Custom Search
 

ความเป็นมาและความสำคัญของกฎหมายอิสลาม 2

ความเป็นมาและพัฒนาการของกฎหมายอิสลาม        

นักวิชาการ ได้แบ่งช่วงเวลาที่กฎหมายอิสลาม ได้มีการเปลี่ยนผ่าน และพัฒนาการ ออกเป็น 4 ช่วงเวลา ด้วยกัน ดังนี้

(1) ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น ซึ่งครอบคลุมยุคสมัยของท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) โดยเริ่มต้น นับแต่การประกาศศาสนาอิสลาม (ค.ศ.610) และสิ้นสุดลง ด้วยการเสียชีวิตของท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) (ฮ.ศ.11/ค.ศ.636)

ในช่วงเวลาดังกล่าว สาส์นแห่งอิสลาม มิได้จำกัดอยู่เฉพาะ ด้านการชี้นำทางจิตวิญญาณ, จริยธรรม และการประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังได้จัดระเบียบกิจกรรมของมนุษย์ ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ในโลกนี้อีกด้วย  ด้วยเหตุนี้ ศาสนาอิสลาม จึงได้ยกเลิกขนบธรรมเนียม และประเพณีของชาวอาหรับบางส่วน ในด้านการครองเรือน การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ

ที่มาของกฎหมายอิสลาม ในช่วงแรกนี้ จำกัดอยู่ใน 2 ประการคือ คัมภีร์อัลกุรฺอาน และสุนนะฮฺ ทั้ง 2 ประการนี้ ได้วางรากฐานสำหรับกฎหมายอิสลาม ในรูปของหลักมูลฐานต่าง ๆ โดยทั่วไป ตลอดจนกฎเกณฑ์พื้นฐานต่าง ๆ และจากหลักมูลฐาน และกฎเกณฑ์พื้นฐานดังกล่าว นักปราชญ์ทางศาสนา ก็ได้วิเคราะห์หลักการ ที่มีรายละเอียด ซึ่งจะกลายเป็นประมวลหลักนิติธรรมอิสลาม ในยุคต่อมา ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียด ในการจัดระเบียบ ทางสังคม, เศรษฐกิจ, ระบอบรัฐศาสตร์ หลักการในการประกอบศาสนกิจ และการมีปฏิสัมพันธ์ ในรูปธุรกรรมต่าง ๆ

และในช่วงแรกนี้ สามารถแบ่งเป็น 2 ระยะคือ

1) ระยะเวลาเกือบ 13 ปี ณ นครมักกะฮฺ ซึ่งชาวมุสลิม เป็นชนส่วนน้อยในนครมักกะฮฺ มีความอ่อนแอ และถูกกดขี่ มุสลิมมิได้มีส่วนร่วม ในการปกครองรัฐมักกะฮฺ ซึ่งมีชนชั้นปกครอง ที่เป็นพวกตั้งภาคี เหตุนี้ โองการต่าง ๆ ในคัมภีร์อัลกุรฺอาน ที่เรียกกันว่าโองการมักกียะฮฺ ตลอดจนบรรดาหะดีษของท่าน นบี (صلى الله عليه وسلم) จึงมิได้กล่าวถึงการจัดระเบียบการปกครอง และหลักการที่ว่าด้วยธุรกรรมต่าง ๆ ยกเว้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากแต่ได้เน้นในการอธิบาย ถึงหลักการยึดมั่น และหลักศรัทธาของศาสนา และเรียกร้องเชิญชวน สู่การให้เอกภาพ ต่อพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) การขัดเกลาจิตใจ และวิพากษ์ความเชื่อ ของพลเมืองมักกะฮฺ ที่ยึดติดกับการตั้งภาคี และขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีบ่อเกิดจากอวิชชา ส่วนการประกอบศาสนกิจ ในระยะแรก ที่มีบัญญัติเอาไว้ ก็คือเรื่องการละหมาดเท่านั้น

