด ในตอนท้ายของฮะดีษมีข้อความว่า :

اداقلت هدافقدقضيت صلاتك ان شئت أن تقوم فقم وان شئت ان تقعدفاقعد

มีความหมายว่า : เมื่อท่านอ่านเสร็จก็เท่ากับท่านได้ละหมาดเสร็จ หากท่านจะยืนก็จงยืน และหากท่านจะนั่งก็จงนั่ง

ท่าน อิมามนะวะวีย์ (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.676) ได้กล่าวว่า : นักปราชญ์วิชาฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ระดับฮุฟฟ๊าซ เห็นตรงกันว่า ข้อความดังกล่าวมิใช่เป็นคำพูดของท่านนบี แต่เป็นคำของอับดุลเลาะห์ อิบนุ มัสอู๊ด ที่แทรกเข้ามา เพราะมีสายรายงานอื่นๆที่ระบุไว้ชัดเจนเช่นนั้น

ขั้นตอนที่สอง : การพิจารณาอิลละห์ และรูปแบบต่างๆของอิลละห์

               ความหมายของอิลละห์ในตัวบท อิลละห์ในตัวบทคือ สาเหตุที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวบทของฮะดีษและทำให้บกพร่องต่อสถานภาพซอฮีฮฺของฮะ ดีษ

             อิลละห์ในตัวบทมีรูปแบบหมายรูปแบบ เช่น :
1. ตัวบทขัดกับอัลกุรอาน
2. ตัวบทขัดกับฮะดีษซอฮีฮฺ ที่ได้รับการปฏิบัติ
3. ตัวบทขัดกับประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน
4. ตัวบทขัดกับสติปัญญาที่บริสุทธิ์
5. ตัวบทขัดกับความรู้สึก
6. ตัวบทมีความหมายในแง่ของการตอบแทนผลบุญ และการลงโทษเกินความจริง
7. ตัวบทมีความหมายที่อ่อนไม่สมกับการเป็นฮะดีษ

             รูปแบบของอิลละห์ทั้งหมดนี้ นักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาฮะดีษโดยทั่วไป กล่าวคือ ฮะดีษใดก็ตามที่พบตัวบทมี “อิลละห์” ถึงแม้ว่าสายสืบจะซอฮีฮฺ แต่ฮะดีษนั้นจะถูกวิจารณ์ และจะไม่ได้รับการยอมรับ

             อย่างไรก็ตาม พบว่าในหมู่นักปราชญ์ (มุฮัดดิซีน) นั้น มีท่านอิมามอิบนุลเญาว์ซีย์ (สิ้นชีวิตใน ฮ.ศ. 597) เจ้าของหนังสือชื่อ อัลเมาว์ฎูอ๊าต (الموضوعات) ได้ใช้บรรทัดฐานนี้เฉพาะในกรณีฮะดีษมีสายสืบฎออีฟ หรือ เมาว์ฎู๊อฺเท่านั้น ส่วนฮะดีษที่มีสายสืบซอฮีฮฺ ท่านไม่กล้าหาญที่จะใช้บรรทัดฐานดังกล่าว ซึ่งต่างกับท่านอิมาม อิบนุลกอยยิม (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.751) ที่กล้าใช้บรรทัดฐานนี้กับฮะดีษหลายบทที่มีสายสืบซอฮีฮฺ ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า “อัลมะนารุลมุนีฟฟิสซอฮีฮฺวัฎฎออีฟ” (المنارالمنيف فى الصحيح والضعيف)
และต่อไปนี้คือรายละเอียดที่เกี่ยวกับรูปแบบต่างๆของอิลละห์ และตัวอย่าง

1. การขัดแย้งกับอัลกุรอาน

            การที่ตัวบทขัดแย้งกับอัลกุรอานถือเป็นอิลละห์เพียงพอในการไม่ยอมรับฮะดีษ เพราะโดยหลักการแล้ว อัลกุรอานกับอัลฮะดีษจะไม่ขัดแย้งกัน มีซอฮาบะห์หลายท่านที่ใช้หลักเกณฑ์นี้ในการไม่ยอมรับฮะดีษ เช่น ท่านหญิงอาอีชะห์ ไม่ยอมรับฮะดีษดังต่อไปนี้

ان الميت يعذب ببكاء أهله عليه   "คนตายจะถูกทรมานเพราะครอบครัวของเขาร้องไห้"

*(อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 1286-1288 และมุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 79,80)

และฮะดีษ

ولد الزنا شرالثلاثة      "คนที่เป็นลูกซินา (นอกสมรส) เป็นคนที่ชั่วที่สุดในสามคน"*(อัลฮากิม : อัลมุสตัดร็อก เล่ม 4 หน้า 100)

