Custom Search

ไม่มีดินแดนในโลกที่ไม่มีอิสลาม

ถ้าหากว่าเราต้องการรวบรวมสถิติที่ครอบคลุมถึงดินแดนทั้งหมด ที่อิสลามเข้าสู่ดินแดนนั้น ด้วยการเชิญชวนเรียกร้องโดยสันติ และถ้อยคำที่งดงามพร้อมด้วยวิทยปัญญา ตลอดจนข้อตักเตือนที่ดีงามแล้วละก็หนังสือเล่มนี้คงมิอาจจะบรรจุถึงรายละเอียดได้ทั้งหมด 

ทั้งนี้เป็นเพราะว่า  อิสลามคือศาสนาที่โบยบิน อย่างที่กล่าวมา โดยเคลื่อนย้ายจากบุคคลหนึ่ง สู่อีกบุคคลหนึ่ง จากสถานที่หนึ่ง สู่อีกสถานที่หนึ่ง ตามสายลมที่พัดพาไป  พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบันดาลให้อิสลาม มีความพิเศษในการโน้มน้าวและดึงดูดจิตใจของผู้คน ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่มีหัวใจบริสุทธิ์ มีความนึกคิดที่สมบูรณ์ ได้ทำความรู้จักต่ออิสลามแล้ว  หัวใจของผู้นั้น ก็ย่อมเปิดรับและเข้าสู่อิสลามหากพระองค์ทรงประสงค์

นอกจากนี้ พระผู้เป็นเจ้ายังได้ทรงบันดาลให้ศาสนา อันบริสุทธิ์ของพระองค์ เป็นประหนึ่งดังความเร้นลับ ที่คล้ายคลึงกับโอสถสำหรับหัวใจ  ไม่ว่าบุคคลใดก็ตาม ที่มีความเศร้า ทุกข์ระทมอันหนักอึ้ง เขาก็จะพบในอิสลามนั้น มีโอสถเยียวยาความทุกข์ระทมนั้น  และนี่ก็คือสิ่งที่เราสามารถจะพบเห็นได้ในโลกปัจจุบัน  ในสังคมต่าง ๆ ที่ความเจริญทางสังคมเมืองกำลังถาโถม และเหนื่อยล้าด้วยความคิดในเชิงวัตถุนิยม  ในประเทศอังกฤษ,  ฝรั่งเศส,  เยอรมันและสหรัฐอเมริกา มีผู้คนหลายพันคนได้เข้ารับอิสลาม เพื่อนำเอาชีวิตของ พวกเขาหลีกหนีจากความวุ่นวาย  ความสับสนและการสูญเสียความสงบของจิตใจในชีวิตประจำวัน 

นักบูรพาคดีชาวอังกฤษที่ชื่อ เดวิด  โคเวน  ซึ่งเป็นอาจารย์ระดับสูง ที่ทำการสอนอยู่ในวิทยาลัย เพื่อการวิจัยอิสลามแห่งกรุงลอนดอน  ได้เล่าถึงเรื่องราวการเข้ารับอิสลามของตน โดยกล่าวว่า โลกนี้ได้สร้างความคับ อกความคับใจแก่เขาหลายต่อหลายครั้งอย่างไร  จนมิอาจจะหาความสงบสุขทางจิตใจได้เลย  จวบจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงเปิดหัวใจของเขาให้เข้ารับอิสลาม  ซึ่งตัวเขาเองก็รู้จักอิสลามเป็นอย่างดีในการศึกษาวิจัย และการใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวมุสลิมมาก่อน 

เขาพบว่าในอิสลาม มีความสงบสุขทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่  และเขาเองก็ทราบดีว่าการเข้ารับอิสลามของเขา จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการได้รับตำแหน่งอธิการบดีของวิทยาลัย  เขาจึงไม่หวังในหน้าที่การงาน และพอเพียงกับตำแหน่งอาจารย์ที่เขาเป็นอยู่  และเขาก็ได้พบว่าในอิสลาม มีฐานะอันสูงส่งยิ่งนักที่จิตใจของมนุษย์ใฝ่ฝันจะไปถึง 

นักบูรพาคดีอาร์บิรีย์  ซึ่งแปลอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษก็ ได้เล่าถึงเรื่องราวในทำนองเดียวกันนี้  นั่นคือเขาเกิดความหวั่นเกรงที่จะบังอาจเรียกหนังสือแปลของตนเองว่าเป็นการ ตัฟซีร  (อรรถกถา)  ทั้งนี้ เพราะเขาเกิดความรับรู้ในจิตใจของตนว่า  ถ้อย คำของอัลกุรอาน มิอาจจะทำการถ่ายทอดไปสู่มนุษย์ได้ นอกเสียจากด้วยถ้อยคำซึ่งได้ถูกประทานลงมา แก่ท่านศาสนทูต  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) 