2) ระยะเวลาราว 10 ปี ในนครม่าดีนะฮฺ ซึ่งเริ่มต้นภายหลังการอพยพ (ฮิจเราะฮฺ) ของท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) และเหล่าสาวก จากนครมักกะฮฺ สู่นครมาดีนะฮฺ โดยชาวมุสลิม ได้สถาปนารัฐอิสลามขึ้น ณ นครม่าดีนะฮฺ และมีโครงสร้างของรัฐ อันประกอบด้วยพลเมือง คือ ผู้อพยพที่เรียกว่า มุฮาญิรูน และชาวเมืองม่าดีนะฮฺ ที่เรียกว่า อันศ๊อร ตลอดจนชาวยิว และชนอาหรับกลุ่มอื่น ๆ มีดินแดนคือ นครม่าดีนะฮฺ และเขตปริมณฑล และมีระบอบการปกครอง ทางรัฐศาสตร์ และการเมือง ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจการบริหาร และอำนาจทางตุลาการ รวมอยู่ในประมุขสูงสุดของรัฐ คือท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) 

ทั้งนี้ ท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) ได้มีพันธสัญญาที่เรียกว่า อัศศ่อฮีฟะฮฺ ซึ่งเป็นปฏิญญา ที่พลเมืองของม่าดีนะฮฺ ยอมรับร่วมกันทุกฝ่าย โดยมีสถานะเฉก เช่น รัฐธรรมนูญ ตามคำนิยามของนักวิชาการ ร่วมสมัย ในระยะที่ 2 นี้เอง ประมวลกฎหมายอิสลาม ที่เป็นแม่บทในด้านต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการศาสนา และทางโลก ได้ถูกกำหนดวาง อย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีความครบถ้วนสมบูรณ์

(2)  ช่วงเวลาแห่งการวางหลักมูลฐาน ของกฎหมายอิสลาม ซึ่งเริ่มต้น นับแต่การสิ้นชีวิตของท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) จนถึงการล่มสลาย ของอาณาจักรอัลอุม่าวียะฮฺ (ฮ.ศ.132/ค.ศ.750) ทางด้านการเมืองนั้น ครอบคลุมยุคสมัย ของบรรดาค่อลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม (ฮ.ศ.11-41/ค.ศ.632-661) และยุคของอาณาจักรอัลอุม่าวียะฮฺ (ฮ.ศ.41-132/ค.ศ.661-750)

ส่วนทางด้านกฎหมายอิสลามนั้น รวมเอาสมัยของเหล่าสาวก, ชนรุ่นตาบิอีน และตาบิอิตตาบิอีน ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่ายุคสะลัฟ ซอลิฮฺ ในช่วงเวลาที่ 2 นี้ มีการพัฒนาทางสังคม, เศรษฐกิจ, ความคิด และการเมือง ที่ส่งผลต่อพัฒนาการ ของกฎหมายอิสลาม และมีการวิเคราะห์อย่างทุ่มเท ทางสติปัญญา ที่เรียกว่า “อิจญ์ติฮาด” ปรากฏขึ้น อันนำไปสู่การปรากฏขึ้น ของหลักฐานในการชี้ขาด 2 ประการ คือ อัล-อิจญ์มาอฺ และอัล-กิยาส ตลอดจนระบอบการปกครอง แบบคีลาฟะฮฺ ก็ปรากฏชัดในฐานะระบอบการปกครอง ทางรัฐศาสตร์อิสลาม อีกด้วย

ส่วนหนึ่งจากพัฒนาการที่เด่นชัดในช่วงเวลานี้ คือ

1. ศาสนาอิสลาม แผ่ปกคลุมดินแดนของรัฐอิสลาม ที่มีอาณาเขตทางทิศตะวันออก จรดประเทศจีน มหาสมุทรอินเดีย และเขตตอนกลาง ของแอฟริกาทางทิศใต้ จรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทางทิศตะวันตก และมีอาณาเขตทางตอนเหนือ ครอบคลุมทะเลสาบแคสเปียน, ทะเลดำ และหมู่เกาะ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถึงภาคใต้ของฝรั่งเศส และคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน)

2. ภาษาอาหรับมีความแพร่หลาย และกลายเป็นภาษาทางราชการ และวิชาการ ในศาสตร์แขนงต่าง ๆ