เพราะฮะดีษนี้ขัดกับอัลกุรอานที่ อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสว่า

وَلا تَزِرُ وَازِرَةٌ وِزْرَ أُخْرَى

"และไม่มีผู้แบกภาระใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้" (หมายถึงแบกความผิดหรือโทษ)  (อัลอิสรออฺ : 15)

 และได้ปฏิเสธฮะดีษที่รายงานว่า ท่านนบี ได้พูดกับคนตายในสงครามบัดรฺ
*(อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 3976 และหมายเลข 3978-3981 และอันนะซาอีย์ : อัสสุนัน เล่ม 4 หน้า 110 )

เพราะฮะดีษดังกล่าวขัดแย้งกับอัลกุรอานที่อัลเลาะห์ตาอาลา ได้ตรัสว่า

إِنَّكَ لا تُسْمِعُ الْمَوْتَى

แท้จริง เจ้า (มุฮัมหมัด) จะไม่ทำให้คนตายได้ยิน  (อันนัมลฺ : 80)

            และท่านอุมัรอิบนุลค๊อฏฏอบ ได้ปฏิเสธฮะดีษของท่านฟาฏิมะห์ บินตฺ ก็อยซฺ ที่รายงานว่า :

ท่านนบีไม่ได้ตัดสินให้ค่าเลี้ยงดูและที่อยู่อาศัยแก่นาง เมื่อนางถูกหย่าจากสามีครั้งสุดท้าย”

*(มุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 46)

            โดยท่านอุมัรกล่าวว่า : เราจะไม่ทิ้งอัลกุรอาน และอัซซุนนะห์ เพียงเพราะคำพูดของหญิงคนหนึ่งซึ่งเราไม่รู้ว่าเธอมีความจำหรือหลงลืม

อัลกุรอานที่ท่านอุมัรพูดถึง คือพระดำรัสของอัลเลาะหฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า :

لا تُخْرِجُوهُنَّ مِنْ بُيُوتِهِنَّ وَلا يَخْرُجْنَ إِلا أَنْ يَأْتِينَ بِفَاحِشَةٍ مُبَيِّنَةٍ

          “พวกเจ้าอย่าได้ขับไล่พวกนางออกไปจากบ้านของพวกนาง และพวกนางจะต้องไม่ออกไป นอกจากเมื่อพวกนางได้นำมาซึ่งความชั่วอันชัดแจ้ง” (อัฏฏอล๊าก : 1)

          นักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) กลุ่มหนึ่งได้ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ตัดสินฮะดีษหลายบทว่าเป็นฮะดีษฎออีฟ ทั้งๆที่สายสืบของฮะดีษนั้นซอฮีฮฺ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียว คือ

ฮะดีษของท่านอบูฮุรอยเราะห์ รายงานว่า : ท่านนบี  ได้จับมือข้าพเจ้าและกล่าวว่า :

           อัลเลาะห์ทรงสร้างดินในวันเสาร์ สร้างภูเขาในวันอาทิตย์ สร้างต้นไม้ในวันจันทร์ สร้างสิ่งที่น่ารังเกียจในวันอังคาร สร้างแสงสว่างในวันพุธ สร้างสิงสาราสัตว์ให้กระจัดกระจายในผืนแผ่นดินในวันพฤหัสบดี และสร้าง อาดัม อะลัยฮิสลาม ตอนหลังเวลาอัศรฺ (สายัณห์) ของวันศุกร์ *(มุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 2789)

          นัยของฮะดีษบทนี้ชี้ชัดว่า อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮุวะตะอาลา ทรงสร้างสรรค์พสิ่งทั้งหลายในเจ็ดวัน นัยดังกล่าว ขัดแย้งกับพระดำรัสแห่งอัลเลาะห์ ตะอาลาที่ว่า :

اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَى عَلَى الْعَرْشِ

อัลเลาะห์ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินภายในหกวัน แล้วทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์” (อัลอะอฺรอฟ : 54)

          ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์ทางวิชาฮะดีษหลายคน จึงวิจารณ์และปฏิเสธฮะดีษดังกล่าว เช่น ท่านอิมามบุคอรีย์ (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.256) *(ดู อัลบุคอรีย์ : อัตตารีคุ้ลกะบี๊ร หน้า 412 อัลบุคอรีย์วิจารณ์ว่าเป็นคำพูดของท่านกะอ์บฺ อัลอะฮฺบาร และดู อิบนุลกอยยิม : อัลมานารุลมุนีฟ หน้า 84)

และท่านอิบนุกะซีร (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ. 774) *(ดู อิบนุกะซีร : ตัฟซีรกุรอานนิลอะซีม เล่ม 2 หน้า 220)