ส่วนการอรรถกถาหรือตัฟซีรถ้อยคำของพระเจ้านั้น ย่อมสามารถกระทำได้  เพราะการอรรถกถา อาจจะใช้ภาษาอาหรับหรือภาษาอื่นก็ได้ แต่การแปลโดยตรงจากอัลกุรอาน ไปเป็นภาษาอื่น มันเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง  เราจึงกล่าวได้ว่า  ในทุกวันนี้ อิสลามก็คือที่พักพิงอันปลอดภัยของผู้คนเป็นจำนวนมาก ที่เกิดความคับอกคับใจ และไม่ยินดีกับสภาพอันฟอนเฟะของสังคม ที่เน้นวัตถุนิยม  การแก่งแย่งที่รุนแรง ในการกอบโกยความผาสุกในโลกนี้  ผู้คนได้หันสู่อิสลาม และพบว่าในอิสลามมีโอสถอันวิเศษที่รักษาเยียวยาความป่วยไข้ทางจิตใจ

ผู้เขียนเคยสอบถามพูดคุยกับผู้ศรัทธาชาวเยอรมันบางคนในมัสยิด แห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลินว่า  :  ศาสนาเดิมของคุณ ไม่สามารถสร้างความสงบสุขทางจิตใจได้เลยกระนั้นหรือ  เพราะเท่าที่ทราบนั้น ก็เป็นศาสนาแห่งฟากฟ้าที่เคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน เขาตอบว่า  :  ใช่  ก่อนที่ผมจะเข้ารับอิสลาม  ผมเคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้า  แต่ผมห่างไกลจากพระองค์  ผมไม่สามารถติดต่อถึงพระองค์ได้ นอกจากผ่านบาทหลวง  แต่มาบัดนี้ ผมอยู่กับพระองค์ไม่ว่าผมจะอยู่  ณ  ที่ใด  และพระองค์ก็ทรงอยู่กับผมไม่ว่าผมจะอยู่  ณ  ที่ใด  ผมขอลุแก่โทษและสรรเสริญพระองค์  วิงวอนต่อพระองค์ถึงความเศร้าใจและความเจ็บปวดที่ผมมีและผมก็รับรู้ได้ว่า  พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดกับผม  จิตใจของผมจึงเกิดความสงบและร่มเย็น  และพบกับความสบายใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ผู้เขียนจึงกล่าวกับชาวมุสลิมเยอรมันผู้นั้นว่า  คุณไม่ทราบดอกหรือว่าพระผู้เป็นเจ้า กล่าวอย่างชัดเจนความว่า  “และเมื่อบ่าวของข้าได้วิงวอนขอต่อข้า  ข้านี้อยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของบ่าวเมื่อเขาขอต่อข้า  ดังนั้น พวกเขาทั้งหลาย จงตอบรับต่อข้าเถิด และจงมีศรัทธาต่อข้า  เพื่อว่าพวกเขาได้รับการชี้นำทาง”  (อัลบะกอเราะห์  186)  ชาวเยอรมันจึงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่เบิกบานว่า  :  ผมไม่เคยได้ยินโองการนี้เลย แต่ผมก็รับรู้ถึงมันได้เป็นอย่างดี  ผมเคยรู้สึกเสมอว่า  พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิด และพระองค์จะทรงตอบรับเสมอเมื่อผมได้วิงวอนขอต่อพระองค์” 

อาจจะมีผู้อคติบางคนโต้แย้งในกรณีที่ว่า  อิสลามไม่เคยแพร่หลายออกไปด้วยการใช้กำลัง  และไม่ยอมรับต่อกรณีที่ว่า  การพิชิตทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการทำให้ผู้คนเข้ารับอิสลาม ในสภาพที่หวาดกลัว แต่มีจุดมุ่งหมายในการทำลายอุปสรรคขวางกั้นในการเข้ารับอิสลาม ของผู้คนโดยดุษฎี  เพราะถ้อยคำแห่งอิสลามนั้น เมื่อมันได้บรรลุสู่จิตใจที่บริสุทธิ์นั้น จะนำพาไป ยังการเปลี่ยนแปลงสู่การศรัทธาเสมอ  และเราก็ไม่ต้องการโต้เถียงกับผู้ดื้อดึง ที่ไม่ยอมรับฟังเหตุผลเหล่านี้  เพราะพวกเขาเหล่านี้ คือผู้ที่จมปลักอยู่ในการโต้เถียง  และการกล่าวให้ร้าย ไม่ว่าเราจะนำหลักฐานที่ชัดเจนเพียงไรมาอธิบาย พวกเขาก็ย่อมไม่ศรัทธา หรือยอมรับอยู่ดี