3. มีความตื่นตัว ในการแปลตำรับตำรา จากภาษาอื่น ๆ เป็นภาษาอาหรับ และมีการสร้างผลงาน ทางวิชาการ ในศาสตร์แขนงต่าง ๆ

4. บรรดาสาวก และชนรุ่นตาบิอีน ได้กระจายไปตั้งหลักแหล่ง ในหัวเมืองต่าง ๆ ที่ถูกพิชิต นับแต่ยุคของค่อลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) อันเป็นผลทำให้เกิดเมือง แห่งวิชาการ ตามมา อาทิเช่น เมืองกูฟะฮฺ, เมืองบัศเราะฮฺ, เมืองฟุสฏ็อฏ และนครแบกแดด เป็นต้น

5. เกิดกลุ่มสำนักทางความคิด หลากหลาย อาทิเช่น กลุ่มอัล-คอวาริจญ์, กลุ่มชีอะฮฺ, กลุ่มมุรญิอะฮฺ และกลุ่มมุอฺตะซิละฮฺ เป็นต้น

(3) ช่วงของความสุกงอม และความสมบูรณ์ ซึ่งเริ่มต้น นับแต่การสถาปนาอาณาจักร อัลอับบาซียะฮฺ (ฮ.ศ.132/ค.ศ.750) และสิ้นสุดลง ด้วยการปิดประตูแห่งการอิจญ์ติฮาด ในตอนปลายศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช อันนับเป็นยุคทองของกฎหมายอิสลาม ในช่วงนี้ มีการรวบรวม และจดบันทึกหะดีษของท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) และกฎหมายอิสลาม ตลอดจนมีการปรากฏขึ้น ของบรรดาสำนักกฎหมายอิสลาม ซึ่งเรียกว่า “มัซฮับ” อันได้แก่

1. มัซฮับฮะนะฟีย์ อ้างถึงอิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺ อันนุอฺมาน อิบนุ ซาบิต (ฮ.ศ.70-150) ซึ่งเป็นสำนักกฎหมายอิสลาม ที่เปิดกว้างในด้านการใช้ทัศนะ และหลักของเหตุผล ในการวิเคราะห์ตัวบท ทางศาสนา

2. มัซฮับมาลิกียอ้างถึงอิหม่ามมาลิก อิบนุ อะนัส อิบนิ อบีอามิร (ฮ.ศ.95-179) ซึ่งเป็นนักปราชญ์ แห่งนครม่าดีนะฮฺ ในแคว้นอัล-ฮิญาซฺ และเป็นนักวิชาการสายหะดีษ

3. มัซฮับชาฟิอีย์ อ้างถึงอิหม่ามอบูอับดิลลาฮฺ มุฮัมมัด อิบนุ อิดรีส อัชชาฟิอีย์ (ฮ.ศ.150-204) มัซฮับชาฟิอีย์ มีแนวทางสายกลาง ที่รอมชอมระหว่างการใช้ทัศนะ และการยึดถือตัวบท

4. มัซฮับฮัมบะลีย์ อ้างถึง อิหม่ามอะฮฺหมัด อิบนุ ฮัมบัล อัชชัยบานีย์ (ฮ.ศ.164-241) เป็นสำนักกฎหมายอิสลาม ที่ยึดถือตัวบทอย่างเคร่งครัด และไม่ยอมรับการใช้ทัศนะ เหมือนอย่างมัซฮับฮะนะฟีย์

มัซฮับฮะนะฟีย์ เป็นที่นิยมแพร่หลาย ในกลุ่มประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่ง ของอาณาจักรอุษมานียะฮฺ แห่งตุรกี ตลอดจนกลุ่มประเทศมุสลิม ในเอเชียกลาง และเอเชียใต้ ส่วนมัซฮับมาลิกีย์นั้น เป็นที่นิยมในหมู่พลเมือง ในแอฟริกา ทั้งแอฟริกาเหนือ แอฟริกาตะวันออก และตะวันตก ในขณะที่มัซฮับชาฟิอีย์ เป็นที่นิยม ของพลเมืองมุสลิม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เยเมน และอียิปต์ เป็นต้น ส่วนมัซฮับฮัมบะลีย์นั้น ถือเป็นมัซฮับอย่างเป็นทางการ ในประเทศซาอุดิอาระเบีย และมีผู้นิยมน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับมัซฮับอื่น ๆ
 
