เศรษฐศาสตร์อิสลาม
ประเด็นที่สาม : เงินตราในอิสลาม
เขียน : ดร.มุสฏอฟา อัลอับดุลลอฮฺ อัลกิฟรีย์
ในยุคที่อิสลามได้อุบัติขึ้น ชาวอาหรับในสมัยนั้น ได้ใช้ทองคำและเงิน เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนทางการค้า โดยการชั่งน้ำหนักจากทองคำและเงิน ซึ่งในสมัยนั้น อาหรับได้ใช้เหรียญทองคำ (ดีนารฺ) และเหรียญเงิน (ดีรฺอัม) ของเปอร์เซียกันอย่างแพร่หลาย เหรียญทองคำและเหรียญเงิน ได้แพร่หลายในระหว่างพวกเขา และกับชาวเปอร์เซีย โดยการทำธุรกิจการค้าระหว่างกัน จนกระทั่งได้เกิดวิกฤติการปลอมทองคำ (ดีนารฺ) และเหรียญเงิน (ดีรฺฮัม) ระบาดอย่างหนัก ซึ่งมาจากการขาดการเอาใจใส่ ต่อการผลิตเหรียญ จนเป็นเหตุให้คอลิฟะฮ์ อับดุลมาลิก อัลหัจญ์ญาจญ์ ออกคำสั่งให้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์เงิน (ดีรฺฮัม) ขึ้นมา เพื่อเป็นการแยกแยะระหว่างเหรียญปลอม และเหรียญแท้บริสุทธิ์
ในปีฮิจเราะฮ์ที่ 74 ต่อมาได้มีคำสั่งให้ใช้เหรียญกษาปณ์ดังกล่าว ทั่วอาณาจักรอิสลามในปีฮิจเราะ ฮ์ที่ 76 โดยเขียนไว้บนเหรียญกษาปณ์ ด้วยข้อความที่ว่า “อัลลอฮฺทรงเอกะ อัลลอฮฺทรงเป็นที่พึ่งแห่งสรรพสิ่งทั้งมวล” ซึ่งถือเป็นเหรียญกาษปณ์ของอิสลาม ที่ได้ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในสมัยของคอลีฟะฮ์อับดุลมาลิก อิบนุ มัรวาน โดยมีการกำหนดค่าความเป็นเอกภาพ และคุณภาพของเหรียญเงิน (ดีรฺฮัม) และเหรียญทองคำ (ดีนารฺ) บนพื้นฐานเดียวกัน กับการกำหนดค่าของคอลีฟะฮ์อุมัร อิบนุ อัลค็อฎฎ็อบ (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ)
นักประวัติศาสตร์ ได้บอกให้เรารู้ว่า รัฐอิสลามมีความหวงแหน และให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อการรักษาเสถียรภาพ และคุณภาพของเงินตรา ตัวอย่าง เหรียญทองคำ (ดีนารฺ) ถูกผลิตมาอย่างละเอียด ด้วยกับเนื้อทองคำแท้ โดยการชั่งในหน่วยการชั่ง มิษกอล
เมื่อเหรียญกษาปณ์ของรัฐอิสลาม ได้ถูกผลิตออกมา และมีการนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยน คอลีฟะฮฺอับดุลมาลิก อิบนุ มัรฮวาน (รอฮิมาะฮุลลอฮฺ) ได้ออกคำสั่งให้ยกเลิก การใช้เหรียญกษาปณ์ของเปอร์เซีย,โรมัน และของชาติอื่นๆ ทำให้เงินตราของอิสลาม ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ และเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (คือเหรียญดีนารฺของอิสลาม ที่เป็นทองคำบริสุทธิ์ และอัตราย่อยของเหรียญ ตามลำดับ) จนเป็นเหตุให้มีการตั้งแหล่งผลิตเหรียญกษาปณ์ของอิสลาม แพร่หลายอยู่ทั่ว อาณาจักรรัฐอิสลามในสมัยนั้น
จนพูดได้ว่าในทุกหัวเมืองใหญ่ของรัฐอิสลาม จะมีแหล่งผลิตเหรียญกษาปณ์ทุกแห่ง เช่น ในกรุงแบกแดด กรุงไคโร กรุงดามัสกัส เมืองบัสเราะห์ และคอนโดวา โดยที่รัฐบาลกลางของรัฐอิสลาม ในสมัยนั้น ต้องเก็บภาษีการผลิตเหรียญกษาปณ์ กับ แหล่งผลิตทุกแห่ง ที่มีการผลิตในอัตราร้อยละ 1% (คือ ในทุกๆ 100 ดิรฺฮัม จะต้องจ่ายภาษี 1 ดิรฺฮัม) จนเป็นเหตุให้รัฐอิสลามมีรายได้ที่ดีจากภาษีดังกล่าว จึงขอยกตัวอย่างในเรื่องนี้ คือ ตามที่ได้ระบุอยู่ในหนังสือ “นัฟหุตตัยยิบ”ของ อัลมัครีซีย์ ได้ระบุว่า เฉพาะสถาบันการผลิตเหรียญกษาปณ์ของอันดาลูเซีย มีการผลิตเหรียญกษาปณ์เงินแท้ และเหรียญดีนารฺทองคำแท ้ในยุคสมัยราชวงศ์อุมัย ยะฮ์ (อะมาวียะฮ์)"
ในช่วงฮิจเราะฮ์ศตวรรษที่ 14 ได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำแท้ (ดีนารฺ) ถึง 200,000 เหรียญ ต่อปี ดังนั้น ย่อมหมายถึงเฉพาะในภูมิภาคอันดาลูเซียอย่างเดียว มีการผลิตเหรียญ กษาปณ์ทองคำแท้ ซึ่งไม่นับรวมภูมิภาคอื่นๆ ของอาณาจักรอิสลาม มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำ (ดีนารฺ) ถึง 20,000,000 เหรียญดีนารฺ ต่อปี
แปลโดย : มุหำหมัด บินต่วน
หน้าหลัก