แต่ทว่าเราจะไม่ปล่อยให้ผู้ชอบโต้เถียงเหล่านี้ จมปลักอยู่กับความเท็จของพวกเขา แต่จะต้องดำเนินการเรียกร้องพวกเขาด้วย สิ่งที่ดีงาม และ หลักฐานที่ชัดแจ้งอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านศาสนทูต  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  ในการเรียกร้องเหล่าผู้ปฏิเสธอย่างไม่ลดละ และไม่เบื่อหน่าย ควบคู่ไปกับความพยายามอย่างยิ่งยวด ในการทำให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง บรรลุสู่จิตใจของผู้คน  โดยมุ่งหวังว่า นั้นจะเป็นการปลดปล่อยให้จิตใจเหล่านั้น หลุดพ้นจากอคติ หรือ ความไม่เข้าใจ  และยึดมั่นในคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า  ผู้ซึ่งทรงทำให้ความจริงกระจ่าง และทำให้ความเท็จมลายสูญดังที่พระองค์ทรง ดำรัสว่า

"بل نقذف بالحق على الباطل فيدفعه فإذاهوزاهق ولكم الويل مماتصفون"   الأنبياء ۱۸

แต่ว่าเราได้โยนความจริงให้อยู่เหนือความเท็จ แล้วความจริงก็จะผลักไสความเท็จนั้น  แล้วมันก็จะมลายสิ้นไป  และความหายนะจะประสบแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้ากล่าวเสกสรรปั้นแต่งต่ออัล ลอฮฺ”  (อัล-อัมบิยาอฺ 18)

จึงถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในการที่เราจะต้องนำเอาหลักฐานต่าง ๆ ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ มาแสดงแก่พวกชอบโต้เถียงเหล่านี้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประชาชาติต่าง ๆ ทั้งหมด ที่ได้เข้ารับอิสลามด้วยการใช้วิทยปัญญา  ข้ออนุสติเตือนใจ ที่งดงามซึ่งโน้มน้าวการศรัทธาสู่อิสลามเพียงประการเดียว  โดยไม่มีการบังคับ หรือมีการใช้กำลังทหารม้าใด ๆ เข้ารุกรานดินแดนของพวกเขา  หากเป็นการเรียกร้องเชิญชวนด้วยสัจธรรม ที่บรรลุถึงพวกเขา และปลดพันธนาการ ทั้งหลาย สู่การยอมรับอิสลาม

เป็นที่ทราบกันดีว่า  ดินแดนแห่งชมพูทวีป และดินแดนไกลโพ้นทางทิศตะวันตกของแผ่นดินจีน นั้นคือสอง ดินแดนที่กองทัพแห่งอิสลามได้รุกประชิดไปถึง  ส่วนดินแดนที่เลยไปทางทิศตะวันออกนั้น  ล้วนแล้วแต่เป็นการพิชิตของอิสลามเพียงประการเดียว  (มิใช่ด้วยกำลังทหาร)  กรณีนี้ย่อมไม่มีข้อโต้เถียงใด  และเมื่อปรากฏว่า  อิสลามเพียงประการเดียว คือสิ่งที่พิชิตหัวใจของผู้คน และชนชาติทั้งหลายในดินแดนที่กระแสการพิชิตของอิสลามครอบคลุมไปถึง  เมื่อเป็นเช่นนี้  ดินแดนที่เราจะกล่าวถึงนั้นก็คือการพิชิตของอิสลามเพียงประการเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย 

ทั้งนี้ เราจะติดตามถึงการแพร่หลายของอิสลาม ในดินแดนที่ถัดมาจากชมพูทวีป และตะวันตกของจีนในทางทิศตะวันออก และจะดำเนินไปตามเส้นทางที่อิสลามผู้พิชิตได้ไปถึง  เมื่อเสร็จสิ้นจากการท่องดินแดนเหล่านั้นแล้ว เราก็จะย้อนกลับสู่ดินแดนทางตะวันตก  โดยจะศึกษาถึงการพิชิตของอิสลามเพียงลำพัง โดยไม่มีกำลังทหารใด ๆ ในดินแดนที่ตั้งอยู่ทางเส้นเขตร้อนใต้ของแอฟริกา นับแต่ทางใต้ของทะเลทรายซะฮาร่า หลังจากนั้นเราก็ศึกษาถึงดินแดนอื่น ๆ ที่อิสลามได้ไปถึงในส่วนต่าง ๆ ของโลกใบนี้และพระองค์อัลลอฮฺทรงเป็นผู้ถูกขอความอนุเคราะห์ในทุกสิ่งที่ดีงาม

< ย้อนกลับ

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่านอีเมล :piwdee@hotmail.com,  husna@piwdee.net

¿ÃÕ Ê¶ÔµÔàÇçºä«µì