(4) ช่วงของการถือตาม (อัต-ตักลีด) ซึ่งเริ่มต้น นับแต่การปิดประตู แห่งการอิจญ์ติฮาด ในตอนปลายศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช และดำเนินเรื่อยมา จวบจนทุกวันนี้ ในด้านการเมือง โลกอิสลามในช่วงที่ 4 นี้ แตกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย มีกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิม ที่มิใช่อาหรับ เข้ามามีอำนาจผลัดเปลี่ยนกัน อาทิเช่น ชาวเติร์ก (ตุรกี), ชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) เป็นต้น

และเนื่องจากมุสลิม ขาดความสามัคคี และเอกภาพ ทำให้ดินแดนของชาวมุสลิม ตกอยู่ใต้อาณัติ ของกลุ่มประเทศตะวันตก ที่ล่าเมืองขึ้น โดยเฉพาะภายหลังการล่มสลาย ของอาณาจักรอุษมานียะฮฺ แห่งตุรกี ที่มีการประกาศยกเลิก ระบอบการปกครองแบบคิลาฟะฮฺ ในปีค.ศ.1924

ผลจากการล่าเมืองขึ้น ของกลุ่มประเทศตะวันตก กฎหมายอิสลามโดยส่วนใหญ่ ได้ถูกยกเลิก และมีการนำกฎหมายตะวันตก เข้ามาใช้ทดแทน จวบจนในช่วงหลังมานี้ ได้มีการเรียกร้อง ให้กลุ่มประเทศมุสลิม ที่ได้รับเอกราช จากกลุ่มประเทศตะวันตก เริ่มหันมาให้ความสำคัญ ในการฟื้นฟูกฎหมายอิสลาม และนำเอากฎหมายอิสลาม มาบังคับใช้อีกครั้ง ซึ่งกระแสการเรียกร้องดังกล่าว ได้เริ่มขึ้นนับแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

ความสำคัญของกฎหมายอิสลาม

กฎหมายอิสลาม มีอัล-กุรอานและอัล-หะดีษ เป็นแม่บทที่สมบูรณ์ครบถ้วน และเป็นธรรมนูญ ในการดำเนินชีวิตของมุสลิม โดยประมวลกฎหมายอิสลาม ได้กำหนดภารกิจของมนุษย์ ที่มีต่อพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) หน้าที่ต่อตัวเอง และหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และมีเป้าหมาย ในการพิทักษ์คุ้มครองสิ่งสำคัญ 5 ประการ คือ (1) ศาสนา (2) ชีวิต (3) สติปัญญา (4) เชื้อสายโลหิต และ (5) ทรัพย์สิน

หากเราพิจารณากฎหมายอิสลาม อย่างกว้าง ๆ ในแง่ความสำคัญแล้ว พอจะกล่าวได้ดังนี้ คือ

(1) กฎหมายอิสลาม เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต ที่มุสลิมทุกคน จำต้องยึดถือปฏิบัติ โดยเคร่งครัด ทั้งนี้ การปฏิบัติตามกฎหมายอิสลาม มีผลทำให้ปัจเจกบุคคล มีความเป็นปกติสุข และ ทำให้สังคมโดยรวม เกิดความสันติสุข

(2) กฎหมายอิสลาม ได้กำหนดสิทธิ และหน้าที่ส่วนบุคคล และสิทธิประโยชน์ส่วนรวม เอาไว้ อย่างมีดุลยภาพ และครบถ้วน ชัดเจน มีความเป็นธรรม และสมเหตุสมผล ยืดหยุ่น และเหมาะสม กับทุกยุคทุกสมัย

(3) กฎหมายอิสลาม ได้จัดระเบียบสังคมทุกระดับ โดยเป็นไปตามครรลอง ที่ถูกต้อง และเป็นธรรม ทั้งในด้านสังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง และการปกครอง และมุ่งพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ ของทุกฝ่าย


www.alisuasaming.com

ย้อนกลับ

หน้าหลัก

มกราคม 28 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

¿ÃÕ Ê¶ÔµÔàÇçºä«µì