เขียนโดย อ.อาลี เสือสมิง

ในภาษาอาหรับเรียก  เศรษฐศาสตร์อิสลามว่า  อิลมุล-อิกติซอดฺ  อัลอิสลามีย์  (عِلْمُ الإقتصادالإسلامي )  หมายถึง  ภาควิชาที่ประมวลเอาไว้ ซึ่งบรรดาหลักการ และกฎเกณฑ์ ทางศาสนบัญญัติ อันเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ ในรูปแบบต่างๆ และวิธีการพัฒนาสินทรัพย์ ให้งอกงาม โดยมีที่มา จากคัมภีร์อัลกุรฺอาน และอัส-สุ นนะฮฺ ตลอดจนการวินิจฉัย ทางสติปัญญา ของบรรดานักวิชาการ  (ดร.อุมัร  สุลัยมาน  อับดุลลอฮฺ  อัล-อัชก๊อร  ;  นะฮะว่า  สะกอฟะฮฺ  อิสลามียะฮฺ  อะซีละฮฺ  ;  (2002)  หน้า  316)

คำว่า  “อัลอิกติซอดฺ”  หมายถึง  ความพอดี หรือความเป็นกลาง ระหว่างความฟุ่มเฟือย,  สุรุ่ยสุร่าย และความตระหนี่ถี่เหนียว  (อะบุลบะกออฺ  ;  อัลกุลลี่ยาตฺ  หน้า  160)

ที่มาของเศรษฐศาสตร์อิสลาม

บรรดาหลักการและกฎเกณฑ์ต่างๆ ในภาควิชาเศรษฐศาสตร์อิสลาม  มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน กับภาควิชากฎหมายอิสลาม  และหลักคำสอนของท่านนบี (صلى الله عليه وسلم )  ที่ปรากฏในอัส-สุนนะฮฺ  อาทิเช่น  พระดำรัสที่ว่า  :

وَالَّذِينَ إِذَا أَنفَقُوا لَمْ يُسْرِفُوا وَلَمْ يَقْتُرُوا وَكَانَ بَيْنَ ذَلِكَ قَوَامًا

และบรรดาผู้ซึ่ง  เมื่อพวกเขาได้ใช้จ่าย  พวกเขาก็ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย และพวกเขาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว และระหว่างทั้งสองสภาพนั้น  พวกเขาอยู่สายกลาง” (สูเราะฮฺอัลฟุรกอน  อายะฮฺที่  67)

และหะดีษที่ระบุว่า

مَاعَالَ مَنِ اقْتَصَدَ

บุคคลที่มีความพอดี  (ไม่ฟุ่มเฟือยในการใช้จ่าย และไม่ตระหนี่)  ย่อมไม่ขัดสน ยากจน” (รายงานโดยอะฮฺหมัด)  เป็นต้น

นอกจากนี้ หลักเศรษฐศาสตร์อิสลาม ยังมีปรากฏอยู่ในตำรับตำรา ของบรรดานักวิชาการมุสลิม อีกเป็นจำนวนมาก  ไม่ว่าจะเป็นตำรา  อรรถาธิบายอัลกุรฺอาน  ตำราอรรถกถาอัลหะดีษ  และตำราเฉพาะ ที่ถูกเขียนขึ้น ในเรื่องของทรัพย์สิน  เช่น  ตำราอัลอัมว๊าล ของท่านอบีอุบัยฺด์  หรือตำราอัลค่อรอจฺญ์ ของท่านอบูยูซุฟ  ในเรื่องของภาษี ตลอดจนตำรากฎหมายอิสลาม ที่กล่าวถึงเรื่องซะกาตฺ หรือการค้าขาย และธุรกรรมในรูปต่าง ๆ โดยเฉพาะตำรากฎหมายอิสลาม  (อัลฟิกฮุล  อิสลามีย์)  ซึ่งถูกแต่ง และรวบรวมมามากกว่า  1  พันปีนั้น จะมีระบอบเศรษฐศาสตร์ ที่เป็นเอกเทศ  ซึ่งบรรดานักปราชญ์มุสลิม ได้อรรถาธิบายถึงแหล่งที่มา ของรายได้กองคลังบัยตุ้ลม้าล และแหล่งที่จะจ่ายงบประมาณ จากกองคลังออกไป  ตลอดจนพูดถึงภาษีที่ดิน  ภาษีอัลญิซยะฮฺ  ทรัพย์สงคราม  และประเภทของซะกาต  การจัดเก็บซะกาต  และกลุ่มบุคคลที่มีสิทธิรับซะกาต 

นอกเหนือจากกฎหมายอิสลาม ในภาคของการทำธุรกรรมต่างๆ การค้าขาย  แม้กระทั่ง เรื่องของการแบ่งมรดก  ซึ่งบรรดานักปราชญ์มุสลิม ได้ศึกษาวิเคราะห์เอาไว้ อย่างละเอียด ภายในกรอบ ของหลักมูลฐาน ที่มาจากคัมภีร์อัลกุรฺอาน และอัสสุนนะฮฺ  โดยประมวลกฎเกณฑ์ และหลักการต่างๆ เอาไว้ อย่างครบถ้วน  ซึ่งนักวิชาการร่วมสมัย เรียกว่า  “เศรษฐศาสตร์อิสลาม” (อ้างแล้ว  หน้า  316-317)