2.ขัดแย้งกับฮะดีษซอฮีฮฺ ที่ได้รับการปฏิบัติ

            ท่านหญิงอาอิชะห์ ได้ปฏิเสธฮะดีษหลายบทเนื่องจากไปขัดแย้งกับฮะดีษที่ซอฮีฮฺและได้รับการปฏิบัติ เช่น ปฏิเสธฮะดีษที่รายงานว่า : ผู้หญิง ลา และสุนัข เมื่อเดินผ่านผู้ละหมาดจะทำให้เสียละหมาด


เพราะท่านหญิงอาอีชะห์เองเคยนอนขวางหน้าท่านนบี ขณะท่าน นบี กำลังละหมาด *(อัลบุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 514 และมุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 269)

          และปฏิเสธฮะดีษที่บอกว่า  “الماءمن الماء” “น้ำนั้นจากน้ำ” หมายถึงต้องอาบน้ำเมื่อมีการหลั่งน้ำอสุจิ *(อัซซัรกะซีย์ : อัลอิยาบะห์ หน้า 145)

เพราะขัดกับฮะดีษอีกบทหนึ่งที่บอกว่า

اذاجاوزالختانفقدوجبال غسل

เมื่อองคชาติของชายล่วงล้ำของหญิงก็จำเป็นต้องอาบน้ำ หมายถึงไม่จำเป็นต้องมีการหลั่ง *(มุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 349)

           การใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในการปฏิเสธฮะดีษ เป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับซอฮาบะห์อย่างท่านหญิงอาอีชะห์ หรือคนอื่นๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังฮะดีษโดยตรงจากท่านนบีมาแล้ว แล้วมาได้ฟังในสิ่งที่ขัดแย้งกันจากซอฮาบะห์ แต่สำหรับนักปราชญ์ (มูฮัดดิซีน) แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นทัศนะต่างๆที่ขัดแย้งกันในการใช้เงื่อนไขดังกล่าว เพื่อปฏิเสธหรือยอมรับฮะดีษ ดังตัวอย่างสองตัวอย่างต่อไปนี้คือ

            ตัวอย่างที่หนึ่ง :  ฮะดีษของท่านอิบนุ อับบาส รายงานว่า ท่านนบีได้ตัดสินคดีด้วยการสาบานและพยานหนึ่งคน

*(ฮะ ดีษหมายเลข 1712 ฮะดีษบทนี้อัตติรมีซีย์ได้รายงานจากอบีฮุรอยเราะห์ สะอี๊ด อิบนุอุบาดะห์ และญาบิร ฮะดีษหมายเลข 1343 และ 1344 อัตติรมิซีย์ วิจารณ์ว่า เป็นฮะดีษฮะซัน ฆอรีบ)

            ท่านอิมามมาลิก (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.ที่ 179) ท่านอิมามชาฟิอีย์ (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.ที่ 204) และท่านอิมามอะห์หมัด (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ. 241) ได้ยึดถือฮะดีษบทนี้ แต่อบูฮะนีฟะห์ (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.150) ได้ปฏิเสธ เนื่องจากไปขัดกับฮะดีษของท่านอัลอัชอัต อิบนุ ก็อยซฺ (الأشعت بن قيس) ที่รายงานว่า ท่านนบี ได้ตัดสินกรณีพิพาทเรื่องบ่อน้ำ โดยกล่าวความว่า : พยานสองคน (สำหรับโจทก์) หรือ (ให้จำเลย) สาบาน

*(อัล บุคอรีย์ : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 2516 และมุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 220 อีกรายงานหนึ่งของมุสลิมมีสำนวนเพิ่ม ความว่า “ไม่อนุญาตแก่เจ้านอกเหนือจากนั้น” ดูฮะดีษหมายเลข 223) 

            ตัวอย่างที่สอง : ฮะดีษของท่านรอฟิอฺ อิบนุ คอดีจ (رافع بن خديج) ได้เล่าว่า : ฉันได้ยินท่านนบี กล่าวถึงรายได้ที่เลวที่สุด และหนึ่งในนั้นคือ รายได้ของผู้มีอาชีพกรอกเลือด (كسب الحجام)

*(มุสลิม : อัซซอฮีฮฺ ฮะดีษหมายเลข 1568)


อีกรายงานหนึ่ง ท่านนบี  กล่าวความว่า รายได้ของผู้มีอาชีพกรอกเลือดเป็นสิ่งที่เลว (وكسب الحجام خبيث)

ที่มา http://www.islammore.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่านอีเมล :piwdee@hotmail.com,  husna@piwdee.net

ฟรี สถิติเว็บไซต์