หลักพื้นฐานสำคัญ ของเศรษฐศาสตร์อิสลาม  มีดังต่อไปนี้

ความมีลักษณะเป็นเอกเทศ

ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม เป็นระบอบที่แยกเป็นเอกเทศ จากระบอบเศรษฐศาสตร์ อื่นๆ โดยมีความแตกต่าง ทั้งในด้านเป้าหมาย  วิธีการ  และการตราบัญญัติต่างๆ เพื่อปกป้องควบคุม  ส่งเสริม  และขับเคลื่อนระบอบ อย่างเป็นรูปธรรม  การที่ปรากฏว่า  ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม ได้สอดคล้องกับระบอบเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ในข้อปลีกย่อยบางส่วน  มิได้หมายความว่า ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม เป็นระบอบสังคมนิยม หรือเป็นระบอบทุนนิยม แต่อย่างใด

ความเป็นส่วนหนึ่ง จากองค์รวม ของหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม

กล่าวคือ  ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม มีความผูกพันอยู่กับหลักความเชื่อ,  จริยธรรมอิสลาม  และหลักบัญญัติทางศาสนาอิสลาม ข้ออื่นๆ อย่างยิ่งยวด  ทั้งนี้ เราไม่สามารถแยกส่วน ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม ออกจากระบอบอิสลามอื่นๆ  ได้เลย  เนื่องจากระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม ไม่อาจแสดงบทบาทที่ถูกต้อง ในการปฏิรูป เรื่องการเงินการคลัง ของประชาชาติได้เลย  ตราบใดที่ระบอบนี้ ไม่นำเอาหลักคำสอน ทางจิตวิญญาณ มาเป็นปัจจัยพื้นฐาน ในการพัฒนาจิตใจ ของปัจเจกบุคคล  การปลูกฝังคุณค่าทางจริยธรรม ในจิตใจของผู้คนเหล่านั้น  ตลอดจนการล้อมสังคม ด้วยรั้วทางจริยธรรม อันงดงาม อันเป็นสิ่งกำหนดวิถีทาง ของปัจเจกบุคคล และสังคมโดยรวม

เศรษฐศาสตร์อิสลาม เป็นระบอบที่สอดคล้อง กับธรรมชาติ และสัญชาตญาณของมนุษย์

กล่าวคือมนุษย์มีธรรมชาติ ของความรักในการครอบครอง  และการมีกรรมสิทธิ์  อิสลามได้อนุมัติในเรื่องดังกล่าว ด้วยภาพลักษณ์ที่เปิดกว้าง  อิสลามเพียงแต่กำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อควบคุมไม่ให้ธรรมชาติ ในการรักที่จะครอบครอง และมีกรรมสิทธิ์นั้น ส่งผลกระทบต่อปัจเจกบุคคล และสังคม  ตลอดจนยังอนุมัติในเรื่องการทำงาน  การประกอบสัมมาอาชีพ ที่ไม่ส่งผลร้ายต่อตัวเอง หรือผู้อื่น  ซึ่งในกรณีนี้ ระบอบอิสลามจึงมีความแตกต่าง จากระบอบเศรษฐศาสตร์ แบบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ และระบอบศักดินา ของพวกชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย

ความเป็นทางสายกลางและความมีดุลยภาพ

ปัญหาของระบอบเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ก็คือ  การมองถึงด้านหนึ่งด้านใด เป็นการเฉพาะจากข้อเท็จจริง  ดังปรากฏในระบอบเศรษฐศาสตร์ แบบทุนนิยม ซึ่งมีการตรากฎหมายมากมาย เพื่อปกป้อง คุ้มครองสิทธิ ในการครอบครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล  และความเสรีในการทำงาน และการประกอบอาชีพ  แต่ระบอบทุนนิยม ก็ละเลยเป็นอันมาก ในการให้ความสำคัญ ต่อสิทธิของสังคมส่วนรวม  บรรดาคนร่ำรวย และเศรษฐี ในระบอบดังกล่าว ได้รับอภิสิทธิมากเกินไป  จึงเกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม และสร้างผลกระทบ ต่อคนอื่น อย่างมากมาย 

ส่วนระบอบเศรษฐศาสตร์ แบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ กลับมุ่งเป้าหมาย ไปยังการคำนึงถึง สิทธิประโยชน์ของสังคม มากเกินไป  จนเกิดความไม่เป็นธรรม ต่อปัจเจกบุคคล และลิดรอนสิทธิของพวกเขา ในด้านการครอบครองกรรมสิทธิ และการทำงาน แต่ในระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลาม ได้มีการกำหนดระเบียบ ที่เหมาะสม ต่อการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคล และวิถีชีวิตของสังคมส่วนรวม  ทั้งสองภาคส่วน ได้รับการคุ้มครองสิทธิของตน อย่างมีความสมดุล และเป็นธรรม  ซึ่งสิ่งนี้ จะไม่มีระบอบอื่น นอกจากระบอบอิสลาม  อันเป็นระบอบที่พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานลงมา ให้กับมนุษยชาติ

ถัดไป

หน้าหลัก

มิถุนายน 20, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

¿ÃÕ Ê¶ÔµÔàÇçºä«µì